สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
หลักการพื้นฐานในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมฯ อื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม
   (Telecommunication Economics)

   สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และธราธร รัตนนฤมิตศร
   สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

  ๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)

  การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ (perfect competition)

   สภาวะที่ตลาดมีผู้ขายหรือผู้ซื้อมากราย สินค้ามีลักษณะเหมือนกัน สามารถใช้ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ขายสามารถเข้าหรือออกสู่ตลาดได้
   อย่างเสรีผู้ซื้อและผู้ขายต่างมีข้อมูลเกี่ยวกับตลาดอย่างสมบูรณ์ในตลาดแข่งขันอย่างสมบูรณ์กลไกราคาจะจัดสรรทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพ
   สูงสุด
 

  การแข่งขันไม่สมบูรณ์ (imperfect competition)

          สภาวะที่ผู้ซื้อ หรือผู้ขายแต่ละรายมีอิทธิพลต่อราคาสินค้าหรือบริการในตลาดโดยการแข่งขันไม่สมบูรณ์ มีหลายระดับตั้งแต่แบบกึ่งแข่งขัน
          กึ่งผูกขาด (monopolistic competition) แบบมีผู้ขายน้อยราย (oligopoly) ไปจนถึงแบบผูกขาด (monopoly market) โดยสำหรับ ตลาดผูกขาด
          (monopoly market) เป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการเพียงรายเดียว สินค้าหรือบริการที่ผลิตไม่สามารถหาสินค้าหรือบริการอื่นทดแทนได้หรือทดแทน
          ได้ไม่สมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงสามารถกำหนดราคาหรือปริมาณสินค้า หรือบริการได้ ดังนั้น ในตลาดผูกขาด ราคาสินค้า  หรือบริการจึงมีแนวโน้ม
          สูงกว่าหรือปริมาณสินค้า หรือบริการมีแนวโน้มต่ำกว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์

  ผู้มีอำนาจเหนือตลาด(market dominance) หรือผู้ให้บริการรายใหญ่ (major supplier)

          ผู้ให้บริการที่สามารถกำหนดเงื่อนไขของบริการ (ด้านราคาหรือปริมาณการผลิต) ในตลาดบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุม
          โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นหรือใช้สถานะของตนเองในตลาด


  โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (essential facilities)

          โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโครงข่ายสำหรับการขนส่งสัญญาณของบริการโทรคมนาคมสาธารณะ ซึ่งมีผู้ให้บริการเพียงรายเดียวหรือน้อยรายโดยผู้ให้
          บริการมีอำนาจผูกขาดหรือมีอำนาจเหนือตลาด และไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือเหตุผลทางเทคนิค

  ความล้มเหลวของกลไกตลาด (market failure)
 
          ความบกพร่องของระบบราคา ที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเป้าหมายอื่นทางสังคมทั้งนี้เนื่องจากตลาด
          มีสภาพการแข่งขันไม่สมบูรณ์ (imperfect competition) การเกิดผลกระทบภายนอก (externalities) หรือความไม่สมบูรณ์ ของข้อมูลสารสนเทศ
          (imperfect information)

  ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (marginal cost) และผลประโยชน์หน่วยสุดท้าย (marginal benefit)

         ต้นทุนหน่วยสุดท้าย หมายถึง ต้นทุนรวมที่เพิ่มขึ้น หรือลดลง เนื่องมาจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือลดลงหนึ่งหน่วยในขณะที่ผลประโยชน์
         หน่วยสุดท้าย หมายถึง ผลประโยชน์หรือรายรับรวมที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเนื่องมาจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือลดลงหนึ่งหน่วย
 
 

  ๒. บทคัดย่อ up

        บริการโทรคมนาคม เช่น บริการโทรศัพท์พื้นฐาน บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นกิจการที่ปรับเปลี่ยนจากแนวโน้มผูกขาดโดยธรรมชาติเนื่องจากการประกอบกิจการต้องอาศัยการลงทุนสูง มาเป็นตลาดที่มีการแข่งขันไม่เต็มที่ โดยตลาดที่มีการแข่งขันไม่เต็มที่ทำให้มีผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งอาจมีพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเพื่อจำกัดหรือกีดกันคู่แข่ง ดังนั้น การกำกับดูแลตลาดเพื่อให้ตลาดมีการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งการแก้ไขความล้มเหลว ของกลไกตลาดที่อาจเกิดขึ้น หลักการทางเศรษฐศาสตร์โทรคมนาคมนับเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการปฏิรูประบบโทรคมนาคมในด้านต่างๆ อันได้แก่ การกำกับดูแลการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม การกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรคมนาคม การจัดสรรคลื่นความถี่ การเชื่อมต่อโครงข่าย การให้บริการอย่างทั่วถึง และการคุ้มครองผู้บริโภค


  Abstract
  up

        Telecommunications services have developed in a monopoly environment. As competition is introduced into telecommunications markets, there are concerns about the continuing exercise of market power by the market dominance or the incumbent operator. An effective competition regulation is required to ensure competitive markets. Telecommunication economics is a tool that can be used to foster competitive markets and also to protect consumer rights, especially on six key issues; competition regulation, price regulation, spectrum allocation, interconnection, universal services and consumer protection.

