สารบัญ
 อภิธานศัพท์(Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
โครงสร้างและระบบย่อยของดาวเทียม
 การออกแบบสร้างและทดสอบ
 สถานีภาคพื้นดิน
 จดหมายเหตุ
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   ดาวเทียมไทพัฒ
  
(Thai Mrico-SATellite: TMSAT)

   สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ และ สุเจตน์ จันทรังษ์
   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
 

  ๑.อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  วิศวกรรมระบบดาวเทียม (Satellite Systems Engineering)

   วิศวกรรมระบบดาวเทียม ประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่อยู่ในอวกาศ หรือตัวดาวเทียม สถานีภาคพื้นดิน และจรวดที่นำส่งดาวเทียม ขึ้นสู่
   อวกาศ

  บัส (Bus)

   ระบบย่อยที่ติดตั้งบนดาวเทียมดวงหนึ่งๆ เพื่อให้ดาวเทียมสามารถทำงาน ได้ตามฟังก์ชันพื้นฐาน อาทิ การสื่อสารติดต่อกับสถานีภาคพื้นดิน การ
   ควบคุมการวางตัวและวงโคจรของดาวเทียม การโทรมาตร และคำสั่งการควบคุมอุณหภูมิ ภายในดาวเทียม การจัดการข้อมูลที่รับส่งเชื่อมโยงกับ
   ระบบย่อยต่างๆภายในดาวเทียม เป็นต้น นอกจากนี้บัสจะต้องสนับสนุนการทำงานให้กับอุปกรณ์หรือระบบที่เป็นเพย์โหลด

  เพย์โหลด (Payload)

   อุปกรณ์ หรือระบบย่อยที่ติดตั้งบนดาวเทียม เพื่อทำงานตามพันธกิจของโครงการดาวเทียมนั้นๆ เช่น ระบบถ่ายภาพของ ดาวเทียมสำรวจโลกหรือ
   ดาวเทียมจารกรรม ระบบสื่อสารความถี่สูง ของดาวเทียมสื่อสาร ชุดเครื่องมือการวัดทางวิทยาศาสตร์ ของดาวเทียมวิทยาศาสตร์ หรือดาราศาสตร์
   ซึ่งเพย์โหลดเป็นส่วนที่เพิ่มมูลค่าให้กับดาวเทียมดวงนั้นๆ หากไม่มีอุปกรณ์เพย์โหลดดาวเทียมดวงนั้น ก็ไม่ได้ถูกใช้ทำประโยชน์ใดๆ ให้กับเจ้า
   ของโครงการ

  เอสยูซี (Single Event Upset:: SEU)

   SEU เป็นปรากฏการณ์ ที่อนุภาคพลังงานสูง ที่เกิดจากการประทุอย่างรุนแรงบนดวงอาทิตย์(โซลาแฟลร์: solar flare)และเคลื่อนที่ มากับลมสุริยะ
   (solar wind) และส่งผลกระทบให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนดาวเทียมทำงานผิดพลาด อาทิ บิตข้อมูลของหน่วยความจำมีลอจิก(Logic)ที่ผิดไป

  เอสอีแอล (Single Event Latchup: SEL)

   ต่อเนื่องจากกรณีของปรากฏการณ์ SEU ถ้าอนุภาคดังกล่าวมีพลังงานที่สูงมาก หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวไม่มี ความทนทานเพียงพอ ผล
   กระทบที่เกิดขึ้นทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว เกิดความเสียหายและเกิดการลัดวงจร ภายใน ซึ่งการลัดวงจรของอุปกรณ์เพียงหนึ่งตัว จะส่ง
   ผลให้วงจรของทั้งระบบเกิดการลัดวงจรไปด้วย

  อีดีเอซี (Error Detection and Correction: EDAC)

   วงจร ที่ใช้ในการตรวจสอบการกลับลอจิกของบิทข้อมูล ในหน่วยความจำที่เกิดจากผลของ SEU โดยที่ EDAC สามารถทำการแก้ไขลอจิก ของบิท
   ข้อมูลดังกล่าวให้กลับมาถูกต้องได้

  ซีเอเอ็น (Control Area Network: CAN)

   ระบบสื่อสารข้อมูลโครงข่าย ที่ใช้การรับส่งสัญญาณทางไฟฟ้า ในลักษณะแบบดิฟเฟอเรนเซียล (Difference) โดยสามารถรับส่งข้อมูลได้สูงถึง ๑
   เมกะบิทต่อวินาที
(Mbps)

  เอดีซีเอส (Attitude Determination and Control System: ADCS)

   ระบบควบคุมการวางตัวของดาวเทียม ทำหน้าที่หันชี้ ตัวดาวเทียมให้เป็นไปตามพันธกิจ ที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการควบคุมให้เพย์โหลดหันชี้ไปใน
   ทิศทางที่ต้องการ อาทิดาวเทียมสื่อสารต้องการให้จานถ่ายทอดสัญญาณ หันชี้เข้าหาโลกตลอดเวลาหรือกรณีของดาวเทียมสำรวจโลก ที่ต้องควบ
   คุมให้กล้องถ่ายภาพหันชี้เข้าหาโลก

