สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
วิธีการส่งสัญญาณและ
การถอดรหัส
 การเริ่มต้นของกิจการ
โทรเลขเชิงแสง
 การเติบโตและปัญหาของระบบ
 โทรเลขเชิงแสงกับเหตุการณ์ในประเทศไทย
 จดหมายเหตุ(Milestones)
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมฯ อื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   โทรเลขเชิงแส
   (Optical or Visual Telegraphy)

   ภัทรพงศ์ เก้าเอี้ยน
   และกองบรรณาธิการ
 

  ๑.อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 
  บิตต่อวินาที (bit per second: bps) 

         หน่วยวัดอัตราการส่งข้อมูล วัดได้จากจำนวนบิตที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลภายในหนึ่งวินาที เรียกว่า บิตต่อวินาที หากจำนวนบิตต่อวินาทีมีค่ามาก
         ความเร็วในการส่งข้อมูลจะสูงขึ้นตาม

  เสาแสดงสัญญาณหรือเสาส่งสัญลักษณ์ (Semaphore)


         เสาหรือการติดตั้งอุปกรณ์แสดงสัญญาณ สัญลักษณ์ หรือสื่อใดๆ ที่ต้องการยกระดับความสูง ให้สามารถมอง หรือสังเกตเห็นได้ในระยะไกล เช่น
         การขึ้นเสาสูง ติดตั้งคบเพลิง การต่อยอดเนินหรือหอคอยประภาคาร เพื่อติดตั้งสัญลักษณ์ใดๆ ซึ่งเสาส่งสัญลักษณ์ เป็นการสื่อสารที่ยังไม่เป็น
         ระบบมีลักษณะเฉพาะตัว เป็นพื้นฐาน การสื่อสารก่อนหน้ายุคโทรคมนาคม


  เครื่องแทคชีกราฟ (Tachygraphe)

         อุปกรณ์ต้นแบบก่อนการสร้างเครื่องโทรเลขเชิงแสง ประดิษฐ์โดยแอปเบ โคลด แชพพ์ (Abbey Claude Chappe) มีลักษณะคล้ายหอนาฬิกา ปรับ
         เลื่อนสัญลักษณ์บนหน้าปัทม์ได้ เป็นวิธีการส่งด้วยวิธีเชิงแสงหรือการสะท้อนแสง เพื่อให้สามารถส่งสัญญาณ ให้ผู้ที่อยู่ไกลออกไปในระยะสายตา
         (line-of-sight) สามารถมองเห็นสัญลักษณ์ที่สื่อนั้นๆได้ เครื่องนี้มีความหมายในภาษาละตินว่า “ผู้เขียนอย่างรวดเร็ว (rapid writer)”

    เครื่องโทรเลขเชิงภาพ (Telegraphy)

         เครื่องมือที่สามารถส่งสัญญาณต่างๆในรูปของรหัส ซึ่งสร้างจากการเปลี่ยนรูปร่างของแกนควบคุม และแขนของเครื่องมือที่ติดตั้งในระดับสูง ทำให้
         สามารถส่งสัญญาณได้ไกลขึ้นในระยะสายตา มีความหมายในภาษาละตินว่า“ผู้เขียนจากระยะไกล(distant writer)”
 

