สารบัญ
 อภิธานศัพท์(Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
 การพัฒนาของการรับส่งโดยเครื่องโทรสาร
 จดหมายเหตุณ์
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
  
 (Principle of Facsimile Machine)

   ฤทัย นิ่มเวไนย์
   บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
 

  ๑.อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  เครื่องโทรสาร (Facsimile Machine)

        เครื่องโทรสารนิยมเรียกสั้นๆ ว่า "แฟกซ์"  (FAX) โดยเครื่องทำสำเนาเอกสารต้นฉบับเดิม จากต้นทางส่งผ่านคู่สายโทรศัพท์ ไปยังปลายทาง ซึ่ง
        เอกสารที่ได้รับปลายทางจะมีรูปแบบเหมือนกับเอกสารต้นฉบับเดิมจากต้นทาง

  จุดภาพ (Picture Element: Pel)

        การส่องดูภาพด้วยเลนซ์ขยายที่มีอัตราของการขยายสูงภาพจะประกอบไปด้วยจุดเล็กๆจำนวนมากรวมกันจุดเล็กๆ เหล่านี้เรียกว่า“จุดภาพ” (Picture
        Element) ใช้ตัวย่อเป็น Pel แต่โดยทั่วไป นิยมใช้คำย่อเป็น พิกเซล (Pixel) ตามข้อแนะนำ โดยคณะกรรมการที่ปรึกษาการโทรเลขและโทรศัพท์
        ระหว่างประเทศ ของสหภาพโทรคมนาคม ระหว่างประเทศ (ITU CCITT Recommendation) โดยรายละเอียดฃองภาพจะสูงขึ้นตามจำนวนจุดภาพ
        ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะแสดงถึงคุณภาพที่ดีของภาพนั้น

  โครงข่ายข้อมูลสาธารณะแบบสลับวงจร (Circuit – Switched Public data Network: CSPDN)

        โครงข่ายที่องค์กร หรือบริษัทใดๆ ได้จัดตั้งขึ้น เพื่อให้บริการแก่บุคคล องค์กรหรือบริษัทอื่นที่ไม่ได้มีโครงข่ายเป็นของตนเองทำงานโดยการค้นหา
        วงจรที่ว่างเพื่อใช้เป็นเส้นทางผ่านของสัญญาณ(Physical Path) ของการส่งข้อมูลจากต้นทางถึงปลายทาง

  โครงข่ายข้อมูลสาธารณะแบบสลับกลุ่มข้อมูล (Packet – Switched Public Data Network: PSPDN)

        โครงข่ายข้อมูลสาธารณะ ที่มีการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนเล็กๆ ที่เรียกว่ากลุ่มข้อมูลหรือแพคเกท (Packet) ก่อนที่จะมีการส่งจากต้นทางไปยัง
        ปลายทางต้นทาง จะมีขบวนการจัดส่งข้อมูลแต่ละแพคเกทย่อยๆ ไปสู่ปลายทางเมื่อปลายทางได้รับแพคเกทแล้วจะมีขบวนการรวมแต่ละแพคเกท
        ย่อยๆ เหล่านั้นให้เป็นข้อมูลดังเดิม

  โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล หรือไอเอสดีเอ็น (Integrated Services Digital Network: ISDN)

        โครงข่ายบริการสื่อสารแบบดิจิทัล สำหรับให้บริการในการรับและส่งสัญญาณเสียง ภาพ และข้อมูลด้วยสัญญาณดิจิทัล ความเร็วตั้งแต่ ๖๔ กิโลบิต
        ต่อวินาที(kbps) ถึง ๒ เมกกะบิตต่อวินาที(Mbps) สามารถติดตั้งอุปกรณ์ปลายทางที่ใช้บริการพร้อมกันได้มากถึง ๘ เครื่อง

  ฮัฟฟ์แมนดัดแปลง (Modified Huffman: MH)

      การลดปริมาณข้อมูลของเอกสารต้นฉบับที่นำมาสแกนด้วยวิธีการเข้ารหัสแบบหนึ่งโดยอาศัยลักษณะของเอกสารต้นฉบับที่จะทำสำเนามักจะประกอบ
      ไปด้วย ส่วนที่เป็นพื้นที่ว่างสีขาวต่อเนื่องกัน ทำให้สามารถลดปริมาณข้อมูลที่ซ้ำกันนี้ได้ โดยการเข้ารหัสที่เรียกว่า  ฮัฟฟ์แมนดัดแปลง ส่งผลให้ช่วย
      ลดเวลาที่ต้องใช้ในการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ลง