  จีพีเอส (Global Positioning System: GPS)

   ระบบนำร่องโดยใช้กลุ่มดาวเทียมนำร่องแพร่สัญญาณวิทยุที่ประกอบด้วยสัญญาณคลื่นพาห์(carrier) ความถี่สูงและ ข้อมูลนำร่อง ที่ถูกเข้ารหัสไว้
   เมื่อผู้ใช้(user)  ใช้เครื่องรับสัญญาณวิทยุดังกล่าว เครื่องรับจะทำการคำนวณหาตำแหน่ง ของผู้ใช้ได้  โดยต้องใช้องค์ประกอบสองส่วน ได้แก่
   ตำแหน่งของดาวเทียมนำร่องที่บรรจุอยู่ในข้อมูลนำร่อง และระยะ ระหว่างดาวเทียมนำร่อง กับผู้ใช้  ซึ่งเครื่องรับจะคำนวณได้จากเวลา ที่สัญญาณ
   วิทยุเดินทางจากดาวเทียมนำร่องถึงผู้ใช้ (Time of Arrival:TOA) โดยเครื่องรับจะเปรียบเทียบรหัสที่สร้างขึ้นกับรหัสที่มอดูเลตมากับข้อมูลนำร่อง
 

  ๒.บทคัดย่อ up

       ไทพัฒเป็นดาวเทียมขนาดเล็กดวงแรกของประเทศไทยที่ออกแบบและสร้างโดยทีมวิศวกรไทยภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของไทยและมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ แห่งประเทศอังกฤษ โดยภาคเอกชนของไทยประกอบด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และบริษัทยูไนเต็ด คอมมิวนิเคชัน จำกัด (United Communication company limited: UCOM) โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการออกแบบสร้างและทดสอบดาวเทียมขนาดเล็ก เริ่มต้นโครงการเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๓๙ ชื่อของโครงการและตัวดาวเทียมถูกเรียกว่า TMSAT(Thai Micro-SATellite)ใช้ระยะเวลา ๑ ปีในการออกแบบและสร้างดาวเทียม โดยเสร็จสมบูรณ์เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๔๐ เพย์โหลดของดาวเทียมไทพัฒประกอบด้วยระบบกล้องถ่ายภาพแบบหลายย่านสเปกตรัมที่มีความละเอียด ๖๕ เมตร(m) ระบบสื่อสารข้อมูลดิจิทัลแบบจัดเก็บและส่งผ่าน ระบบประมวลสัญญาณดิจิทัล และเครื่องรับจีพีเอส ดาวเทียม TMSAT ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๑ ด้วยจรวด Zenith-II จากฐานยิงเมืองไบคานัว (Baykonur) ประเทศคาซัคสถาน (Kazakhstan)เวลา ๑๓.๓๐ น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยมีวงโคจรแบบสัมพันธ์กับดาวอาทิตย์ ที่ความสูง ๘๑๕ กิโลเมตรจากพื้นโลก และมุมระนาบวงโคจรที่ ๙๘ องศา ดาวเทียมTMSAT ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชพระราชทานชื่อดาวเทียมว่า“ไทพัฒ” เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๑
 

  Abstract   up

         Thaipat is a Thailand’s first microsatellite designed and built by Thai engineers. The technology transfer and training was a one year program under the corporation between university of Surrey (UK), Mahanakorn university of Technology (MUT) and united communication company limited (UCOM). The objective was to transfer the knowledge and expertise of the designing, testing, and building a small satellite. The program was commenced in April 1996, and completed in April 1997. The original title of program and spacecraft was the TMSAT (Thai Micro-SATellite). Thaipat was a name given by His Majesty The King Bhumibol Adulyadej, in October 1998. The main payload on boarded Thaipat was a multi-spectral Earth observation cameras with 65 metre resolution. The other payloads were digital store-forward communications payload (DSP payload and GPS receiver). On 10 July 1998, Thaipat was launched by the Zenith-II launcher into Sun synchronous orbit at 815 km altitude and 98 degree inclination.


  ๓.บทนำ (Introduction) up

        มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและบริษัทยูไนเต็ดคอมมิวนิเคชัน จำกัด(UCOM) ได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ เพื่อดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการออกแบบและสร้างดาวเทียมขนาดเล็ก โดยอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฯ จำนวน ๑๑ คน ร่วมกับวิศวกรของบริษัท UCOM ๑ คน เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการออกแบบสร้างและทดสอบดาวเทียมที่ศูนย์วิจัยวิศวกรรมดาวเทียม (Centre for Satellite Engineering Research: CSER) ที่มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ โดยโครงการได้เริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙
         ในช่วงเริ่มต้นของโครงการชื่อของโครงการและตัวดาวเทียมถูกเรียกว่าแทมแซท (Thai Micro-SATellite:TMSAT)ทีมวิศวกรไทยได้เรียนรู้พื้นฐานการออกแบบสร้างดาวเทียมและได้ดำเนินการปฏิบัติการสร้างดาวเทียมจริงโดยรวมแล้วใช้เวลา ๑ ปีในการสร้างและทดสอบโดยเสร็จสิ้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นดาวเทียมดวงแรกที่ออกแบบและสร้างโดยคนไทย ดังรูปที่ ๓.๑[๑]