  ๒.บทคัดย่อ up
         ความต้องการเพิ่มระยะทางของการส่งสัญญาณเพื่อการสื่อสารของมนุษย์ มีวิวัฒนาการจากการยกระดับแหล่งกำเนิดสัญญาณให้สูงขึ้นเพื่อการมองเห็นหรือสังเกตได้จากระยะทางที่ไกลขึ้นเรียกหลักการนี้ว่า เสาส่งสัญลักษณ์ จนมีพัฒนาการกลายเป็นหอคอยหรือหอนาฬิกา ที่มีความสูงและสามารถปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์บนหน้าปัทม์ไปตามข้อมูลที่ต้องการส่งขนาดจำกัดได้ มีชื่อเรียกว่าเครื่องแทคชีกราฟ ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยโคลด แชพพ์ ชาวฝรั่งเศสและเป็นผู้พัฒนาระบบโทรเลขเชิงแสงในเวลาต่อมา ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนกลไกของเสาส่งสัญลักษณ์ชนิดนี้ให้รองรับข้อความที่ต้องการส่งได้ตั้งแต่ ๙๙ คำจนพัฒนาต่อเป็น ๙,๙๙๙ จนถึง ๔๐,๐๐๐ คำในช่วงท้ายของยุคสมัย โทรเลขเชิงแสงนี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายกว่าครึ่งศตวรรษ โดยเฉพาะในช่วงสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสและเป็นต้นแบบการสื่อสารแบบส่งข้อความต่อเป็นทอดๆไปยังปลายทางเช่นเดียวกัน กับระบบการสื่อสารไมโครเวฟที่เป็นฮอป การทดสอบส่งข้อความทางการเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๓๗ ซึ่งกลายเป็นการเริ่มต้นของ “ยุคโทรคมนาคม” อย่างเป็นระบบ โคลด แชพพ์เองก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาของโทรคมนาคมโลก”
  Abstract   up
         Before the beginning of telecommunication era, increasing distance for communications was based on that of lifting up the signal sources of for the further sight. That was called the “semaphore”. This semaphore was then developed to have a shape similar as like the tower or the clock tower. This tower-liked was named as Tachygraphe and the sign on its can be changed accordingly to the sending signals. It was invented by a French, “Abbey Claude Chappe”, who became the developer of the latter optical telegraph system. This tachygraphe can represent signals with 99 different words at the beginning, through 9,999 words, and up to 40,000 words of late development. Optical telegraph had been used widespread for more than a century, especially during the revolution in France. It is also the origin of “hop” style communication, using in microwave communication system. Officially the first message sent on August 15, 1794 is the beginning of “Telecommunication Era” and Claude Chappe is also named as the “father of telecommunications”.
  ๓.บทนำ (Introduction) up

          การสื่อสารมีการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อดีตที่เริ่มต้นด้วยการพูดคุยสื่อสารกันระหว่างบุคคลและกลุ่มคน มาเป็นการใช้วิธีการทางเสียงระยะไกล เช่น การตีกลองเป่าแตร เพื่อส่งข่าวสารในระยะที่ไกลกว่าการสื่อสารระหว่างบุคคล กระทั่งวิธีการเชิงแสงซึ่งเป็นอีกวิธีการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่ได้มีการนำมาใช้ วิธีเชิงแสงในที่นี้มีความหมายสองประการ คือ การใช้แสงเพื่อช่วยในการมองเห็นสัญลักษณ์ หรือข่าวสารได้จากระยะไกล เช่น การสะท้อนภาพหรือสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นได้จากระยะไกล และการใช้แสงเพื่อเป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณ (Source) เช่น การส่งสัญญาณด้วยควันและแสงไฟดังแสดงในรูปที่ ๓.๑ และ ๓.๒ สำหรับการสื่อสารในช่วยปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๘ ก่อนที่จะมีการสร้างเครื่องโทรเลขนั้น มีการใช้สัญญาณเสียง สัญญาณควัน จดหมาย โดยมีผู้นำสารนำข้อความไปยังปลายทาง โดยอาจใช้พาหนะช่วยในการเดินทางไป เช่น ม้า รถม้า เป็นต้น ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการที่ยังไม่มีการนำไฟฟ้ามาใช้ในการสร้างสัญญาณจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ทำให้มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแสงซึ่งสามารถเดินทางหรือมองเห็นได้ในระยะไกลมาใช้ในการส่งข่าวสารหรือข้อความต่างๆ ทำให้แสงเป็นสื่อสัญญาณชนิดแรกที่นำมาสร้าง เป็นอุปกรณ์เพื่อการสื่อสาร และสิ่งประดิษฐ์เพื่อการสื่อสารยุคก่อนการใช้ไฟฟ้า ก็คือ เครื่องแทคชีกราฟ (Tachygraphe) มีความหมายในภาษาลาตินว่า “ผู้เขียนอย่างรวดเร็ว” ซึ่งต่อมาได้พัฒนากลายเป็นอุปกรณ์สื่อสัญญาณที่มีวิวัฒนาการสำคัญโดยลำดับ [๑]




                                           

  รูปที่ ๓.๑ การใช้สัญญาณควันในการส่งสัญญาณหรือข่าวสาร
 

 




                                              

  รูปที่ ๓.๒ การใช้สัญญาณไฟในเวลากลางคืน
ที่สามารถสังเกตุเห็นแสงสว่าง
ซึ่งแทนสัญลักษณ์หรือข่าวสารได้ในระยะทางไกล

 