  ๓. บทนำ up  

      เศรษฐศาสตร์เป็นวิชา ที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากร ที่มีอยู่จำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว วิธีการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการใช้กลไกตลาด โดยราคาจะเป็นตัวปรับให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่จะเอื้อให้กลไกตลาดทำงานได้ดีที่สุด คือ การที่ตลาดมีการแข่งขันอย่างเต็มที่
      อย่างไรก็ตาม บริการโทรคมนาคมบางประเภทในตลาดของประเทศกำลังพัฒนามักเป็นกิจการที่มีแนวโน้มผูกขาดโดยธรรมชาติ
(natural monopoly) หรือกึ่งผูกขาดจากการมีการแข่งขันน้อยราย (oligopoly) เนื่องจากการประกอบกิจการต้องอาศัยการลงทุนสูงและมีต้นทุนจม (sunk cost) ซึ่งหมายถึงเงินลงทุนที่นักลงทุนจะไม่ได้รับคืนเมื่อเลิกกิจการมาก หรืออาจเกิดจากการมีทรัพยากรต่างๆ เช่น คลื่นความถี่อยู่จำกัด จึงทำให้ตลาดไม่สามารถรองรับผู้ประกอบการได้หลายราย

       ด้วยเหตุนี้ ในตลาดโทรคมนาคม ผู้ให้บริการรายใหญ่หรือผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด (market dominant) จึงอาจมีพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเพื่อจำกัดหรือกีดกันคู่แข่ง
นอกจากนี้ การแข่งขันที่ไม่มีประสิทธิภาพอันเนื่องมาจากโครงสร้างตลาดผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดทำให้เกิดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการผูกขาดสินค้าหรือบริการใดๆ จะทำให้ราคาของสินค้าหรือบริการนั้นสูงเกินกว่าราคาที่เหมาะสมในตลาดที่มีการแข่งขัน ราคาที่สูงขึ้นทำให้ผู้ใช้บริการส่วนหนึ่งไม่ได้รับบริการ ซึ่งถือเป็นความสูญเสียทางสังคมที่เกิดจากการผูกขาด (social cost of monopoly) ในกรณีของบริการโทรคมนาคม การผูกขาดจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมาก เพราะโทรคมนาคมเป็นบริการที่สาขาเศรษฐกิจอื่นๆ จะต้องใช้มาก โดยเฉพาะในสาขาการเงิน การประกันภัย การศึกษา การท่องเที่ยว และการก่อสร้าง เป็นต้น
       ดังนั้น การกำกับดูแลตลาดโทรคมนาคมเพื่อให้ตลาดมีการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญเพราะจะเอื้อให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างเต็มที่ซึ่งจะส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ การกำกับดูแลตลาดโทรคมนาคมยังมีความจำเป็น ในการแก้ไขความล้มเหลวของกลไกตลาด (market failure) ที่อาจเกิดขึ้นด้วย
       หลักการทางเศรษฐศาสตร์โทรคมนาคมนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการปฏิรูประบบโทรคมนาคมในด้านต่าง ๆ อันได้แก่ การกำกับดูแลการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม การกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรคมนาคม การจัดสรรคลื่นความถี่ การเชื่อมต่อโครงข่าย การให้บริการอย่างทั่วถึง และการคุ้มครองผู้บริโภค


  ๔.
หลักการพื้นฐานในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม    up

         ๔.๑ การกำกับดูแลการแข่งขัน

ตลาดโทรคมนาคมบางประเภท เช่น โทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเป็นต้องลงทุนสูงในการสร้างโครงข่ายและมีต้นทุนจมมาก ทำให้ตลาดมีแนวโน้มที่จะผูกขาดหรือมีการแข่งขันไม่เต็มที่ ในโครงสร้างตลาดที่มีการแข่งขันไม่เต็มที่ ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดอาจมีพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ ได้ จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม

      โดยทั่วไปแล้ว มาตรการป้องกันการผูกขาดจะห้ามพฤติกรรมที่มีลักษณะของการค้าที่ไม่เป็นธรรม ดังต่อไปนี้


      ๔.๑.๑
การใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ (abuse of dominance) ซึ่งเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงมีพฤติกรรมที่จำกัดหรือกีดกันคู่แข่งหรือเอาเปรียบผู้บริโภคโดยการกำหนดราคาสินค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การกำหนดราคาสูงเกินไป (unreasonably high price) การกำหนดราคาต่ำเกินไปเพื่อทำลายคู่แข่ง (predatory pricing) การเลือกปฏิบัติทางด้านราคา (price discrimination) เป็นต้น

๔.๑.๒ การกระทำการตกลงร่วมกัน (agreement) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าการ “ฮั้ว” ซึ่งในกรณีดังกล่าว ผู้ประกอบการซึ่งอาจไม่ได้มีอำนาจเหนือตลาดรวมตัวกันจนเสมือนมีอำนาจเหนือตลาด และสามารถกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่หรือเอาเปรียบผู้บริโภค เช่น การร่วมกันกำหนดอัตราค่าบริการที่สูงเกินควร เป็นต้น

๔.๑.๓ การรวมธุรกิจ (merger) ซึ่งอาจมีผลทำให้การแข่งขันในตลาดน้อยลง หรือเกิดการผูกขาดในตลาด

๔.๑.๔ การมีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม (unfair trade practice) ซึ่งเป็นมาตรการที่ห้ามมิให้ผู้ประกอบการไม่ว่ารายใหญ่หรือเล็กมีพฤติกรรมที่เป็นการจำกัดหรือกีดกันการแข่งขันที่ส่งผล ให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจอื่นๆ เช่น การปฏิเสธที่จะให้บริการแก่ ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง  โดยไม่มี
เหตุผล หรือเลือกปฏิบัติระหว่างลูกค้าบางราย เป็นต้น

มาตรการต่างๆ ข้างต้นเป็นมาตรการสำหรับป้องกันการผูกขาด ที่เกิดขึ้นในกิจการต่างๆ ทั่วไปรวมทั้งกิจการโทรคมนาคม นอกจากนี้ ในกิจการ
โทรคมนาคม ยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่กีดกันการแข่งขันที่มีลักษณะเฉพาะอุตสาหกรรมอีกด้วย โดยเฉพาะการผูกขาดที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติในการใช้โครงข่ายโทรคมนาคม (telecom network) เช่น การที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อาจกีดกันหรือเลือกปฏิบัติไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเชื่อมต่อกับโครงข่ายของตน เป็นต้น

ในการกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมดังกล่าว หน่วยงานกำกับดูแลอาจปรับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกิจการโทรคมนาคม และกำหนดกฎเกณฑ์ในการคุ้มครองแข่งขันเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับลักษณะของกิจการโทรคมนาคมก็ได้

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จะมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแข่งขันในตลาด เช่น การวัดระดับการผูกขาดหรือการแข่งขันในตลาด การวิเคราะห์ต้นทุน การวิเคราะห์ราคาที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น

       ๔.๒ การกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรคมนาคม (Price Regulation)

อัตราค่าบริการโทรคมนาคมที่กำหนดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดที่มีการผูกขาดหรือการแข่งขันน้อยราย มักอยู่ในระดับที่สูงกว่าในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการกำกับดูแลอัตราค่าบริการให้อยู่ในระดับที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค โดยการกำกับดูแล อัตราค่าบริการจะมีความจำเป็นลดลงเมื่อตลาดมีการแข่งขันมากขึ้น

๔.๒.๑ หลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการ

หลักการในการกำกับดูแลอัตราค่าบริการตามหลักเศรษฐศาสตร์ คือ การกำหนดราคาของสินค้าหรือบริการที่สะท้อนต้นทุน (cost-based pricing) โดยในภาวะดุลยภาพของตลาด ราคาของสินค้าหรือบริการทั่วไปควรถูกกำหนด ที่ระดับต้นทุนหน่วยสุดท้าย (marginal cost) อย่างไรก็ตาม ในกรณีของตลาดโทรคมนาคม ต้นทุนหน่วยสุดท้ายที่ใช้ในการคำนวณ จะต้องเป็นต้นทุนหน่วยสุดท้ายในระยะยาว (long-run marginal cost) ซึ่งคิดถึงผลจากการลงทุนในโครงข่ายรวมอยู่ด้วย