  การอ่านแบบดัดแปลง (Modified Reading: MR)

      วิธีการลดปริมาณข้อมูลของเอกสารต้นฉบับที่นำมาสแกน ด้วยวิธีการเข้ารหัสเส้นสแกนแรกของเอกสารต้นฉบับ ด้วยวิธีฮัฟฟ์แมนดัดแปลง(Modified
      Huffman: MH) จากนั้นเส้นสแกนถัดไปที่ได้จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับเส้นสแกนแรก เพื่อเข้ารหัสเฉพาะส่วนที่แตกต่าง ช่วยให้ลดปริมาณข้อมูลและ
      เวลาที่ต้องใช้ในการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์
 

  ๒.บทคัดย่อ up

      เครื่องโทรสารมีลักษณะการทำงานเหมือนเครื่องถ่ายเอกสารทำงานระยะไกล คือสามารถสำเนาเอกสารจากต้นทาง แล้วส่งผ่านคู่สายโทรศัพท์หรือช่องทางสื่อสารอื่นๆไปยังปลายทาง โดยเอกสารที่ได้รับปลายทางจะมีรูปแบบเหมือนกับเอกสารต้นทาง เครื่องโทรสารเป็นอุปกรณ์โทรคมนาคมประเภทหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมายาวนานและยังคงมีการใช้งานมากในยุคมัลติมีเดียที่มีสื่อหรืออุปกรณ์ดิจิทัลรูปแบบอื่นๆที่สามารถใช้ทดแทนได้

  Abstract   up

          The Thai telecommunication encyclopedia (2008 edition) presents “telecommunications” as “communication that eliminates distance between persons, equipments, or any automatic system. It is used with any kind of electro-mechanic, light, electromagnetic wave, or the specific quantum properties, in order to deliver understanding signs, signal, text, sound, picture or multimedia to the receiver.” This is derived from those of the world’s telecommunication development. Starting from sending smoke, fire, or sound signals, it was then replaced by mechanical telegraph, copper wires, electromagnetic waves, optical fiber, and so on. Telecommunication significantly reduces time of those messages transportation over the distances covering person to person communication through the network level of regional, national, and international connections..


  ๓.บทนำ up

        เครื่องโทรสาร (Facsimile) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทำสำเนาเอกสารต้นฉบับแล้วส่งผ่านคู่สายโทรศัพท์ไปยังปลายทาง มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายทั่วไป เช่น สำนักงาน วงการธุรกิจ เป็นต้น เนื่องด้วยความรวดเร็วในการส่งเอกสารจากผู้ส่ง ถึงผู้รับใช้เวลาสั้น แม้ระยะทางจะห่างไกลกันมากการ
ติดตั้งและใช้งานทำได้สะดวกเพียงแต่มีเลขหมายโทรศัพท์อยู่แล้วก็สามารถเชื่อมต่อใช้งานได้

  ๔.หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร  up

        เครื่องโทรสารหรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า “แฟกซ์” (FAX) ได้พัฒนาหลักการทำงาน มาจากเครื่องถ่ายเอกสาร หรือการถ่ายเอกสารจากที่หนึ่งส่งผ่านคู่สายโทรศัพท์ไปยังอีกที่หนึ่ง โดยเอกสารปลายทางที่ได้รับจะเหมือนเอกสารต้นทาง หลักการทำงานเบื้องต้น คือ เครื่องโทรสารที่ต้นทางจะทำการเปลี่ยนข้อมูลของเอกสารหรือภาพนิ่งต้นฉบับ (Original Document or Still Picture) ให้เป็นสัญญาณทางแสง จากนั้นสัญญาณทางแสงจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า(Electric Signal)โดยมีการเข้ารหัสข้อมูลแล้วส่งผ่านระบบสื่อสารไปยังปลายทางเครื่องโทรสารปลายทางเมื่อได้รับสัญญาณจะทำการเปลี่ยนจากสัญญาณทางไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณทางแสงเพื่อใช้สร้างเอกสารหรือภาพนิ่งบนกระดาษ (Hard Copy) ที่เหมือนกับต้นฉบับ
 




                                             