       ๓.๑ โคลด แชพพ์: บิดาโทรคมนาคมโลก

     พัฒนาการของสื่อสัญลักษณ์ หรือการส่งข่าวด้วยการใช้แสงสะท้อนหรือการมองเห็นจากระยะไกลได้มาถึง จุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการที่ได้รับการบันทึกไว้เกิดขึ้นในสมัยของการปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๒ (ค.ศ. 1789) ซึ่งก่อให้เกิดความต้องการในด้านการสื่อสารมากขึ้น เพื่อให้
ข่าวสารต่างๆสามารถส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที สามารถนำมาใช้ประเมินสถานการณ์และแก้ไขสถานการณ์ต่างๆได้ภายในเวลาอันสั้น แต่วิธีที่ใช้ในการสื่อสาร ในช่วงเวลานั้น (ปีพ.ศ. ๒๓๓๒) (ค.ศ. 1789) ทั้งวิธีการเชิงแสง ซึ่งหมายถึงการใช้แสงช่วย ให้เกิดการมองเห็นสัญลักษณ์ ที่ต้องการส่ง เช่น พลุควัน ควันสัญญาณ เป็นต้น หรือวิธีการเชิงเสียงซึ่งอาศัยเสียงเป็นส่งข่าว เช่น การเป่าแตรออกคำสั่งในการรบ เป็นต้น โดยวิธีเหล่านี้ส่งข้อมูลได้ช้าและมีอุปสรรคหลายประการ อาทิ สัญญาณควันจะหายไปอย่างรวดเร็วหลังจากส่ง อาจทำให้ผู้รับสารได้รับข้อมูลไม่ครบตามที่ต้องการ หรือสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กลอง แตร อาจจะรบกวนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรับ-ส่งข้อมูล แต่ในช่วงนั้นแอปเบ โคลด แชพพ์(Abbey Claude Chappe) ได้ทำการศึกษา เกี่ยวกับเครื่องแทคชีกราฟอยู่[๑] โดยในช่วงแรกของการทดลอง (ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๓๒ ถึง พ.ศ. ๒๓๓๓ (ค.ศ. 1789 ถึง ค.ศ. 1790) แชพพ์ได้ทดลองส่งข้อมูลด้วยวิธีทางไฟฟ้า แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของฉนวน สายทองแดง และแหล่งจ่ายไฟที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการนำมาใช้งาน ทำให้แชพพ์หันมาใช้วิธีการทางแสงและเสียง ซึ่งเครื่องแทคชีกราฟเป็นเครื่องมือชิ้นแรกที่ตอบสนองความต้องการในการส่งสัญญาณไปหาผู้ที่อยู่ไกล มีลักษณะคล้ายกับหอนาฬิกา โดยสัญลักษณ์ต่
างๆบทหน้าปัทม์จะเปลี่ยนไปตามข้อมูลที่ต้องการ (มีข้อจำกัด) จะส่ง สามารถสังเกตเห็นได้ในระยะที่ไกลกว่าปกติ มีการใช้สัญญาณเสียงเพื่อเป็นการบอกผู้รับว่าจะมีการส่งข่าวสาร โดยที่สัญญาณที่ส่งต้องทำค้างไว้นานพอที่ผู้รับจะสังเกตเห็น และท้ายที่สุด แชพพ์ก็ได้ใช้วิธีการทางแสงเป็นหลัก ซึ่งวิธีการเชิงแสงนี้ ใช้หลักการของการมองเห็น โดยแสงที่ใช้จะมาจากสองแหล่ง ได้แก่ แสงที่มาจากแหล่งกำเนิดธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ และแสงที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งต่อมาได้มีการสร้างเป็นเสาส่งสัญลักษณ์ (Semaphore) เพื่อแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพของการสื่อสาร ด้วยเครื่องแทคชีกราฟเสาส่งสัญลักษณ์นี้ เป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงภาพ จากการสะท้อนของแสงสว่าง ซึ่งเสาส่งสัญลักษณ์นี้ สามารถปรับเปลี่ยนองศาของแขน หรือขาของ เครื่องอาณัติสัญญาณ เพื่อใช้แทนคำสัญลักษณ์ หรือข่าวสารได้ รวมทั้งสามารถส่งข่าวนั้นให้ผู้รับ ที่มองเห็นในระยะสายตา(line-of-sight)ได้ ซึ่งเสานี้ได้กลายเป็นอุปกรณ์สื่อสาร ที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมาก ในช่วง สงครามการปฏิวัติประเทศฝรั่งเศส และมีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศสยุคคริสตศตวรรษที่ 1770 (พ.ศ. ๒๓๑๓–๒๓๒๒) โดยมีเสาส่งนี้ถึง ๕๐๐ แห่งครอบคลุมระยะกว่า ๕๐๐๐ กิโลเมตรของยุคนั้นเลยทีเดียว ซึ่งการส่งข่าวสารเป็นทอดๆในระยะที่สายตามองเห็นยุคแรกของเส่งส่งชนิดนี้ได้กลายเป็นมรดกตกทอดของการสื่อสารแบบส่งต่อหรือฮอป (Hop) ของการสื่อสารไมโครเวฟภาคพื้นดิน (Microwave radio-relay system) ในเวลาต่อมา แม้ว่าประสิทธิภาพของเสาส่งสัญลักษณ์ยุคแรกจะแปรปรวน ตามสภาพอากาศที่อาจจะทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง และมีอัตราการส่งข้อมูลที่เป็นคำ (Word) เปรียบเทียบเป็นตัวเลขเพียงจำนวน “กว่าสิบบิตต่อนาที (๑๐ bps)” เมื่อเทียบกับระบบไมโครเวฟที่มีอัตราส่งข้อมูลกว่าล้านบิตต่อวินาที แต่ ก็เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นต้นกำเนิด ของอุปกรณ์โทรคมนาคมโลก รวมทั้งโคลดแชพพ์ก็ได้รับการขนานนามว่า เป็น “บิดาของโทรคมนาคมโลก” ด้วยเช่นกัน[๒]