อัตราค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนเป็นอัตราค่าบริการที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากทำให้เกิดปริมาณการใช้บริการอย่างพอเหมาะ อัตราค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนยังเป็นอัตราค่าบริการที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบการต่อไปได้โดยไม่ต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐหรือการอุดหนุนจากบริการอื่น ของตน ซึ่งจะช่วยป้องกันการกำหนดอัตราค่าบริการในลักษณะกีดกันการแข่งขัน

๔.๒.๒ ทางเลือกในการกำกับดูแลอัตราค่าบริการ

ทางเลือกในการกำกับดูแลอัตราค่าบริการทำได้หลายวิธี เช่นการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโดยอิงอัตราผลตอบแทน (rate of return) และการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ (price cap) เป็นต้น

การกำกับดูแลอัตราค่าบริการโดยอิงอัตราผลตอบแทน เช่น การให้ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดคิดค่าบริการจากต้นทุนบวกด้วยอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเช่น ร้อยละ มักก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น การกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ต่ำเกินไปจะทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มจะจำกัดการลงทุนจนทำให้บริการไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เป็นต้น ในขณะที่ การกำหนดอัตราผลตอบแทนที่สูงเกินไป ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการปรับลดให้ต้นทุนมีประสิทธิภาพ

ในกรณีของการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโดยการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ (price cap) หน่วยงานกำกับดูแลจะกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ
ของบริการในแต่ละประเภท โดยเพดานจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ ตามปัจจัยที่มีการกำหนดล่วงหน้า พื่อให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและจูงใจให้
ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เช่น ปรับเพดานราคาด้วยอัตราเงินเฟ้อและอัตราผลิตภาพ (productivity) ในการประกอบการ เป็นต้น

       ตัวอย่าง
สูตรพื้นฐานในการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ คือ

PCIt+1 = PCIt (1+It+1-Xt+1) (๑)

       โดยที่

              PCIt+1 คือ ดัชนีเพดานอัตราค่าบริการที่ปรับใหม่

              PCIt คือ ดัชนีเพดานอัตราค่าบริการของปีฐาน (t)

              It+1 คือ อัตราเงินเฟ้อของปีที่ t+1

              Xt+1 คือ อัตราผลิตภาพในการประกอบการของปี t+1

จากสูตรดังกล่าวอัตราค่าบริการที่ผู้ประกอบการจะสามารถจัดเก็บจากผู้บริโภคได้จะต้องไม่สูงกว่าเพดานอัตราค่าบริการ (PCIt+1) การกำหนดเพดานอัตราค่าบริการมีข้อดี ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่นในการกำหนดราคาบริการมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและจูงใจให้ผู้ประกอบการพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพของบริการ และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้บริการผู้บริโภค
 
       
ทั้งนี้ก่อนการกำกับดูแลอัตราค่าบริการ โดยใช้เพดานอัตราค่าบริการ จำเป็นจะต้องมีการปรับอัตราค่าบริการให้มีความสมดุลกับต้นทุน (rate
rebalancing) ก่อน มิฉะนั้นราคาในการกำกับดูแลก็จะไม่ใช่ราคาที่สะท้อนต้นทุน โดยการปรับอัตราค่าบริการให้สมดุลกับต้นทุนอาจทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านโดยอาจนำเพดานอัตราค่าบริการมาใช้ควบคู่กับการปรับอัตราค่าบริการให้มีความสมดุลเมื่ออัตราค่าบริการเริ่มเข้าใกล้ต้นทุน

       ๔.๓ การจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum Allocation)

คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่จำเป็นต่อกิจการโทรคมนาคม บริการโทรคมนาคมที่ใช้คลื่นความถี่ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ดาวเทียม วิทยุติดตามตัว และบริการโทรคมนาคมเฉพาะกลุ่มต่างๆ

คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้โดยไม่หมดไปแต่มีอยู่อย่างจำกัดในแต่ละช่วงเวลา ความจำกัดของคลื่นความถี่ส่งผลให้การใช้คลื่นความถี่โดยไม่มีการควบคุมจะทำให้เกิดการรบกวนกันจนทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ จึงต้องมีกติกาในการจัดสรรและให้อนุญาตการใช้คลื่นความถี่ที่เป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ได้เริ่มอนุญาตให้มีการใช้คลื่นความถี่ โดยไม่ต้องขออนุญาต (unlicensed spectrum) กับเทคโนโลยีไร้สายใหม่ๆเช่น เทคโนโลยี 802.11b การจัดสรรคลื่นความถี่ให้ผู้ประกอบการแต่ละรายยังมีความสำคัญในการกำหนดโครงสร้างตลาดโทรคมนาคมว่าจะมีระดับการแข่งขันมากน้อยเพียงไร