                                                                             
  รูปที่ ๓.๑ ดาวเทียมไทพัฒ
 

       ในการส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ TMSAT ถูกติดตั้งกับดาวเทียมหลักชื่อ Resure-4 ของรัสเซียร่วมกับดาวเทียมขนาดเล็กอีก ๔ ดวง โดยดาวเทียมทั้งหมดถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ด้วยจรวด Zenith-II จากฐานยิงเมืองไบคานัว ประเทศคาซัคสถาน เมื่อเวลา ๑๓.๓๐ น. ตามเวลาในประเทศไทยดาวเทียม TMSAT ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานชื่อดาวเทียมว่า “ไทพัฒ” เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
 

  ๔.โครงสร้างและระบบย่อยของดาวเทียม   up

          ดาวเทียมไทพัฒถูกออกแบบให้มีโครงสร้างทางกายภาพขนาดความกว้าง ๓๕ เซ็นติเมตร(cm) ความยาว ๓๕ เซ็นติเมตร ความสูง ๖๐ เซ็นติเมตร (๓๕×๓๕×๖๐ ลูกบาศก์เซ็นติเมตร) และมีน้ำหนักรวมประมาณ ๕๐ กิโลกรัม (kg) ภายในดาวเทียมจะประกอบด้วยระบบย่อยต่างๆซึ่งเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์  ที่บรรจุอยู่ในโมดูลอลูมิเนียม โดยที่แต่ละระบบย่อยหรือแต่ละโมดูลจะวางซ้อนเรียงกันดังแสดงในรูปที่ ๔.๑ สำหรับด้านนอกทั้งสี่ด้านของดาวเทียมจะมีแผงเซลล์สุริยะติดตั้งอยู่เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนด้านล่างของดาวเทียมจะชี้ไปในอวกาศจะมีแกรวิตี้ แรนเดี้ยน บูม (gravity gradient boom) ติดตั้งอยู่เพื่อทำหน้าที่ เป็นอุปกรณ์ควบคุมการทรงตัวแบบแพสซีส ของดาวเทียม สำหรับด้านบนของดาวเทียมจะชี้เข้าหาโลกนั้น จะมี อุปกรณ์และตัวตรวจวัดติดตั้งอยู่ อาทิเช่น เลนส์ของระบบถ่ายภาพ ตัววัดสนามแม่เหล็กโลก(magnetometer) ตัวตรวจวัดดวงอาทิตย์ size: 9pt">(Sun sensor)



                                           
  รูปที่ ๔.๑ โครงสร้างกายภาพของดาวเทียมไทพัฒ
 

        ระบบบัสและเพย์โหลดของดาวเทียมไทพัฒมีดังนี้

        ๔.๑ ระบบบัสของดาวเทียมไทพัฒ

        ๔.๑.๑ คอมพิวเตอร์โอบีซี(On Board Computer: OBC)
       OBC เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของดาวเทียมไทพัฒ และจัดการข้อมูลทั้งหมดที่จะมีการสื่อสารกับสถานีภาคพื้นดิน ไทพัฒมี OBC จำนวนสองโมดูล ได้แก่ OBC-186 (ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ 80186) และ OBC-386 (ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ 80386) โดยโมดูลOBC-186 จะเป็นโมดูลหลักในการทำงาน ส่วนโมดูลOBC-386 เป็นโมดูลสำรองเพื่อทดสอบการทำงานตามฟังก์ชันของ OBC และทดสอบการประมวลภาพถ่ายเบื้องต้นจากระบบถ่ายภาพ เนื่องจาก OBC-386 เป็นโมดูลใหม่ที่ยังไม่เคยถูกใช้งานในอวกาศมาก่อน



                                                                             
  รูปที่ ๔.๒ โมดูล OBC-186 และ OBC-386
 

        หน่วยความจำของโมดูล OBC-186 และ OBC-386 มีขนาด 16 เมกะไบต์ (MB) และ 128 เมกะไบต์ ตามลำดับ นอกจากนี้ โมดูล OBC-186 และ OBC-386 ได้ถูกออกแบบให้มีวงจร EDAC เพื่อป้องกัน SEU นอกจากนี้อุปกรณ์ฟิวส์อิเล็กทรอนิกส์ได้ถูกบรรจุในโมดูล OBC เพื่อป้องกันผลของ SEL
 
        ๔.๑.๒ ระบบไฟฟ้าต้นกำลัง (Power system)
       เซลล์สุริยะชนิดแกลเลียมอาร์เซไนด์ (GaAs) จำนวนสี่แผง ถูกใช้เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้า โดยแต่ละแผงให้พลังงาน ๓๕ วัตต์ (Watt: W) (แรงดันไฟฟ้า  ๓๕  โวลต์(Volt:V) กระแสไฟฟ้า ๑ แอมแปร์(Ampere: Amp)) นอกจากนี้  แบตเตอรี่(Battery) ชนิดนิกเกลแคดเมียม(NiCd)  ขนาด  ๗
 แอมแปร์-ชั่วโมง (Ampere Hour: Ah) จำนวน ๑๐ เซลล์ ได้ถูกคัดเลือกและทดสอบตามมาตรฐานด้านอวกาศ เพื่อนำมาใช้งานเป็นอุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้านอกจากนี้ โมดูลของระบบไฟฟ้าต้นกำลัง ยังมีวงจรชาร์จแบตเตอรี่ และวงจรเรคกูเลตแรงดันไฟฟ้า ซึ่งแรงดันไฟฟ้าที่ใช้ในดาวเทียมไทพัฒมี ๕
 โวลต์ (+๑๐ โวลต์)และ ๑๔ โวลต์