  ๔.วิธีการส่งสัญญาณและการถอดรหัส
  up

       ๔.๑ วิธีการส่งสัญญาณณ

       เครื่องแทคชีกราฟหรือเครื่องโทรภาพของแชพพ์ยุคแรกแบ่งตามตัวกลางที่ใช้ในการส่งได้สองประเภท คือ

       ก) การส่งสัญญาณด้วยวิธีเชิงแสงและเสียง เป็นวิธีแรกที่แชพพ์ได้นำมาใช้ในการทดสอบการส่งสัญญาณเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๓ (ค.ศ. 1790) อุปกรณ์ที่ใช้คือเครื่องส่งและรับสัญญาณ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหอนาฬิกาขนาดใหญ่มีตัวอักษรต่างๆอยู่บนหน้าปัทม์และมีเข็มไว้สำหรับชี้ไปยังสัญลักษณ์ต่างๆ เมื่อต้องการส่งสัญลักษณ์หนึ่งๆออกไป ให้ทำการหมุนเข็มบนหน้าปัทม์นาฬิกาไปยังสัญลักษณ์ที่ต้องการจะส่ง แผ่นทองแดงสองแผ่นภายในจะกระทบกันเพื่อให้เกิดเสียง ซึ่งทำให้ผู้ที่อยู่ห่างออกไป ๔๐๐ เมตรได้ยินเสียงอย่างชัดเจน ผู้รับที่ปลายทางก็จะทราบว่ามีการส่งข่าวสารจากต้นทางและสามารถมองเห็นสัญลักษณ์ที่ส่งได้จากระยะไกล การส่งแบบนี้จำเป็นต้องใช้แสงเพื่อช่วยในการมองเห็นสัญลักษณ์ที่ส่ง และเสียงเพื่อบอกว่ามีสัญญาณส่งมา การทดลองครั้งแรกในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๔ (ค.ศ. 1791) ทำระยะการมองเห็นได้ถึง ๑๕ กิโลเมตร

       ข) การส่งสัญญาณด้วยวิธีเชิงแสง จากปัญหาของวิธีเชิงแสงและเสียงที่เกิดจาก เครื่องส่งไปรบกวนผู้คนที่อยู่ในรัศมีการได้ยิน ทำให้แชพพ์เปลี่ยนวิธีมาเป็นการใช้วิธีเชิงแสงเพียงอย่างเดียว โดยทำการติดตั้งกล่องส่องทางไกลไว้ที่ภาครับดังแสดงในรูปที่ ๔.๑ เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ว่าภาคส่งต้องการส่งสัญลักษณ์ใดมา นอกจากนี้ยังทำให้สัญลักษณ์ที่จะส่งมีขนาดใหญ่และติดตั้งไว้ในระดับที่สูงกว่าปกติ เพื่อช่วยในการมองเห็นได้จากระยะไกล(ยุคนั้นยังไม่มีอุปกรณ์หรือระบบสื่อสารอื่นใดไม่ว่าจะเป็นทางการใช้สายหรือแบบไร้สาย)




                                           

  รูปที่ ๔.๑ ภาพจำลองเครื่องแทคชีกราฟต้นแบบ
เพื่อการสื่อสัญลักษณ์
ในระยะทางไกลกว่าปกติที่มนุษย์สามารถสื่อสารได้ระหว่างบุคคล [๑]