๔.๓.๑ หลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่

แนวคิดทางทฤษฎีในการบริหารคลื่นความถี่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สาธารณะสามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับต้นทุนและผลประโยชน์ทางสังคม(social cost and social benefit analysis) [๕]

ประโยชน์ทางสังคม (social benefit) จากการใช้คลื่นความถี่จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีปริมาณการใช้คลื่นความถี่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง (diminishing return) เนื่องจากเหตุผลต่างๆ โดยเฉพาะการที่คลื่นความถี่ที่มีประโยชน์ในการใช้งานมากมักจะถูกนำมาใช้ก่อน ในทำนองเดียวกัน ต้นทุนทางสังคม (social cost) จากการรบกวนกันของคลื่นความถี่จะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงที่มีการใช้คลื่นความถี่น้อย แต่จะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งเมื่อมีความแออัดในการใช้คลื่นความถี่มากขึ้นตามลำดับต่อมา

       ประโยชน์ทางสังคมสุทธิ (net social benefit) ของการใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสาร คือ ประโยชน์ทางสังคมจากการใช้คลื่นความถี่หักลบด้วยต้นทุนทางสังคมจากการรบกวนกันของสัญญาณ โดยปริมาณการใช้คลื่นความถี่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางสังคมสุทธิสูงสุด (optimal utilization level) คือจุดที่ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (marginal cost) เท่ากับผลประโยชน์หน่วยสุดท้าย (marginal benefit)

๔.๓.๒ ทางเลือกในการจัดสรรคลื่นความถี่

ทางเลือกหลักๆ ในการจัดสรรคลื่นความถี่มีสี่วิธีคือ การจัดสรรแบบมาก่อนได้ก่อน (first-come, first serve) การคัดเลือกแบบสุ่ม (lottery) การคัดเลือกแบบเปรียบเทียบ (comparative evaluation) และการประมูลคลื่นความถี่ (spectrum auction) โดยสามวิธีแรกเป็นการจัดสรรโดยอาศัยกลไกทางการบริหาร (administrative approach) ส่วนวิธีสุดท้ายเป็นการจัดสรรโดยอาศัยกลไกตลาด (market-based approach)

เมื่อพิจารณาถึงความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (economic efficiency) วิธีการแบบสุ่มหรือแบบมาก่อนได้ก่อนไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนวิธีการคัดเลือกแบบเปรียบเทียบ แม้ว่าจะพิจารณาเกณฑ์ต่าง ๆ และเลือกผู้ประกอบการที่มีแผนงานที่มีองค์ประกอบที่ดีที่สุด แต่การกำหนดเกณฑ์และให้น้ำหนักกับเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้สะท้อนการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ เกณฑ์หลายอย่างก็มีลักษณะเชิงคุณภาพซึ่งยากที่จะเปรียบเทียบกันได้ ที่สำคัญ การคัดเลือกแบบเปรียบเทียบยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้คัดเลือกเป็นหลัก และยากที่จะหลีกเลี่ยงความลำเอียงหรือการได้รับแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์ การคัดเลือกโดยวิธีนี้จึงมีปัญหามาก

     สำหรับวิธีประมูลคลื่นความถี่นั้น สิทธิในการใช้คลื่นความถี่จะตกกับผู้ที่ให้มูลค่ากับคลื่นความถี่สูงสุด หรืออีกนัยหนึ่ง คือผู้ที่สามารถใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อการประมูลได้รับการออกแบบมาอย่างดี ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริงภายใต้กฎกติกาที่มีความชัดเจนเท่านั้น

๔.๓.๓ การเปลี่ยนโอนสิทธิการใช้คลื่นความถี่ (spectrum trading)

แม้การประมูลคลื่นความถี่ เป็นวิธีการในการจัดสรรคลื่นความถี่ ที่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด แต่การประมูลคลื่นความถี่ หรือการจัดสรรวิธี
อื่น ๆ ไม่ได้มีหลักประกันว่าผู้ประกอบการที่ได้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่จะสามารถใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เนื่องจากผู้ได้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่อาจประสบปัญหาทางธุรกิจเนื่องจากการคาดการณ์สภาวะตลาดผิดพลาด หรืออาจประสบปัญหาเมื่อเทคโนโลยีหรือความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้ที่สามารถใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การอนุญาตให้มีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ในการใช้คลื่นความถี่ได้จะช่วยให้คลื่นความถี่เปลี่ยนมือ ไปสู่ผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดในขณะนั้นได้