                                                                             
 รูปที่ ๔.๓ โมดูลแบตเตอรี่ และระบบไฟฟ้า
 

        ๔.๑.๓ ระบบสื่อสารสัญญาณวิทยุ (RadioCommunication System)
        ดาวเทียมไทพัฒมีชุดรับสัญญาณวิทยุย่านความถี่สูงมาก (Very Higth frequency: VHF ) (๑๔๐ เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ถึง ๑๕๐ เมกะเฮิรตซ์ (MHz)) จำนวนสามช่องสำหรับชุดส่งสัญญาณวิทยุ มีจำนวนสองชุด ซึ่งมีกำลังส่ง ๒ วัตต์  และ ๑๐ วัตต์  ตามลำดับ โดยส่งสัญญาณย่านความถี่สูงยิ่ง(Ultra-high frquency:UHF)(๔๓๐ MHz  ถึง  ๔๓๕ MHz ) อัตราการสื่อสารข้อมูลมีสามอัตรา ได้แก่ ๙๖,๐๐  ๓๘๔,๐๐  และ ๗๖,๘๐๐ บิทต่อวินาที ในส่วนของสายอากาศ ดาวเทียมไทพัฒใช้สายอากาศแบบโมโนโพล (Monopole) จำนวนสี่ต้นสำหรับชุดส่งและสี ต้นสำหรับชุดรับดังแสดงในรูปที่ ๔.๔ นอกจากนี้ ดาวเทียมไทพัฒยังมีชุดรับดีทีอี (Data Transfer Experimental: DTE) อีก ๒ ชุด เพื่อสนับสนุนการทดลองระบบสื่อสารที่ใช้การประมวลสัญญาณดิจิทัลดีเอสพี (Digital Signal Processing: DSP) โดยชุดรับ DTE ดังกล่าว จะให้สัญญาณความถี่กลาง IF (Intermediate Frequency) ที่ความถี่ที่อุปกรณ์ DSP สามารถประมวลผลได้



                                                                             
 รูปที่ ๔.๔ โมดูลชุดรับและชุดส่งสัญญาณวิทยุ
 

        ๔.๑.๔ ระบบโทรมาตรและคำสั่งทีทีซี (Telemetry and Telecommand System: TTC)
        ฟังก์ชันโทรมาตรของ TTC ทำหน้าตรวจสอบสถานะการทำงานของระบบย่อยต่างๆ ภายในดาวเทียมรวมไปถึงการตรวจวัดแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าของแต่ละโมดูล นอกจากนี้ ฟังก์ชันโทรมาตรยังถูกใช้ในการตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมที่ทำงานอยูใน OBC
        สำหรับฟังก์ชันคำสั่งของ TTC ทำหน้าที่สั่งการและควบคุมการทำงานของระบบย่อยต่างๆ ของทั้งดาวเทียมรวมไปถึงการสั่งการให้สวิตซ์กำลังต่างๆ ทำงานตามความต้องการของผู้ดูแลควบคุมดาวเทียมที่สถานีภาคพื้นดิน
        เพื่อให้โทรมาตรและคำสั่งของ TTC จากสถานีควบคุมภาคพื้นดินทำงานร่วมกับระบบย่อยต่างๆ ของดาวเทียมได้เต็มประสิทธิภาพ ดาวเทียมไทพัฒได้ถูกออกแบบให้มีระบบสื่อสารข้อมูลภายในตัวดาวเทียมเป็นแบบโครงข่ายของการติดต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ หรือ แคน (Controller area ntework: CAN) จำนวนสองโครงข่าย และ DASH (Data Asynchronous Sharing Network) หนึ่งโครงข่าย