 

       แม้ว่าเครื่องแทคชีกราฟต้นแบบนั้น จะสามารถย่นระยะเวลา ในการติดต่อสื่อสารได้ แต่ก็ประสบกับปัญหาเกี่ยวกับระยะ ในการมองเห็น และจำนวนสัญลักษณ์ที่สามารถส่งได้ ดังนั้นแชพพ์จึงได้มีการพัฒนาเครื่องแทคชีกราฟต้นแบบ และได้รับความช่วยเหลือจากอับราฮัม หลุยส์ บริกเก็ตส์ (Abraham-
Louis Breguet) ในการก่อสร้าง ทำให้เครื่องแทคชีกราฟรุ่นใหม่ถูกสร้างขึ้นมาและได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น เครื่องเทเลกราฟ (Telegraph) หรือโทรเลข  ซึ่งในภาษาลาตินมีความหมายว่า “ผู้เขียนจากระยะไกล (Distant Writer)” [๑]

โทรเลขที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้ ประกอบด้วยส่วนสำคัญหลักสองส่วนนั่นคือ แกนควบคุม (Regulator) และ แขน (Indicator) ดังแสดงในรูปที่ ๔.๒ แกนควบคุมนั้นมีขนาดกว้าง ๐.๓๕ เมตร ยาว ๔.๕ เมตร ส่วนแขนทั้ง ๒ ข้างมีความกว้าง ๐.๓๓ เมตร ยาว ๒ เมตรและควบคุมความสมดุลด้วยลูกตุ้มเหล็กซึ่งติดไว้ที่ปลายแขนทั้ง ๒ ด้าน แขนถูกสร้างให้มีลักษณะคล้ายบานเกล็ดหน้าต่างหน้าต่างโดยนำแผ่นโลหะมาวางเรียงกันคล้ายกับบานเกล็ดหน้าต่างให้เกิดช่องว่างเพื่อให้ลมสามารถผ่าน ทั้งนี้ก็เพื่อลดแรงต้านอากาศและเพิ่มระยะการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีการทาสีของแกนควบคุมและแขนเป็นสีขาวและมีรูปสามเหลี่ยมสีฟ้าทาเอาไว้เพื่อเพิ่มทัศนะวิสัยในการมองเห็นด้วย (ซึ่งต่อมาสีฟ้าและขาวได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติในฝรั่งเศส) [๑]

เมื่อต้องการส่งสัญญาณออกไป ผู้ควบคุมก็จะทำการเปลี่ยนตำแหน่งของแกนควบคุมและแขนโดยที่แกนควบคุมจะมีตำแหน่งที่แตกต่างกันได้สี่แบบ ได้แก่ แนวตั้ง แนวนอน เอียงซ้าย และเอียงขวา แขนแต่ละข้างจะทำมุมที่แตกต่างกันได้เจ็ดแบบได้แก่ ศูนย์ ๔๕ ๙๐ ๑๓๕ ๒๒๕ ๒๗๐ และ ๓๑๕ องศา โทรเลขเครื่องนี้ได้ถูกติดตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟ (Louvre) ในประเทศฝรั่งเศส ดังแสดงในรูปที่ ๔.๓
 



 
                               

รูปที่ ๔.๒ แบบจำลองเครื่องโทรเลขของแชพพ์ ซึ่งประกอบด้วย
แกนควบคุมและแขนเพื่อปรับเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์แทนข้อมูลที่ต้องการสื่อสาร เพื่อให้สังเกตเห็นได้ในระยะไกลหรือต้องใช้กล้องส่องทางไกลช่วย [๑]

 

 


 

                                        

รูปที่ ๔.๓
ภาพวาดแสดงเครื่องโทรเลขที่ถูกติดตั้งไว้
ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟในประเทศฝรั่งเศส

 

       ๔.๒ การถอดรหัส

หลักการในการส่งสัญญาณ หรือรหัสออกไปอยู่ที่การเปลี่ยนตำแหน่งของแกนควบคุมและแขนทั้ง ๒ ข้าง สัญลักษณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด จะคำนวณจากตำแหน่งที่เป็นไปได้ทั้งหมดจากแกนควบคุมและแขน แกนควบคุมนั้นมีตำแหน่งที่ต่างกันได้ ๔ แบบ และแขนแต่ละข้างมีตำแหน่งที่ต่างกันได้ ๗ แบบด้วยกัน ทำให้มีจำนวนสัญลักษณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด ๑๙๖ แบบ สัญลักษณ์ตัวอย่างบางส่วนของภาษาอังกฤษ(English)ที่มีการนำมาใช้แสดงในรูปที่ ๔.๕
 