  รูปที่ ๔.๑ หลักการทำงานของเครื่องโทรสาร
 

  สามารถแบ่งการทำงานได้ดังรูปที่ ๔.๑ การทำงานประกอบด้วยสามส่วน คือ การทำงานด้านส่งที่ทำหน้าที่แปลงเอกสารเป็นข้อมูลเพื่อจัดส่ง (Sending Operation) การส่งผ่านข้อมูลผ่านระบบสื่อสาร (Transmission) และการทำงานด้านรับที่ทำหน้ารับสัญญาณแล้วแปลงเป็นข้อมูลเพื่อจัดทำเอกสาร (Receiving Operation) การส่งผ่านข้อมูลจะส่งผ่านตามคู่สายโทรศัพท์ คลื่นวิทยุ หรือคลื่นไมโครเวฟขึ้นอยู่กับสถานที่และระบบการสื่อสารที่ใช้

         ส่วนที่ทำหน้าที่แปลงเอกสารเพื่อจัดส่ง ลักษณะการทำงานประกอบด้วยสามส่วน คือ การสแกน (Scanning) การเปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า (Opto-Electric Conversion) และ เทคนิคการส่งผ่านระบบสื่อสาร (Transmission Technique)

          ๔.๑ การสแกน (Scanning)

    ตัวอักษร หรือรูปภาพประกอบด้วยจุดเล็กๆ จำนวนมากรวมกัน จุดเล็กๆ เหล่านี้เรียกว่า “จุดภาพ” ที่ด้านส่งของเครื่องโทรสารจะมีขบวนการจัดแจงเอกสาร หรือรูปภาพต้นฉบับให้เป็นจุดภาพ เพื่อแปลงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า (Electric Signals) ในขณะที่ด้านรับของเครื่องโทรสารมีการทำงานที่ย้อนกลับกับด้านส่ง ขบวนการหรือวิธีการแปลงรูปภาพต้นฉบับให้เป็นจุดภาพที่ด้านส่ง หรือแปลงจุดภาพ กลับเป็นเอกสารหรือรูปภาพที่ด้านรับของเครื่อง     โทรสาร เรียกว่า “การสแกน” ทิศทางของการสแกนจะเหมือนกัน ทั้งด้านรับและด้านส่ง คือ การสแกนจากซ้ายไปขวาตามแนวนอน (Horizontal Scanning) และการสแกนจากบนลงล่างตามแนวตั้ง (Vertical Scanning) การสแกนตามแนวนอนเรียกว่า การสแกนหลัก (Main Scanning) และสแกนตามแนวตั้ง เรียกว่า การสแกนย่อย (Sub-Scanning)

  จุดภาพที่เกิดขึ้นจากการสแกนมีอยู่สองประเภทคือ จุดภาพที่เป็นสีขาว(White Picture Element) และจุดภาพที่เป็นสีดำ (Black Picture Element) การสแกนเป็นแบบต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยการสแกนแต่ละครั้งตามแนวตั้งจะได้เป็นเส้น ที่เกิดจากการสแกน เรียกว่า “เส้นสแกน (Scanning Line)” โดยที่ความหนาแน่นของเส้นสแกน (Scanning Line Density) คือจำนวนเส้นต่อมิลลิเมตร (Line/mm) สำหรับความหนาแน่นตามแนวนอนเกิดจาก จุดภาพ (Picture Element) จำนวนมากมายที่รวมตัวกันอยู่ ดังนั้นความหนาแน่นตามแนวนอน คือ จำนวนของจุดภาพต่อมิลลิเมตร (Pel/mm)

          ๔.๒ การเปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า (Opto - Electrical Conversion)

   ในขณะเริ่มต้นของการสแกน เครื่องโทรสารจะยิงแสงตกกระทบที่เอกสารต้นฉบับ และอาศัยหลักการสะท้อนของแสง เมื่อแสงตกกระทบกับพื้นที่ที่มีสีแตกต่างกัน เช่น สีขาวกับสีดำ โดยสีขาวจะสะท้อนแสงได้ดีกว่าสีดำ ดังนั้นความเข้มของแสงสะท้อนที่ได้จากเอกสาร จะมีความแตกต่างกัน จากนั้นแสงสะท้อน จะถูกส่งผ่านเลนซ์นูนในการรวมแสง แล้วส่งให้วงจรทำหน้าที่ แปลงระดับความเข้มของแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า (Opto-Electrical Conversion Element) สัญญาณทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า “สัญญาณภาพ” (Picture Signal)
 