        ๔.๑.๕ ระบบควบคุมการวางตัว ADCS (AttitudeDetermination and Control System)
       ในการคำนวณหาการวางตัวของไทพัฒใน อวกาศข้อมูลการวัดจากตัวตรวจวัดสนามแม่เหล็กโลก (magenetometer) ตัวตรวจวัดดวงอาทิตย์ (Sun sensor) และ ตัวตรวจวัดแสงสะท้อนจากโลกอียูดี (Earth Underneath Detection: EUD) ถูกนำไปใช้ในการคำนวณหามุมการวางตัว (โรล พิตซ์ และ ยอ) ซึ่งโปรแกรมทางคำนวณเชิงคณิตศาสตร์ทำงานอยู่บนบอร์ดคอมพิวเตอร์ OBC
        การควบคุมการวางตัวของดาวเทียมไทพัฒใช้อุปกรณ์ทั้งแบบแพสซีสและแอคทีฟ (Passive and Active) อุปกรณ์แพสซีส ได้แก่ บูม (boom) ที่มีความยาวประมาณ ๖.๓๐ เมตร และมีมวลน้ำหนัก ๒ กิโลกรัมติดตั้งอยู่ที่ปลาย ดังนั้นเมื่อมีแรงจากภายนอกมารบกวนการวางตัวของดาวเทียม ผลของแรงดังกล่าวจะถูกถ่ายเทไปยังส่วนปลายของบูม สำหรับอุปกรณ์ควบคุมการวางตัวแบบแอคทีฟที่ไทพัฒใช้งาน ได้แก่ วงล้อโมเมนตัม (momentum wheel) ที่หมุนด้วยความเร็วคงที่ เพื่อสร้างแรงโมเมนตัมที่ทำให้ดาวเทียมทรงตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวงล้อดังกล่าวถูกวางอยู่ในแกนของมุมพิตซ์ เพื่อให้ดาวเทียมไทพัฒถูกควบคุมในโหมดที่เรียกว่า พิตซ์โมเมนตัมไบอัส
        นอกจาก วงล้อโมเมนตัม อุปกรณ์แอคทีฟที่เรียกว่า magnetorquer ถูกวางอยู่ด้านหลังแผงเซลล์สุริยะในแกนทั้งสามของดาวเทียม เพื่อทำหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กขึ้น เพื่อใช้ในการปรับมุมการวางตัวของดาวเทียมดังแสดงในรูปที่ ๔.๕



                                         
 รูปที่ ๔.๕ วงล้อและโมดูล ADCS
 

       ๔.๒ เพย์โหลดของดาวเทียมไทพัฒ

        เพย์โหลดของดาวเทียมไทพัฒ ได้แก่ ระบบถ่ายภาพชุดทดลองการประมวลสัญญาณดิจิทัลสำหรับพัฒนาระบบสื่อสาร และ เครื่องรับจีพีเอส

        ๔.๒.๑ ระบบถ่ายภาพอีไอเอส (Earth Imaging System: EIS)
      ระบบถ่ายภาพของดาวเทียมไทพัฒประกอบด้วยกล้องมุมกว้างหนึ่งชุด (ความละเอียด ๑.๒ กิโลเมตร) กล้องมุมแคบสามชุด (ความละเอียด ๖๕ เมตร) และกล้อง CMOS หนึ่งชุดดังแสดง  ในรูปที่ ๔.๖  โดยกล้องมุมแคบทั้งสามชุด  ติดตั้งแผ่นกรองความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน   เพื่อประโยชน์ในการ
วิเคราะห์ภาพถ่ายทางรีโมตเซนซิ่ง โดยเลือกความยาวคลื่นของแสงสีเขียว สีแดง และ ย่านอินฟาเรดใกล้ (Near-Infrared: NIR)



                                                                           
 รูปที่ ๔.๖ โมดูลกล้องมุมกว้างและกล้องมุมแคบ
 

        กล้องแต่ละชุดจะมีไมโครคอนโทรลเลอร์ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการถ่ายภาพและส่งผ่านข้อมูลภาพถ่ายด้วยอัตรา ๑๐ ถึง ๒๐ เมกะบิทต่อวินาทีให้กับตัวประมวลผลทรานสพิวเตอร์ (Transputer) ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลภาพถ่ายเบื้องต้นและบีบอัดข้อมูล ไทพัฒมีโมดูลทรานสพิวเตอร์สองชุด เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว เนื่องจาก OBC มีหน้าที่หลักในการดูแลการทำงานของทุกระบบในดาวเทียม จึงไม่เหมาะที่จะใช้ OBC-186 ในการประมวลผลภาพถ่ายนอกจากนี้การประมวลผลของทรานสพิวเตอร์มีความเร็วที่สูงกว่า OBC-186 หลายเท่า รวมไปถึงทรานสพิวเตอร์มีช่องสื่อสารข้อมูลอนุกรมที่มีความเร็วสูงถึง ๒๐ เมกะบิทต่อวินาที ซึ่งจำเป็นต่อการดึงข้อมูลภาพถ่ายออกจากกล้อง เพื่อสนับสนุนการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องดังแสดงในรูปที่ ๔.๗ [๒]
 



                                           
 รูปที่ ๔.๗ โมดูลทรานสพิวเตอร์
 

        โมดูลทรานสพิวเตอร์แต่ละชุดประกอบด้วยชิป Inmos T805 ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลกลางขนาด ๓๒ บิท ทำงานที่ความถี่ ๒๕ MHz หน่วยความจำขนาด ๔ เมกะไบต์ โดยมีวงจร EDAC ทำงานร่วมอยู่ด้วย

        การส่งข้อมูลภาพถ่ายที่ถูกประมวลผลแล้วไปยังโมดูล OBC (เพื่อส่งข้อมูลภาพลงสู่สถานีภาคพื้นดินต่อไป) สามารถผ่านโครงข่าย CAN และ DASH ได้ นอกจากนี้ ไทพัฒได้ถูก ออกแบบให้มีช่องสื่อสารข้อมูลที่เชื่อมต่อโดยตรงระหว่างโมดูล OBC และ ทรานสพิวเตอร์