                                        

  รูปที่ ๔.๔ ตัวอย่างบางสัญลักษณ์ของภาษาอังกฤษ
ซึ่งได้จากการเปลี่ยนตำแหน่งของแกนควบคุมและแขน

 

      โดยเครื่องโทรเลข ที่ติดตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟ นำมาใช้เพียง ๗๗ สัญลักษณ์เท่านั้น ต่อมาลีออน ดีลอนเน่ (Leon Delaunay) ได้จัดทำเป็นรายการ
คำศัพท์จำนวน ๙,๙๙๙ คำศัพท์ขึ้น [๑]

      ทว่ารายการคำศัพท์ของดีลอนเน่นั้นยังทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งและไม่สะดวกอยู่มาก แชพพ์ จึงได้เสนอรหัสรูปแบบใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๓๘ (ค.ศ. 1795)
โดยสัญลักษณ์ที่มีแกนควบคุมอยู่ในตำแหน่งแนวนอนและแนวตั้ง และตำแหน่งที่แกนควบคุมและแขนทั้ง ๒ วางเรียงกันเป็นเส้นตรงดังแสดงในรูปที่ ๔.๕ มีไว้เพื่อการตรวจสอบสัญญาณ ทำให้เหลือสัญลักษณ์ที่ส่งได้ทั้งหมด ๙๖ แบบ แชพพ์นำสัญลักษณ์มาใช้เพียง ๙๒ แบบและได้กำหนดให้การส่ง ๑ คำรหัสต้องส่งสัญญาณไปสามครั้ง ครั้งแรกจะเป็นการบอกหมวดหมู่ซึ่งมีอยู่ ๓ หมวดหมู่ได้แก่ คำศัพท์ต่างๆ วลีหรือสำนวนหรือศัพท์ทางวิชาการ และ ชื่อสถานที่หรือวลีที่ใช้ในการติดต่อกันทางจดหมาย การส่งสัญญาณครั้งที่สองจะเป็นการบอกหน้าของคำรหัสนั้นๆ ว่าอยู่หน้าที่เท่าใด และการส่งครั้งที่สามจะบอกถึงเลขระบุคำรหัสว่าอยู่ตำแหน่งไหนในหน้านั้นๆ

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ (ค.ศ. 1895) ได้มีการเปลี่ยนมาใช้หนังสือคำรหัส (Code Book) ขนาด ๙๒ × ๙๒ หรือ ๘๔๖๔ คำศัพท์ อักษรย่อ และประโยค โดยจะมีการส่งสัญญาณมาสองครั้งเพื่อบอกถึงหน้าที่คำรหัสคำนั้นอยู่ และบอกบรรทัดของคำรหัสนั้นๆ หลังจากนี้ก็มีการพัฒนาวิธีการถอดรหัสมาอีกตามลำดับ จนในที่สุดได้ถึง ๔๐,๐๐๐ คำทีเดียว (หนังสือนี้เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์การไปรษณีย์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) [๑]
 




 
                                          

รูปที่ ๔.๕
ตำแหน่งสัญลักษณ์ที่ไม่ได้นำมาใช้งานในการส่งข้อความหรือข่าวสาร (แกนควบคุมอยู่ในตำแหน่งแนวนอนและแนวตั้ง และตำแหน่งที่แกนควบคุมและแขนทั้ง ๒ วางเรียงกันเป็นเส้นตรง)
 