          ๔.๓ เทคนิคการส่งสัญญาณ (Transmission Technique)

   เครื่องโทรสารด้านส่งจะต้องมีการเข้ารหัสสัญญาณภาพ (Picture Signal) และทำการผสมสัญญาณ (Modulate) ก่อนที่จะถูกส่งไปยังเครื่อง     โทรสารด้านรับตามลำดับ การพัฒนาของเครื่องโทรสารสามารถแบ่งได้เป็นสี่กลุ่ม [1] ดังนี้

   ก) กลุ่มที่หนึ่ง (Group I: G1)

   การกำหนดระบบที่ใช้กับเครื่องโทรสารสมัยเริ่มแรก เรียกว่า “กลุ่มที่หนึ่ง” (Group I: G1) โดยการนำสัญญาณภาพ ที่ได้การเปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าแล้วทำการผสมสัญญาณแบบเอเอ็ม (Amplitude Modulation: AM) หรือแบบเอฟเอ็ม (Frequency Modulation: FM) เพื่อใช้ในการส่งสัญญาณผ่านระบบสื่อสาร สำหรับด้านรับเมื่อได้รับสัญญาณแล้วจะทำการแยกสัญญาณ เพื่อให้ได้สัญญาณภาพกลับคืนมาแล้วเข้าสู่ขบวนการจัดทำให้เป็นเอกสารใหม่ (Hard Copy) เพื่อให้ได้รูปแบบเหมือนกับเอกสารต้นฉบับต่อไป

  มาตรฐานของกลุ่มที่หนึ่ง กำหนดให้ใช้เวลาในการรับส่งเอกสารขนาด A4 (๒๑๐ mm x ๒๙๗ mm) ใช้เวลาประมาณ ๖ นาที โดยมีความละเอียดของความหนาแน่นของเส้นสแกน ๓.๘๕ เส้นต่อมิลลิเมตร ใช้การผสมสัญญาณแบบแบบเอเอ็ม หรือเอฟเอ็ม

  ข) กลุ่มที่สอง (Group II: G2)

  มาตรฐานของเครื่องโทรสารแบบกลุ่มที่สอง ถูกกำหนดขึ้นเมื่อปี คศ.1976 (พ.ศ. ๒๕๑๙) เป็นการพัฒนาปรับปรุงการผสมสัญญาณ และการแยกสัญญาณ โดยใช้การผสมสัญญาณแบบเอเอ็ม วีเอสบี (Amplitude Modulation Vestigial Sideband: AM VSB) หรือการผสมสัญญาณแบบพีเอ็ม วีเอสบี (Phase Modulation Vestigial Sideband: PM VSB) ทำให้สามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการรับส่งข้อมูลเอกสารขนาด A4 เหลือเพียงประมาณ ๓ นาที โดยรายละเอียดของเอกสารมีความละเอียดของความหนาแน่นของเส้นสแกนเท่ากับเครื่องโทรสารแบบกลุ่มที่หนึ่ง


        
ค) กลุ่มที่สาม (Group III: G3)

  เครื่องโทรสารในกลุ่มที่หนึ่ง และกลุ่มที่สองเทคนิคที่ใช้ในการส่งสัญญาณเป็นแบบแอนะล็อก(Analog) แต่ในกลุ่มที่สามได้นำรูปแบบการส่งสัญญาณแบบดิจิทัล (Digital) รวมทั้งใช้เทคนิคการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อใช้ในการลดปริมาณข้อมูล (Data Compression Process Coding Mode or Coding Scheme) ทำให้สามารถส่งสัญญาณด้วยอัตราเร็วถึง ๙๖๐๐ บิทต่อวินาที (Bit/sec) ลดเวลาที่ต้องใช้ในการรับส่งเอกสารต้นฉบับขนาด A4    เหลือเพียงประมาณ ๑ นาที