อย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้เปลี่ยนโอนสิทธิการใช้คลื่นความถี่ได้ควรเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคลื่นความถี่ถูกจัดสรรในครั้งแรกอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น มิฉะนั้น ผู้ที่ได้รับคลื่นความถี่จากวิธีการคัดเลือกที่ไม่มีประสิทธิภาพ (เช่นการคัดเลือกแบบเปรียบเทียบในครั้งแรก) อาจจะสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้จากการนำคลื่นความถี่ไปจำหน่ายต่อโดยที่รัฐไม่ได้ประโยชน์

       ๔.๔ การเชื่อมต่อโครงข่าย(Interconnection)

การเชื่อมต่อโครงข่ายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้บริการโทรคมนาคมจากต่างโครงข่ายสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างผู้ประกอบการเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ตลาดโทรคมนาคมมีการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพได้เร็วขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากตลาดผูกขาดไปสู่ตลาด ที่มีการแข่งขัน เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหม่จะสามารถเข้าแข่งขันในตลาดได้รวดเร็วขึ้น หากสามารถเชื่อมต่อโครงข่ายที่มีอยู่ได้ โดยไม่ต้องลงทุนวางโครงข่ายโทรคมนาคมเองทั้งหมด ในทางตรงกันข้าม การกีดกันไม่ให้คู่แข่งขันสามารถเชื่อมต่อได้โดยผู้ประกอบการรายเดิมมักก่อให้เกิดการผูกขาดในตลาด

๔.๔.๑ หลักการพื้นฐานสำหรับการกำกับดูแลการเชื่อมต่อโครงข่าย
       คู่มือการกำกับดูแลโทรคมนาคมของธนาคารโลกได้กล่าวถึงหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการเชื่อมต่อโครงข่ายไว้
เจ็ดประการซึ่งสอดคล้องกับ
หลักการของเอกสารอ้างอิงขององค์การการค้าโลก (WTO Reference Paper) หลักการพื้นฐานดังกล่าวได้แก่
[๑]

ก) การจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับการเชื่อมต่อโครงข่ายล่วงหน้า

ข) การกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด หรือผู้ประกอบการ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (essential facilities) มีหน้าที่ต้องให้ผู้อื่นเชื่อมต่อโครงข่าย

ค) การเชื่อมต่อโครงข่ายควรจะมีความโปร่งใส (transparency)

ง) การเชื่อมต่อโครงข่ายควรจะไม่เลือกปฏิบัติ (non-discrimination)

จ) ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายควรจะสะท้อนต้นทุน (cost orientation)

ฉ) กระบวนการเชื่อมต่อโครงข่ายควรจะทันต่อเวลา (timeliness)

ช) หน่วยงานกำกับดูแลควรจัดให้มีกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อโครงข่ายที่รวดเร็ว และยุติธรรม

       ๔.๔.๒ ความสำคัญของค่าเชื่อมต่อโครงข่าย

ระดับของค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (interconnection charge) มีผลกระทบโดยตรงต่อการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม เนื่องจากค่าเชื่อมต่อโครงข่ายจะมีผลต่อการตัดสินใจ ในการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งมีทางเลือกสองทางระหว่างการสร้างโครงข่ายเองหรือการขอใช้โครงข่ายที่มีอยู่ของผู้ประกอบการรายอื่น ในทำนองเดียวกัน ระดับของค่าเชื่อมต่อโครงข่ายยังมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนและพัฒนาโครงข่ายของผู้ประกอบการรายเดิมอีกด้วย ดังนั้นเป้าหมายประการหนึ่งของหน่วยงานกำกับดูแลคือการกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้โครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิผล

ทั้งนี้ หากกำหนดให้ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายสูงเกินไป ผู้ประกอบการรายใหม่จะเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น หรืออาจจะมีการเพิ่มการลงทุนในโครงข่ายมากจนเกินไปในทางตรงกันข้ามการกำหนดให้ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายต่ำเกินไปจะทำให้ผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายไม่เต็มใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาเชื่อมต่อ ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุนสร้างโครงข่ายใหม่ และส่งสัญญาณผิดให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเข้าสู่ตลาด ดังนั้น ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะช่วยให้ตลาดเกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุน (cost-based) ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด [๖]

       ๔.๔.๓
การกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุน cost-based)

การกำหนดค่าเชื่อมต่อที่สะท้อนต้นทุน จะคิดจากต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อโครงข่ายของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ การกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุนเป็นการกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ที่สอดคล้องกับตลาดที่มีการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเครื่องมือในการป้องกันไม่ให้
ผู้ประกอบการรายเดิม มีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขัน โดยตั้งราคาค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สูงเกินไป ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ที่สะท้อนต้นทุนยังจะช่วยส่งสัญญาณราคาที่ถูกต้องให้กับตลาดด้วย วิธีการคิดต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่ยอมรับกันโดยทั่วไปคือต้นทุนส่วนเพิ่มระยะยาว (long-run incremental cost หรือ LRIC)