       ๔.๓ การส่งสัญญาณ

เมื่อมีการกำหนดข้อความที่จะส่งเรียบร้อยแล้ว สถานีต้นทางก็จะเริ่มทำการส่งสัญญาณแรกออกไป เมื่อสถานีที่สองเห็นสัญญาณจากสถานีแรก      ก็จะส่งสัญญาณนั้นต่อไปยังสถานีที่สาม เมื่อทำแบบนี้ ไปตามลำดับก็จะสามารถส่งข้อความไปยังสถานีปลายทางที่ต้องการได้ การกระทำในลักษณะนี้เปรียบได้กับการส่งสัญญาณออกไป จากแหล่งกำเนิดและผ่านไปยังตัวทวนสัญญาณ (Repeater) เพื่อทำการส่งต่อสัญญาณไปยังตัวรับตัวถัดไป ดังแสดงในรูปที่ ๔.๖ สำหรับการถอดรหัสนั้น จะกระทำที่สถานีชุมทาง และสถานีปลายทางเท่านั้น เหตุที่สถานีชุมทาง จะต้องมีการถอดรหัส ก็เพื่อเป็นการป้องกันสถานการณ์ที่สภาพอากาศเลวร้าย หรือมีทัศนะวิสัยต่ำ ทำให้ไม่สามารถส่งข้อความต่อไปได้ ก็จะใช้ผู้นำสารเป็นผู้นำไปส่งยังปลายทาง ส่วนสถานีระหว่างทางจะไม่มีการถอดรหัส เพื่อทำให้สามารถส่งข้อความได้รวดเร็วขึ้น เว้นแต่บางคำรหัสซึ่งส่งมาเพื่อบอกถึงความผิดพลาดในการส่ง หรือจบการส่งข้อความ เป็นต้น




  รูปที่ ๔.๖ การส่งสัญญาณจากสถานีต้นทางไปยังสถานีปลายทาง
ผ่านสถานีย่อย
 

  ๕.การเริ่มต้นของกิจการโทรเลขเชิงแสง    up

      หลังจากโทรเลขของแชพพ์ ประสบความสำเร็จในการทดสอบในเดือนมีนาคม ปี .. ๒๓๓๖ (.. 1793)ได้มีการสร้างเครื่องโทรเลขขึ้น ตามเมืองสำคัญต่างๆ ในขณะนั้นสามารถส่งคำรหัส ๑ คำได้ในเวลา ๒ นาที หรือคิดเป็น ๐.๐๐๘ บิตต่อวินาที (bps) ข้อความอย่างเป็นทางการครั้งแรกมีขึ้นในวันที่ ๑๕ สิงหาคมปี .. ๒๓๓๗ (.. 1794) [] เพียงแค่ ๑ ชั่วโมงหลังจากที่กองทัพฝรั่งเศส ยึดเมืองเลอร์ เควสนอยด์ (Le Quesnoy) คืนจากกองทัพออสเตรีย (เมืองนี้ถูกกองทัพออสเตรีย ยึดไปตั้งแต่วันที่ ๑๒ กันยายน ปี .. ๒๓๓๖ (.. 1793)) ทำให้วันที่ ๑๕ สิงหาคมปี .. ๒๓๓๗ (..1794) เป็นจุดเริ่มต้นของ ”ยุคโทรคมนาคมอย่างแท้จริง”

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้การก่อสร้างเครื่องโทรเลขดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างสถานีส่งโทรเลขเชิงแสงได้มากถึง ๔๖ สถานีได้ระยะถึง ๔๘๐ กิโลเมตรในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. ๒๓๔๑ (ค.ศ. 1798) [๑]

โดยสรุปการส่งข่าวสารด้วยโทรเลขเชิงแสงในสมัยนั้นทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้ เข้าใจกันได้ในระดับ “นาที” แทนที่จะเป็นสัปดาห์ด้วยการส่งข่าวของผู้นำสาร (Messenger) ซึ่งแน่นอนว่าได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับสังคมมนุษย์ในยุคนั้น (ยังไม่มีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิคส์ (E-mail) ที่สื่อสารได้ในระดับ “วินาที” จากรอบโลก) ซึ่งได้สร้างประวัติศาสตร์การใช้งานโดยเป็นอุปกรณ์สื่อสารหลักกว่าครึ่งศตวรรษเลยทีเดียว
 