  ในการสแกนแต่ละครั้งจะมีจำนวนจุดภาพที่เป็นสีขาว และจุดภาพที่เป็นสีดำที่ต่อเนื่องกันเรียกว่า สีขาวต่อเนื่อง (White run) และสีดำต่อเนื่อง (Black run) การสแกนตามแนวนอนในแต่ละครั้ง ตามเส้นสแกนซึ่งมีความยาว ๒๑๕ มิลลิเมตร จะได้จำนวนจุดภาพทั้งหมด ๑,๗๒๘ จุดภาพ การลดปริมาณข้อมูลดังกล่าวทำได้โดยอาศัยการเข้ารหัส (Coding) ในส่วนที่เป็นสีขาวต่อเนื่อง หรือสีดำต่อเนื่อง การเข้ารหัสที่กำหนดตามมาตรฐานมีอยู่     สองประเภท คือ การเข้ารหัสระนาบเดียว (One-Dimension Coding Scheme) และการเข้ารหัสสองระนาบ (Two- Dimension Coding Scheme)      การเข้ารหัสจะอ้างอิงตามตารางรหัสจบ (Terminating Codes) และรหัสสร้าง (Make up Codes) ที่กำหนดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศตามมาตรฐานแนะนำชุดที T (ITU CCITT Recommendation T Series) [2]

  การเข้ารหัสระนาบเดียว (One-dimension Coding Scheme) เป็นการอาศัยจุดภาพจากการสแกนที่เป็นจุดสีขาวต่อเนื่อง หรือสีดำต่อเนื่องมาเข้ารหัสตามตารางรหัสจบและรหัสสร้าง การเข้ารหัสระนาบเดียว มีชื่อเรียกอีกแบบ คือฮัฟฟ์แมนดัดแปลง (Modified Huffman: MH)

  การเข้ารหัสสองระนาบ (Two-Dimensional Coding Scheme) ใช้ลักษณะบางส่วนของการเข้ารหัสระนาบเดียว ควบคู่กับการใช้ความสัมพันธ์ทางแนวดิ่งกับข้อมูลที่มีอยู่ โดยที่การสแกนครั้งแรกจะเป็นการเข้ารหัสระนาบเดียว เพื่อใช้เป็นเส้นอ้างอิงของการเข้ารหัสสองระนาบ หลังจากนั้นก็จะใช้   การสแกนของการเข้ารหัสสองระนาบ เป็นเส้นอ้างอิงในการเข้ารหัสครั้งต่อไป การเข้ารหัสสองระนาบ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การอ่านแบบดัดแปลง (Modified Reading: MR)

         ง) กลุ่มที่สี่ (Group 4: G4)

   มาตรฐานของเครื่องโทรสารแบบกลุ่มที่สี่ เป็นการส่งข้อมูลแบบดิจิทัลโดยต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายข้อมูลสาธารณะ(Public data network: PDN) ได้แก่  โครงข่ายข้อมูลสาธารณะแบบสลับวงจร (Circuit – Switched Public data Network: CSPDN) โครงข่ายข้อมูลสาธารณะ แบบสลับกลุ่มข้อมูล (Packet – Switched Public Data Network: PSPDN ) โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล (Integrated Services Digital Network:  ISDN) และโครงข่ายโทรศัพท์สาธารณะ (Public Switched Telephone network: PSTN) โดยเครือข่ายทั้งสี่ชนิดนี้ จะต้องมีการให้สัญญาณเรียกตอบแบบต่างๆ คือ ตอบรับอัตโนมัติ (Automatic Answering) ตอบรับการส่ง (Transmission reception) และปล่อยหรือยกเลิก (Clearing)  เครื่องโทรสารกลุ่มที่สี่ แบ่งระดับได้เป็นสามชั้น คือ

      ชั้นที่หนึ่ง ความต้องการขั้นต่ำสุดของเครื่องโทรสารชั้นนี้ คือ สามารถรับข้อมูลที่มีการเข้ารหัสแบบฮัฟฟ์แมนดัดแปลง หรือการอ่านแบบดัดแปลง

     
ชั้นที่สอง ความต้องการขั้นต่ำสุดของเครื่องโทรสารชั้นนี้คือ สามารถส่งข้อมูลของรหัสแฟกซ์และสามารถรับข้อมูลของรหัสแฟกซ์หรือรหัสเทเลเทกซ์ (Teletext Code) หรือรับได้ทั้งสองข้อมูล (Mixed – Mode) ในแผ่นเดียวกัน

      ชั้นที่สาม ความต้องการขั้นต่ำสุดของเครื่องโทรสารชั้นนี้ คือ สามารถสร้าง ส่ง และรับข้อมูลของรหัสแฟกซ์ รหัสเทเลเทกซ์ และรับได้ทั้งสองข้อมูลในแผ่นเดียวกัน
     