        ๔.๒.๒ เพย์โหลด DTE และ DSP
        DTE เป็นชุดรับสัญญาณวิทยุย่านความถี่ VHF (๑๔๐ MHz ถึง ๑๕๐ MHz) โดยมีชุดดีมอดูเลตแบบเชิงเลขทางความถี่ (Frequency Shift Keying: FSK) ที่อัตรา ๙,๖๐๐ บิทต่อวินาที ชุด DTE จะจัดเตรียมสัญญาณป้อนให้กับโมดูล DSP ในสองลักษณะ ได้แก่ สัญญาณความถี่กลาง IF ที่ ๒๐๐ kHz โดยมีความกว้าง ๑๕ kHz และสัญญาณ เอฟเอ็มดิสคริมิเนเตอร์ (Frequency Modulation (FM) Discriminator)ดังแสดงในรูปที่ ๔.๘ (ซ้าย) [๓]

       ในส่วนของโมดูล DSP ประกอบด้วยตัวชิป DSPTM320C31 ทำงานที่ความถี่ ๔๐ MHz และหน่วยความจำข้อมูล ๑ เมกะไบต์ ทั้งโมดูล DSP และ DTE มีการเชื่อมต่อกับโครงข่าย CAN และ DASH โมดูล DSP ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับ DTE เพื่อการทดลองหลายประการ [๔] อาทิ การสแกนย่านความถี่สเตปละ ๕ kHz การจำลองการทำงานเป็นโมเด็ม การวิเคราะห์สัญญาณคลื่นวิทยุบนดาวเทียม และ ทดลองแพร่สัญญาณเสียงดิจิทัลดังแสดงในรูปที่ ๔.๘ (ขวา)
 



                                                                           
 รูปที่ ๔.๘ โมดูล DTE และ DSP
 

        ๔.๒.๓ เพย์โหลดเครื่องรับจีพีเอส
       ไทพัฒเป็นดาวเทียมรุ่นแรกๆ ที่มีเครื่องรับจีพีเอสอยู่บนดาวเทียมโดยเครื่องรับจีพีเอสดังกล่าวได้ถูกออกแบบโดยใช้ชิปที่มีสถาปัตยกรรม ดังแสดงในรูปที่ ๔.๙ [๕]



                                                                           
 รูปที่ ๔.๙ สถาปัตยกรรมเครื่องรับจีพีเอสของไทพัฒ
 

        โดยปกติแล้ว เครื่องรับจีพีเอสจะประกอบด้วยสายอากาศจีพีเอสและวงจรอาร์เอฟส่วนหน้า (RF front) เพียง หนึ่งชุด ทำงานร่วมกับส่วนของวงจรคอลีเรเตอร์ (Correlator)และไมโครโปรเซสเซอร์(Microprocesser) แต่เครื่องรับจีพีเอสของไทพัฒได้ถูกออกแบบให้มีวงจรอาร์เอฟส่วนหน้าจำนวนสองชุด ซึ่งทำให้เชื่อมต่อกับสายอากาศจีพีเอสสองชุด เพื่อทำการทดลองวัดความแตกต่างสัญญาณคลื่นพาห์ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการทำวิจัยด้านการคำนวณหาการวางตัวของดาวเทียมโดยใช้สัญญาณคลื่นพาห์จีพีเอส

      จากรูปที่ ๔.๑๐ วงจรคอลีเรเตอร์ ที่เลือกใช้มีชุดติดตามสัญญาณจีพีเอส จำนวน ๑๒ ชุด ทำให้เครื่องรับที่ออกแบบไว้ สามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมจีพีเอสพร้อมกันได้ถึง ๑๒ ดวง นอกจากนี้ ไมโครโปรเซสเซอร์ ที่เลือกใช้งานนั้นมีโครงสร้างสถาปัตยกรรม ทางคอมพิวเตอร์แบบอาร์ไอเอสซี (Reduced Instruction Set Computing: RISC) ในส่วนของหน่วยความจำได้ถูกป้องกันด้วยวงจร EDAC



                                                                           
 รูปที่ ๔.๑๐ วงจรดิจิทัลและแอนะลอกของเครื่องรับจีพีเอส
 

 

  ๕.การออกแบบสร้างและทดสอบ    up

        ในการออกแบบสร้าง และทดสอบดาวเทียม ไทพัฒมีขบวนการหลายขั้นตอน โดยในระหว่างการออกแบบวงจร ของแต่ละโมดูลได้มีการตรวจสอบหลายรอบเพื่อให้มั่นใจว่ามีความผิดพลาดน้อยที่สุด หลังจากนั้น  ทำการผลิตแผ่นพิมพ์ลายวงจรครั้งที่หนึ่ง  โดยเรียกบอร์ดวงจรของแต่ละโมดูลว่า “โมดูล
วิศวกรรม (engineering module)” ดังแสดงในรูปที่ ๕.๑ จากนั้นก็จะเป็นการบัดกรีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลงบนแผ่นพิมพ์ลายวงจรดังกล่าว โดยผู้ทำการบัดกรีที่ผ่านการทดสอบความสามารถแล้ว