นอกจากนี้ การกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายควรคิดแบ่งแยกตามส่วนประกอบ (unbundling) อย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกเชื่อมต่อเฉพาะในส่วนประกอบที่ต้องการเท่านั้น ทั้งนี้ ในการคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายควรแยกต้นทุนในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกจากกันเป็นคนละอัตรา เช่น ในกรณีที่ต้นทุนในการเชื่อมต่อโครงข่ายในเขตพื้นที่ชนบทและในเขตเมืองมีความแตกต่างกันมาก

        ๔.๕ การให้บริการอย่างทั่วถึง(Universal Service)

เป้าหมายที่สำคัญประการหนึ่งของบริการโทรคมนาคม คือ การมีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่เพียงพอครอบคลุมทั่วประเทศ (availability) โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงได้ (accessibility) ตลอดจนมีค่าบริการที่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (affordability)

ปัญหาที่สำคัญก็คือ บริการอย่างทั่วถึงอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองแม้ในตลาดที่มีการแข่งขัน เนื่องจากผู้ประกอบการอาจไม่สนใจให้บริการในพื้นที่ซึ่งอาจไม่มีความคุ้มทุนในการประกอบกิจการ รัฐจึงอาจมีความจำเป็นที่ต้องแทรกแซงตลาดโดยใช้กลไกที่เหมาะสม

๔.๕.๑ สาเหตุที่มีการขาดแคลนบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน

การที่ประเทศต่างๆ ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงนั้นเกิดจากปัญหาสองประการ คือ

ก) ช่องว่างในตลาด (market gap) เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมีรายได้เพียงพอที่จะซื้อบริการโทรคมนาคมได้ แต่ไม่มีบริการอย่างเพียงพอในตลาด โดยปัญหาช่องว่างในตลาดสามารถแก้ไขได้โดยการดำเนินนโยบายส่งเสริมการทำงานของกลไกตลาดเพื่อเพิ่มการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน เช่น การเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมให้มีการแข่งขันมากขึ้น และการกำหนดกฎเกณฑ์และกำกับดูแลที่เป็นระบบและโปร่งใส

ข) ช่องว่างทางความสามารถในการเข้าถึงบริการ (access gap) เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมีรายได้ต่ำ รือไม่เพียงพอ จะใช้บริการได้ แม้จะมีบริการ
โทรคมนาคมในพื้นที่นั้น โดยปัญหาช่องว่างทางความสามารถในการเข้าถึงบริการสามารถแก้ไขได้โดยการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยให้เงินอุดหนุนเพื่อการบริการอย่างทั่วถึง ซึ่งอาจมุ่งไปที่ผู้ประกอบการหรือกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้โดยตรง

๔.๕.๒ การคำนวณเงินอุดหนุนเพื่อการบริการอย่างทั่วถึง

โดยหลักการแล้ว การคำนวณเงินเพื่อชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อให้บริการอย่างทั่วถึงเพื่อลดช่องว่างทางความสามารถในการเข้าถึงบริการทำได้โดยการคำนวณส่วนต่าง ระหว่างต้นทุนที่เกิดจากบริการอย่างทั่วถึงกับรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการอย่างทั่วถึง โดยการคำนวณการให้เงินอุดหนุนเพื่อการให้บริการอย่างทั่วถึงมีสองแนวทางหลักคือการใช้แบบจำลองต้นทุน (cost proxy model) และการแข่งขันโดยการประมูล (competitive bidding) [๗]

การใช้แบบจำลองต้นทุนมีข้อดีคือช่วยในการกำหนดงบประมาณเพื่อการให้บริการอย่างทั่วถึง รวมทั้งการกำหนดวงเงินอุดหนุนสูงสุด ส่วนการประมูลเป็นวิธีการใช้กลไกตลาดในการตัดสินว่าใครเป็นผู้ได้รับเงินอุดหนุนและจำนวนเงินที่อุดหนุน โดยผู้กำกับดูแลอาจกำหนดวงเงินอุดหนุนสูงสุดไว้ก่อนแล้วเปิดประมูล ผู้ที่ชนะคือผู้ที่เสนอจำนวนเงินอุดหนุนที่ต่ำกว่าวงเงินอุดหนุนที่กำหนดไว้มากที่สุด

       ๔.๖ การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (Consumer Protection)

การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม มีความเชื่อมโยง กับการกำกับดูแลโทรคมนาคมในด้านต่างๆ เช่น นโยบายการป้องกันการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคม ซึ่งมุ่งส่งเสริมการแข่งขันในตลาด ป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดในเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค นโยบายการให้บริการอย่างทั่วถึงซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ได้ใช้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานในอัตราค่าบริการที่ยอมรับได้ และนโยบายการกำกับดูแลด้านราคา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ไม่ให้ผู้ประกอบการในตลาดที่มีการแข่งขันไม่สมบูรณ์เอาเปรียบผู้บริโภคด้านราคา เป็นต้น

๔.๖.๑ หลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อตลาดสินค้าหรือบริการเกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่แล้ว ภาครัฐไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงตลาด เนื่องจากกลไกตลาดจะนำผลประโยชน์สูงสุดมาสู่ผู้บริโภค ยกเว้นแต่ในกรณี ที่มีความล้มเหลวของกลไกตลาด (market failure) เกิดขึ้น รัฐจึงควรเข้ามาทำหน้าที่ ในการคุ้มครอง
ผู้บริโภค ความล้มเหลวของกลไกตลาดที่ทำให้รัฐต้องเข้ามาคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญมี
สามประการคือ

ก) การผูกขาดในตลาด หากตลาดมีการผูกขาด ผู้ประกอบการอาจมีพฤติกรรมในการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคได้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ข) ความเหลื่อมล้ำทางด้านข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค หากผู้บริโภคไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการอย่างเพียงพอ เช่น ผู้ใช้บริการ
มักไม่ทราบว่า ผู้ให้บริการคิดค่าบริการเกินกว่าที่ตนใช้ไปจริงหรือไม่ ผู้ประกอบการก็สามารถเอาเปรียบผู้บริโภคได้

ค) การควบคุมดูแลด้านความปลอดภัย และสุขภาพของผู้บริโภค สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน อาจจะส่งผลต่อความปลอดภัย และ
สุขภาพของผู้ใช้

ทั้งนี้ การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจะมีทั้งส่วนที่มีลักษณะเหมือนกับสินค้าหรือบริการทั่วไปและส่วนที่มีลักษณะเฉพาะตัว การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมมักจะครอบคลุมถึงเรื่องดังกล่าวต่อไปนี้

  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (privacy)

  • เงื่อนไขการใช้บริการ (terms of service)

  • การเรียกเก็บค่าบริการ (billing)

  • การเปลี่ยนผู้ให้บริการโดยไม่แจ้งต่อผู้บริโภค (spamming)

  • การยัดเยียดบริการ (cramming)

  • การโฆษณา (advertising) เป็นต้น

ทั้งนี้ แนวทางในการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมที่สำคัญมีอย่างน้อยสี่เรื่อง คือ การกำกับดูแลคุณภาพบริการ (Quality of Services) การใช้แนวทางปฏิบัติของอุตสาหกรรม (Industry Code of Practice) การใช้มาตรฐานของระบบวัดและเรียกเก็บค่าบริการ (billing and metering system) และการรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขข้อพิพาท (dispute resolution) [๘]


  ๕.
บรรณานุกรม   up

 [๑] WTO, Basic Telecommunications Services Agreement Reference Paper, 1996.

 [๒] Intven, H., Oliver and E. Sepulveda. Telecommunications Regulation Handbook. Washington, DC, World Bank, 2000.

 [๓] เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และเสาวลักษณ์ ชีวสิทธิยานนท์. “การป้องกันการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคม,” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย,  
 
มิถุนายน. ๒๕๔๖
.

 [๔] นิตยา สุนทรสิริพงศ์ และ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. “การกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรคมนาคม,” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, มีนาคม.
 ๒๕๔๖
.

 [๕] สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ ธราธร รัตนนฤมิตศร. ”การจัดสรรคลื่นความถี่,” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, มีนาคม. ๒๕๔๖.

 [๖] สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ ธราธร รัตนนฤมิตศร. “การเชื่อมต่อโครงข่าย,” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, มิถุนายน. ๒๕๔๖.

 [๗] ณรงค์ ป้อมหลักทอง, วิภาดา มาวิจักขณ์ และ ประกาย ธีระวัฒนากุล. “การให้บริการอย่างทั่วถึง,”สถาบันวิจัยเพี่อการพัฒนาประเทศไทย, มีนาคม.  
 
๒๕๔๖
.

 [๘] สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ ธราธร รัตนนฤมิตศร. “การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม,” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, มีนาคม.
 ๒๕๔๖
.