      เครื่องโทรสารกลุ่มที่สี่ ต่อเชื่อมใช้งานกับโครงข่ายดิจิทัล (Digital Network) ด้วยอัตราข้อมูล ๖๔ กิโลบิตต่อวินาที การเข้ารหัสคล้ายกับกลุ่มที่สาม คือ ใช้การเข้ารหัสแบบสองระนาบ
 


  ๕.
การพัฒนาของการรับส่งโดยเครื่องโทรสาร    up

        เครื่องโทรสารมีการพัฒนารูปแบบของการรับส่ง ข้อมูลและความรวดเร็วของการสำเนาเอกสารไปยังปลายทาง เพื่อเป็นการลดอัตราค่าใช้จ่ายของการสื่อสารโทรคมนาคม ดังนั้น เครื่องโทรสารจึงมีการพัฒนารูปแบบของการรับส่งจากกลุ่มที่หนึ่ง จนถึงกลุ่มที่สี่ แต่เนื่องจากทิศทางของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาใช้คอมพิวเตอร์ในสื่อสารกันอยู่อย่างแพร่หลาย ถึงแม้ว่ามาตรฐานของการสื่อสารทางเครื่องโทรสารกำหนดไว้ถึงกลุ่มที่สี่ แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้อุตสาหกรรมการผลิตของเครื่องโทรสารหยุดอยู่ที่กลุ่มที่สาม อย่างไรก็ตามยังมีการพัฒนาความเร็วของการรับส่งแบบกลุ่มสามของโมเดม (Modem) หรือ แฟกซ์การ์ด (Fax Card) ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์สามารถรับส่งแบบกลุ่มสามด้วยความเร็วถึง ๑๔,๔๐๐ บิตต่อวินาที (Bit/sec)


  ๖.
จดหมายเหตุณ์    up
        เหตุการณ์ที่สำคัญของการพัฒนาเครื่องโทรสารถูกรวบรวมและแสดงในตารางที่ ๖.๑
 

                               ตารางที่ ๖.๑ ลำดับเหตุการณ์สำคัญ [๓] ของการพัฒนาเครื่องโทรสาร
 

ปี พ.. (..)

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

๒๔๔๕

(1902)

ดร. อาเธอร์ เคอร์น (Dr. Arthur Korn) สาธิตการส่งภาพถ่ายทางไกลด้วยโฟโตอิเล็กทริก (Photoelectric Telephotography)เครื่องแรกของโลก

๒๔๔๙ (1906)

ทดสอบการส่งโทรสารครั้งแรกระหว่างเมือง มิวนิค(Münich) และ นัมเบริ์ก(Nürnberg)

๒๔๕๐ (1907)

ดร.อาเธอร์ เคอร์น พัฒนาการส่งโทรสารเชิงพาณิชย์ระหว่างเมืองปารีส(Paris)
ลอนดอน (London) และเบอร์ลิน (Berlin)

๒๔๕๔ (1911)

เครื่องโทรสารที่ใช้การผสมสัญญาณแบบเอเอ็มได้รับการจดสิทธิบัตร
และได้รับอนุญาตให้ส่งผ่านคู่สายโทรศัพท์

๒๔๘๒ (1939)

ครั้งแรกที่มีการส่งหนังสือพิมพ์รายวัน โดยเครื่องโทรสารผ่านคลื่นวิทยุ

๒๕๑๑ (1968)
 

สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศประกาศมาตรฐานในกลุ่มที่ ๑
เป็นมาตรฐานแรกของเครื่องโทรสาร

๒๕๓๘ (1995)

มาตรฐานของเจเพก (JPEG: Joint Photographic Experts Group)
ได้รับการรับรองให้เป็นมาตรฐานของโทรสารภาพสี

  ๗.บรรณานุกรม   up

[๑] CCITT Recommendation Volume VIII-Fascicle VIII.1 Data communication over the Telephone Network , Series V Recommendation . IXth PLENARY ASSEMBLY Melbourne, 14-25 November 1988.

[๒] CCITT Recommendation Volume VII-Fascicle VII.3 Terminal Equipment and Protocols for Telemetric Services. Recommendation T 30. IXth PLENARY ASSEMBLY Melbourne, 14-25 November 1988.

[3] Pugh, A. "Facsimile today." Electronics & Communication Engineering Journal. Vol. 3, pp. 223-231, October 1991