                                           
 รูปที่ ๕.๑ การทดสอบโมดูลของดาวเทียมไทพัฒ
 

        การทดสอบ engineering module ของแต่ละโมดูลจะรับผิดชอบโดยวิศวกรผู้ออกแบบวงจร โดยการทดสอบจะทำทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ถ้ามีการพบข้อผิดพลาดก็จะดำเนินการแก้ไข จนเป็นที่เรียบร้อยหลังจากนั้นจะเป็นขบวนการผลิตแผ่นพิมพ์ลายวงจรครั้งที่สอง เพื่อสร้างไฟลท์โมดูล (flight module) ซึ่งในการลงและบัดกรีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บน flight module จะต้องใช้วิศวกรหรือช่างเทคนิคที่ได้สอบผ่านตามมาตรฐานของหน่วยงานด้านอวกาศ อาทิ องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency: ESA)

        ๕.๑ ขบวนการ AIT
(Assembly, Integration and Test)

        เมื่อ flight module ของทุกโมดูลเสร็จเรียบร้อยจะมีการทดสอบซ้ำอีกครั้ง หลังจากนั้นจะเป็นขบวนการ AIT ซึ่งจะทำการประกอบแต่ละโมดูลเข้ากับโครงสร้างของตัวดาวเทียม พร้อมกับเชื่อมต่อแต่ละโมดูลเข้าด้วยกัน ดังแสดงในรูปที่ ๕.๒ ซึ่งการประกอบและทดสอบในแต่ละส่วนจะทำในห้องปลอดฝุ่น



                                                                           
 รูปที่ ๕.๒ ขบวนการ AIT ดาวเทียมไทพัฒ
 

        การประกอบและเชื่อมต่อแต่ละโมดูลเข้าด้วยกันเป็นที่เรียบร้อย การทดสอบฟังก์ชันการทำงานของดาวเทียมทั้งดวงจะเริ่มต้นขึ้น โดยในแต่ละทีมวิศวกรย่อยจะร่วมกันทดสอบการทำงานของโมดูลที่ต้องทำงานร่วมกัน

        ๕.๒ การทดสอบเชิงสภาพแวดล้อม

        เมื่อดาวเทียมไทพัฒทั้งดวงได้ถูกประกอบและทดสอบในห้องปฏิบัติการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การทดสอบเชิงสภาพแวดล้อมจะต้องดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าดาวเทียมสามารถทำงานได้ตามปกติในสภาวะแวดล้อม ที่จำลองขึ้นโดยมีความคล้ายกับสภาพแวดล้อมในอวกาศ การทดสอบเชิงสภาพแวดล้อมสำหรับดาวเทียมไทพัฒได้มีขึ้นที่ห้องปฏิบัติการ ฐานทัพอากาศฟรางโบโร่(Franborough)ประเทศอังกฤษ ดังแสดงในรูปที่ ๕.๓ โดยดาวเทียมไทพัฒและดาวเทียมฟาแซท(Facettese Sattelite) ของประเทศชิลี (Chile) ถูกนำไปบรรจุในห้องทดสอบที่เรียกว่า ห้องสุญญากาศ (Thermal-Vacuum Chamber) โดยอากาศภายในห้องทดสอบจะถูกปั๊มออกจนมีสภาพเป็นสูญญากาศ พร้อมกันนี้ภายในห้องทดสอบจะถูกตั้งค่าอุณหภูมิให้มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมอวกาศ



                                                                           
 รูปที่ ๕.๓ การทดสอบเชิงสภาพแวดล้อม
 

        ๕.๓ การทดสอบเชิงกายภาพ

     นอกจากการทดสอบเชิงสภาพแวดล้อมแล้วการทดสอบเชิงกายภาพจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของบริษัทผู้ขนส่งดาวเทียมสู่อวกาศโดยการทดสอบเชิงกายภาพจะเป็นการทดสอบโครงสร้างของดาวเทียมว่ามีความทนทานเพียงพอต่อการสั่นที่เกิดขึ้นในขณะที่จรวดนำส่งดาวเทียมกำลังเคลื่อนที่ขึ้นสู่อวกาศ

        ๕.๔ การทดสอบความพร้อมก่อนส่งขึ้นสู่อวกาศ

      เมื่อดาวเทียมไทพัฒถูกขนส่งไปที่ฐานยิง วิศวกรได้ตรวจสอบสภาพความพร้อมของไทพัฒเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะถูกนำส่งขึ้นสู่อวกาศ อาทิชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม ทำการตรวจสอบระบบสื่อสารตรวจสอบการทำงานของระบบบัส เป็นต้น