  ๖.การเติบโตและปัญหาของระบบ    up

       เนื่องจากระบบโทรเลขเชิงแสงจำเป็นต้องมีแสงช่วยในการมองเห็นสัญลักษณ์จากเครื่องโทรเลขที่สถานีส่ง ทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณได้ในบางสภาพอากาศ เช่น มีฝนตก มีหมอกลง หิมะตก หรือแม้แต่วันที่มีแดดก็อาจจะเกิดกระแสลมแรงทำให้ฝุ่นลอยคลุ้งขึ้นมา ทำให้เกิดอุปสรรคในการส่งสัญญาณ และทำให้สถานีผู้รับไม่สามารถมองเห็นสัญญาณ ที่ส่งได้อย่างชัดเจน อีกทั้งการที่ต้องติดตั้งเครื่องโทรเลขไว้ในที่สูงเพื่อให้ส่งสัญญาณได้ไกลขึ้น กลับจะทำให้กลายเป็นเป้าหมายทางการทหารและง่ายต่อการสังเกตสัญญาณ ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าในการก่อสร้างเครื่องโทรเลขเชิงแสงมีราคาสูง และจำเป็นต้องมีผู้ควบคุมเครื่องโทรเลขเชิงแสง คอยประจำอยู่ที่สถานีอีกด้วย ทำให้เครื่องโทรเลขมีใช้แค่ในเมืองใหญ่ๆ และใช้ในหน่วยทหารบกและทหารเรือ ซึ่งมีใช้งานในประเทศฝรั่งเศส และยุโรป และได้เป็นระบบที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ออกแบบ และมีการนำไปใช้งานในลักษณะคล้ายคลึงกันในเมืองใหญ่ๆของโลก ในประเทศอินเดีย ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกาด้วย [๑]อนึ่งมรดกตกทอดของระบบเสาส่งสัญลักษณ์นี้ได้ถูกนำไปต่อยอดกับระบบอาณัติสัญญาณของการเดินรถไฟก่อนการใช้สะพานไฟฟ้าในเวลาต่อมาด้วยเช่นกัน [๑][๒]


  ๗.โทรเลขเชิงแสงกับเหตุการณ์ในประเทศไทย
   up

         ณ ขณะเวลาที่แชพพ์ สร้างอุปกรณ์ส่งสัญญาณด้วยวิธีการเชิงแสงและเสียงสำเร็จ ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. ๒๓๓๓ (ค.ศ. 1790) นั้น เป็นขณะเวลาที่
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงครองราชย์มาเป็นเวลา ๘ ปี เป็นช่วงที่ไทยได้มีการติดต่อกับต่างชาติโดยเฉพาะยุโรปมานานแล้ว ต่อมาโทรเลขเชิงแสงของแชพพ์สร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๓๖ (ค.ศ. 1793) แต่มิได้มีปรากฏว่ามีการนำเข้ามาใช้ ในประเทศไทยแต่อย่างใด จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๑๘ (ค.ศ. 1875) ระบบโทรเลขไฟฟ้า จึงได้เริ่มมีการใช้งานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (มีการเริ่มใช้งานในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกามาก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๘๐ (ค.ศ. 1837)


  ๘.จดหมายเหตุ (Milestones)
  up

      ลำดับเหตุการณ์สำคัญ และการเริ่มใช้งานเครื่องโทรเลข ตั้งแต่อุปกรณ์ส่งสัญญาณที่ใช้วิธีการเชิงแสง และเสียงในการส่งสัญญาณ จนถึงการสร้างเครื่องโทรเลข แสดงดังตารางที่ ๘.๑

        
                    ตารางที่ ๘.๑  ลำดับเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวข้องกับโทรเลขเชิงแสงของโคลด แชพพ์
 

ปี พ.ศ.
(ค.ศ.)

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

๒๓๓๓
(1790)

โคลด แชพพ์ (Claude Chappe) ทดสอบอุปกรณ์ส่งสัญญาณที่ใช้วิธีการเชิงแสง
และเสียง ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้มีรูปร่างคล้ายหอนาฬิกาขนาดใหญ่

๒๓๓๖
(1793) 

การทดสอบเครื่องโทรเลขเชิงแสงของโคลด แชพพ์ประสบความสำเร็จ โดยเป็นอุปกรณ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์และสื่อสารเป็นทอด (Hop) ได้ระยะทางไกล และเป็นปีเริ่มต้นของ “ยุคโทรคมนาคม”

๒๓๓๘
(1795)

แชพพ์ได้เสนอการส่งสัญญาณรหัสรูปแบบใหม่โดยมีการแบ่งเป็นหมวดหมู่ ลำดับหน้า และตำแหน่งคำรหัสในหน้านั้นๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนรหัสที่สามารถส่งได้

๒๓๘๐
(1837)

ระบบโทรเลขไฟฟ้ามีการใช้งานอย่างเป็นทางการในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

๒๓๙๓
(1850)

ระบบโทรเลขเชิงแสงมีใช้งานในประเทศฝรั่งเศสกว่า ๕๓๔ สถานีครอบคลุมระยะทาง ๕,๐๐๐ กิโลเมตร

๒๔๑๘
(1875)


ระบบโทรเลขไฟฟ้าเปิดให้บริการในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ ๔


 

  .บรรณานุกรม  up

[๑] Anton A.Huurdeman, The Worldwide History of Telecommunications. Canada: A John Wiley & Sons, INC., Publication, 2003.

[๒] John Bray, Innovation and the Communication Revolution, IEE, 2002