  ๖.สถานีภาคพื้นดิน
   up

       สถานีภาคพื้นดินของดาวเทียมไทพัฒตั้งอยู่ที่ชั้น ๑๑ อาคาร “D” ในบริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครสถานีภาคพื้นดินนี้นอกจากใช้ควบคุมสื่อสารกับดาวเทียมไทพัฒแล้ว ยังสามารถใช้งาน ในการติดต่อสื่อสารกับดาวเทียมวงโคจรต่ำ ที่ใช้ความถี่ย่านวิทยุสมัครเล่นดวงอื่นๆ ด้วยการสื่อสารระหว่างดาวเทียมไทพัฒกับสถานีภาคพื้นดินเป็นแบบดิจิทัล โดยข้อมูลดิจิทัลที่ถูกส่งออกมาจากคอมพิวเตอร์จะถูกจัดให้มีรูปแบบตามโปรโตคอล PACSAT แล้วส่งผ่านเครื่องวิทยุรับส่ง

       ระบบคอมพิวเตอร์ภายในสถานีภาคพื้นดินทั้งสี่เครื่องเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายและทำงานประสานกันอย่างอัตโนมัติ ๒๔ ชั่วโมง คอมพิวเตอร์ติดตามสัญญาณ(Tracking) ทำหน้าที่คำนวณตำแหน่ง และเวลาที่ดาวเทียมจะโคจรขึ้นมาพ้นขอบฟ้า และติดต่อกับสถานีภาคพื้นดินได้ คอมพิวเตอร์ควบคุม (Control) ทำหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์สื่อสาร และสายอากาศให้มีทิศทางชี้ไปยังตำแหน่ง ของดาวเทียมตลอดเวลาที่ทำการสื่อสาร คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลระยะทางไกลหรือการตรวจวัดระยะไกล (Telemetry) ทำหน้าที่รับข้อมูลสถานะของดาวเทียมเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และควบคุมต่อไป คอมพิวเตอร์ข้อมูล (Data)ใช้เก็บข้อมูลที่จะส่งขึ้นไปยังดาวเทียมและรับข้อมูล อาทิ ภาพถ่ายจากดาวเทียมโดยอัตโนมัติ [๖]


  ๗.
จดหมายเหตุ   up

        เหตุการณ์สำคัญของดาวเทียมไทพัฒและแสดงดังตารางที่ ๗.

                 ตารางที่ ๗.๑ ลำดับเหตุการณ์สำคัญของดาวเทียมไทพัฒ


ปี พ
..
(..)
 


ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

๒๕๓๘
(1995)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและบริษัทยูไนเต็ดคอมมิวนิเคชั่น จำกัด (UCOM) ลงนามความร่วมมือ
กับมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ
 

๒๕๓๙
(1996)

เริ่มต้นโครงการ TMSAT โดยส่งทีมวิศวกรไทยจำนวน ๑๑ คน ร่วมกับวิศวกรของบริษัท UCOM ๑ คน
เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการออกแบบสร้างและทดสอบดาวเทียมที่ศูนย์วิจัยวิศวกรรมดาวเทียม ณ มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ

๒๕๔๐
(1997)

การออกแบบสร้างและทดสอบดาวเทียม TMSAT ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ พร้อมขึ้นสู่อวกาศ

๒๕๔๑
(1998)

ดามเทียม TMSAT ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ ด้วยจรวด Zenith-II จากฐานยิงเมืองไบคานัว ประเทศคาซัคสถาน เวลา ๑๓.๓๐ น. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อให้บริการ  ณ ตำแหน่งที่ ๙๘ องศากับแนวแกนโลก


๒๕๔๑

(1998)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช โปรดเกล้าพระราชทานชื่อดาวเทียมขนาดเล็กดวงแรกของประเทศไทยที่ออกแบบและสร้างโดยทีมวิศวกรไทยว่า “ไทพัฒ” หรือ Thai Micro- SATellite (TMSAT)

 

  ๘.บรรณานุกรม  up

[๑] Sweeting, M.N. and Pookyaudom, S., “TMSAT: Thailand's first microsatellite for communicationsand earth observation”, Acta Astronautica,
Volume 40, Issues 2-8, pp. 423-427, January-April 1997.

[๒] สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์, Marc Fouquet และ สุเจตน์จันทรังษ์, “การออกแบบทรานสพิวเตอร์โมดูลสำหรับดาวเทียม TMSAT,” การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ ๑๙ (EECON-19), จ.ขอนแก่น. ๗-๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙.

[๓] Sirisuk, P., Paffett, J., and Allery, M., “Digital Voice Broadcaster Realization using Digital Signal Processing Experiment Palyload on TMSat Microsatellite,” 19th Electrical Engineering Conference (EECON-19), Khon kaen. November 7-8, 1996.

[๔] Sirisuk, P., Jantarang, S., and Paffett, J., “TMSat 9.6 kbps Software Modulator”, 20th Electrical Engineering Conference (EECON-20),Bangkok, November 13-14, 1997.

[๕] Purivigraipong, S. Unwin, M., “Spacecraft GPS Receiver for the TMSat Mission,” 20th Electrical Engineering Conference (EECON-20),Bangkok, November 13-14, 1997.

[๖] ฉัตรเพชร บุณยเกตุ, ภาวิณี ฮงประยูร, Chris Jackson, Carlos Lovett-Linares, และ สุเจตน์ จันทรังษ์, “สถานีภาคพื้นดินของดาวเทียม TMSAT,” การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ ๑๙ (EECON-19), จ.ขอนแก่น. ๗-๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙.