สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 ขอบเขตของ“โทรคมนาคม”กับ“การสื่อสารมวลชน
ยุคสมัยของระบบ
โทรคมนาคม
 พัฒนาการสื่อสารมวลชนและปัจจัยการเปลี่ยนแปลง
 พื้นฐานเทคโนโลยีกับ
การติดต่อสื่อสาร
 จดหมายเหตุ
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   พื้นฐานร่วมเทคโนโลยีโทรคมนาคมกับการสื่อสารมวลชน
   ( Joint Principle of Telecommunication Technologies with Mass Communications )
 

   กันยาลักษณ์ โพธิ์ดง
   และกองบรรณาธิการ
 

  ๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  กรมไปรษณีย์โทรเลข

    กรมไปรษณีย์โทรเลขก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๒๖ เป็นหน่วยงานด้านกิจการสื่อสารทั้งภายในประเทศและองค์กร ระหว่างประเทศด้านไปรษณีย์ และ
    โทรคมนาคมทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายพัฒนาระบบทางด้านไปรษณีย์และโทรเลขของประเทศฝึกอบรมและพัฒนาบุคคลากร ด้านวิชาการสื่อสาร
    รวมทั้งการบริหาร ความถี่วิทยุ กำหนด และตรวจสอบมาตรฐานทางวิชาการ ของอุปกรณ์วิทยุคมนาคม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ กรมไปรษณีย์โทรเลข      
    ได้ปรับเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท)

  คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช)

    องค์กรอิสระด้านโทรคมนาคมที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุ
    โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นองค์กรที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม และ แผนความถี่วิทยุ
    ออกใบอนุญาต กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเชื่อมต่อระหว่างโครงข่ายโทรคมนาคมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม เพื่อคุ้มครอง
    ผลประโยชน์ ของผู้บริโภค รวมทั้งการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน

  คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช)

     องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ กำหนดนโยบาย และจัดทำแผนแม่บทกิจการวิทยุกระจายเสียงกิจการ โทรทัศน์
     และจัดทำแผนความถี่วิทยุเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ ระหว่างคลื่นความถี่ ที่ใช้ในวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และกิจการโทรทัศน์ เช่น คลื่นวิทยุ
     ชุมชน สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี เป็นต้น ณ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ยังไม่ได้มีก่อตั้งตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุ
     กระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

  สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียู (International Telecommunication Union: ITU)

     องค์กรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของสหประชาชาติมีภารกิจหลักสามด้าน ได้แก่ การสื่อสารทางวิทยุ (Radio Communication :
     ITU-R) การกำหนดมาตรฐานด้านโทรคมนาคม (Telecommunication Standardization:ITU-T) และการพัฒนาด้านโทรคมนาคม
     Telecommunication Telecommunication Development: ITU-D) ของโลก
 

  ๒. บทคัดย่อ   up

         เทคโนโลยีโทรคมนาคมกับการสื่อสารมวลชนมีความสัมพันธ์กันโดยพื้นฐานและมีพัฒนาการที่ควบคู่หรือส่งเสริมกัน โทรคมนาคมมีการพัฒนาตามยุคสมัยของความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เปรียบเสมือนช่องทางหรือเครื่องมือที่ใช้ สำหรับการติดต่อ ส่งข่าวสารข้อมูล เพื่อกระจายสู่กลุ่มคนจำนวนมาก ตามรูปแบบของการสื่อสารมวลชน ส่วนพัฒนาการ ของการสื่อสารมวลชน ขึ้นอยู่กับทั้งความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีหรือสื่อดังกล่าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย ทัศนคติของกลุ่มคน หรือวัฒนธรรม รวมทั้งข้อกำหนด หรือกฎหมายของสังคมนั้นๆ ดังนั้น
ทำให้การกำหนดตัวชี้วัดของการสื่อสารมวลชนทำได้แตกต่างจากเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่อยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์เชิงระบบ ทั้งด้านพื้นฐานความ
ถูกต้องและความชัดเจนในการวัดผลหรือประเมินผล ดังนั้นการที่จะนำทั้งสองสาขามาหลอมรวมกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ควบคู่กัน หรือเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมพัฒนาการของทั้ง“วิทยาการโทรคมนาคม” และ“กระบวนการการสื่อสารมวลชน” การพิจารณาพื้นฐานร่วมของทั้งสองสาขา จึงมีความสำคัญเช่น พื้นฐานทางเทคโนโลยีกับการสื่อสารที่ทำให้เกิดการสื่อสารเชิงบุคคลหรือมวลชน การแก้ไขความผิดพลาด หรือความถูกต้องของระบบกับการใช้งาน เป็นต้น การพัฒนาของทั้งสองด้านที่สอดคล้องกัน จะทำให้ทั้งวิทยาการโทรคมนาคม และกระบวนการทางสื่อสารมวลชนมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้นในที่สุด


  Abstract
  up

         Basically, principle of telecommunication technologies and mass communication area can be considered jointly, even through their developments are constructed on different aspects such as the first is mainly on discovered technologies and the latter is on wider view of laws and regulation / events/ or technology itself. Those developments of telecommunication base on the systematical process of science. Meanwhile, social culture and media are for those of communication art. Therefore, their definitions and history milestones are usually known to the public on separated view. Implicitly, there are joint indicators of both areas in order to having their convergences or joint development. Those are their principle of system & process (telecommunications) and utilization or requirement (mass communication), error correction, and accuracy


  ๓. ขอบเขตของ“โทรคมนาคม”กับ“การสื่อสารมวลชน”
  up
         การประดิษฐ์คิดค้นและการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านโทรคมนาคมมีแรงผลักดันมาจากการผสมผสานความต้องการในรูปแบบการดำรงชีวิตต่างๆ ของมนุษย์ที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องเช่น จากการสื่อสารถึงกันระหว่างบุคคลที่อยู่ห่างไกล ด้วยอุปกรณ์สื่อสารเฉพาะกิจประเภทต่างๆ รวมทั้งมาจากความต้องการที่จะสื่อสารถึงกลุ่มคนจำนวนมากด้วยการแพร่กระจายข่าวสารหรือเพื่อการถ่ายทอดข่าวสาร การบันทึกหรือจดจำเหตุการณ์และปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติ และสถานการณ์ที่มนุษย์มีส่วนร่วม ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่า “วิทยาการโทรคมนาคม” อันเกี่ยวข้องกับ ความต้องการของมนุษย์
ดังกล่าวคือ รากฐานหรือเครื่องมือที่เป็นระบบที่สนับสนุนหรือมีผลซึ่งกันและกันกับพื้นฐานของ “การสื่อสารมวลชน” ของสังคมมนุษย์ที่ได้นำไปใช้งาน
        ดังนั้นการพิจารณาพื้นฐานร่วมของทั้งสองสาขาจึงเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมพัฒนาการของกันและกัน มีผลต่อความก้าวหน้าทั้ง “วิทยาการ” และ “กระบวนการ” ของทั้งสองสาขาตามลำดับ

         ๓.๑ วิทยาการโทรคมนาคม

         การนิยามและการให้ความหมายของคำว่า
       “โทรคมนาคม” โดยทั่วไปนั้นอยู่บนมูลเหตุพื้นฐานหลักสองด้านคือภาษาศาสตร์ และเทคโนโลยีร่วมสมัยความหมายจากพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้นิยามโทรคมนาคมไว้ว่า“การส่ง การกระจายหรือการรับภาพ เครื่องหมาย สัญญาณ ข้อเขียน เสียง หรือการกระทำให้เข้าใจด้วยวิธีใดๆ โดยอาศัยระบบสาย วิทยุสื่อสาร หรือระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอื่นๆ” [๑] รวมทั้งความหมายของสารานุกรมโทรคมนาคมไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ คือ “การสื่อสารที่ช่วยลดระยะทางระหว่างบุคคล อุปกรณ์หรือระบบอัตโนมัติที่สร้างขึ้น เพื่อใช้สำหรับการส่ง แพร่กระจายหรือนำพาด้วยวิธีการทางกลไฟฟ้า แสง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ทางควอนตัม สำหรับการสื่อสัญญาณ ข้อความ เสียง ภาพหรือสื่อประสม ให้ผู้รับหรือระบบสามารถเข้าใจได้” วิวัฒนาการของการโทรคมนาคมนั้น เริ่มต้นจากการใช้มนุษย์เป็นผู้ส่งสาร และพัฒนามาเป็นการส่งสาร ด้วยสิ่งประดิษฐ์จากธรรมชาติโดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น สัญญาณควัน สัญญาณไฟ หรือสัญญาณเสียง ซึ่งมีขอบเขตจำกัด ดังนั้นมนุษย์จึงได้มีการพัฒนา และคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ทางด้าน
โทรคมนาคมขึ้นเพื่อก้าวข้ามขอบเขตดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการสื่อสารโทรคมนาคมขึ้นมากมาย ซึ่งทำให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้น เริ่มต้นการพัฒนาจากการสื่อสารระหว่างบุคคล กลายเป็นการสื่อสารระดับเครือข่าย ระหว่างประเทศและครอบคลุมทั่วโลกในที่สุด
          โทรคมนาคมจึงมีความหมายส่วนใหญ่อยู่บนตัวระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ (Software) และฮาร์ดแวร์ (Hardware)    ดังนั้นคำจำกัดความของตัว “ระบบ” โทรคมนาคมจึงมีความหมายว่า“มีหลักการและวิธีการ ใช้งานซ้ำได้และได้รับการยอมรับ” เช่น ระบบเครือข่ายสื่อสารระดับตำบล (Local Area Network: LAN) และระบบเครือข่ายสื่อสารไร้สายไวไฟ (Wireless Fidelity: WiFi) เป็นต้น

        ๓.๒ พื้นฐานการสื่อสารมวลชน

       การสื่อสารมวลชน “เป็นกระบวนการถ่ายทอดความคิด ข่าวสาร ความรู้และวัฒนธรรมจากผู้สื่อสาร (Sender) ที่มีความประสงค์จะสื่อสาร (Message) ไปยังผู้รับสาร (Receiver) จำนวนมากโดยผ่านตัวกลางช่องทางการสื่อสาร (Channel) รูปแบบต่างๆ เช่น วิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์   เป็นต้น ภายใต้บริบทแวดล้อม ทางสังคมวัฒนธรรม (Social-cultural context) ที่การสื่อสารได้ดำเนินไปทำให้การสื่อสาร เป็นกระบวนการทั้งในลักษณะการตอบกลับ (Feedback) และการสื่อสารไปมาระหว่างกันของคู่สื่อสารเป็นการสื่อสารสองทาง (Communication is, inevitably, a two way process)” [๒] ซึ่งการสื่อสารมีหลายระดับตามขนาดของการสื่อสาร ตั้งแต่การสื่อสารระดับบุคคล (Personal Communication) ระดับตำบล (Local Area Network: LAN) ระดับเมือง (Metropolitan Area Network: MAN) ระดับประเทศ (Wide Area Network: WAN) และระดับมวลชน (Broadcasting) การสื่อสารมวลชนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม เนื่องจากเป็นกระบวนการการกระจายการสื่อสารของคนจำนวนมาก แผ่วงกว้างอย่างรวดเร็ว จากพื้นฐานของทั้งความเป็นระบบของ“โทรคมนาคม” และการใช้งานด้วย“การสื่อสารมวลชน” แสดงความสัมพันธ์ดังตารางที่ ๓.๑

                      ตารางที่ ๓.๑ แสดงการเปรียบเทียบเชิงกายภาพของ“โทรคมนาคม”และ“สื่อสารมวลชน”

หัวข้อ

โทรคมนาคม

การสื่อสารมวลชน

นิยาม

การสื่อสารหรือการรับส่งสัญญาณ ข้อมูลภาพ เสียงและสื่อประสมระหว่างบุคคล อุปกรณ์และระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อแพร่กระจายข้อมูล โดยวิธีการทางกลไฟฟ้า แสง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ทางควอนตัม

กระบวนการถ่ายทอดความคิด ข่าวสาร ความรู้และวัฒนธรรมจากผู้สื่อสารไปยังผู้รับสาร โดยผ่านช่องทางการสื่อสารภายใต้บริบทแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม ทำให้การสื่อสารเป็น
กระบวนการทั้งในลักษณะการตอบกลับและ
การสื่อสารสองทาง

คำจำกัดความ

การสื่อสารที่มีระบบ วิธีการ สามารถทำงานซ้ำได้และได้รับการยอมรับ

การสื่อสารระหว่างกลุ่มคนจำนวนมากภายใต้บรรทัดฐานหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มสังคมนั้นๆ

คำสำคัญ (Keywords)

ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ระบบ

รูปแบบการใช้งาน ขอบเขตการใช้งาน


  ๔.
ยุคสมัยของระบบโทรคมนาคม   up

         ๔.๑ วิวัฒนาการโทรคมนาคมโลก

         จากการสื่อสารในอดีต ที่ต้องใช้เวลานาน ในการเดินทางเพื่อนำส่งสารนั้นๆ จึงได้มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการสื่อสารเพื่อความสะดวก
และรวดเร็วขึ้น ซึ่งเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีโทรเลขเชิงแสงในปี พ.ศ. ๒๓๓๗ และโทรเลขไฟฟ้าที่เป็นจุดปลี่ยนของการสื่อสารทางไกลกิจการโทรเลขของโลกเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๘๒ ภายในประเทศอังกฤษ และในปี พ.ศ. ๒๓๘๗ ของประเทศสหรัฐอเมริกาตามลำดับ กิจการโทรเลขได้ขยายเครือข่ายข้ามทวีปด้วยการเดินสายเคเบิลใต้ทะเล กระจายครอบคลุมไปยังทุกหัวเมืองริมฝั่งทะเลต่างๆ ทั่วโลก จากการพัฒนาเทคโนโลยีโทรเลข ทำให้เกิดผลพลอยได้ในการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์ด้วย เนื่องจากการพยายามส่งสัญญาณเสียงผ่านสายโทรเลขของวิศวกรไฟฟ้า ต่อมาได้พัฒนาการส่งข้อมูลด้วยคลื่นวิทยุโดยไม่ต้องใช้สายนำสัญญาณ เริ่มต้นจากผลงานในรูปแบบสมการคณิตศาสตร์ของเจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๐๓–๒๔๑๒ ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดและนำไปประยุกต์ใช้ สร้างอุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สายสามารถส่งสัญญาณคลื่นวิทยุครอบคลุมระยะทางได้ไกล หลังจากนั้นระบบการสื่อสารเชิงแสง และการสื่อสารผ่านดาวเทียมได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันประมาณช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๒ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการใช้สื่อนำสัญญาณ ที่เป็นสายทองแดง มาเป็นสื่อนำสัญญาณผ่านเส้นใยนำแสงและผ่านดาวเทียม เทคโนโลยีดาวเทียมเริ่มใน เดือนตุลาคม ปี
พ.ศ. ๒๕๐๐โดยสหภาพโซเวียตรัสเซียในขณะนั้นได้ส่งดาวเทียมสปุตนิก ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกขึ้นสู่วงโคจร ในขณะที่เส้นใยนำแสง มีการพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยเค ซี เกา และจี เอ ฮอกแฮม ได้เสนอเส้นใยนำแสงที่ทำมาจากแก้ว เพื่อเป็นช่องทางสำหรับการนำพาสัญญาณแสง เทคโนโลยีทั้งสองนำไปสู่การให้บริการทั้งทางด้านเสียงและข้อมูลผ่านเครือข่ายความเร็วสูง เมื่อข้อมูลมีปริมาณที่มากขึ้น มีการเชื่อมโยงข่าวสารจากทั่วโลก โดยเริ่มจากเครือข่าย ทางการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากนั้น ได้มีผู้เสนอแนวคิดการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลมากมาย จนกระทั่งมีการนำเอางานของไคลน์ร็อก บาราน และเดวีส์มาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโครงการ       อาร์พาเน็ตที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดการพัฒนาเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถสื่อสารหลากหลายรูปแบบได้ทั่วโลกในที่สุด [๓]

        ๔.๒ วิวัฒนาการโทรคมนาคมของประเทศไทย

        โทรคมนาคมของประเทศไทยมีพัฒนาการ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากเทคโนโลยีโทรเลข เช่นเดียว กับจุดเริ่มต้นของโทรคมนาคมโลก กิจการโทรเลข
ของไทยเริ่มเป็นทางการในรัชกาลสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕ เมื่อได้สร้างสายโทรเลขขึ้นเป็นแห่งแรกคือ สายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการและรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงสถาปนากรมไปรษณีย์โทรเลขขึ้นเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ โดยในระยะแรกการรับส่งโทรเลขได้ใช้วิธีรับส่งด้วยรหัสสัญญาณมอร์ส ต่อมาได้จัดทำรหัสสัญญาณภาษาไทยขึ้น นอกจากนี้ได้มีการนำเครื่องโทรพิมพ์ภาษาอังกฤษเข้ามาใช้ร่วมกับการรับส่งโทรเลขเพื่อให้การรับส่ง มีความทันสมัย กระทั่งใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เครื่องโทรพิมพ์ สามารถทำงานได้ทั้งสองภาษาในเครื่องเดียวกัน [๔] และวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ กิจการโทรเลขไทย ได้ถูกปิดลง เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารอื่น ๆ สามารถรับส่งข้อมูลได้สะดวกกว่าโทรเลข ส่วนเทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์ ประเทศไทยเริ่มใช้งานโทรศัพท์ในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ เช่นกัน จากนั้นปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้จัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่ง ประเทศไทยขึ้น ดูแลกิจการโทรศัพท์ทั้งหมดและระบบการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งต่อมา ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานมีพัฒนาการจากระบบโทรศัพท์แมกนิโตจนมาถึงการควบคุมระบบโทรศัพท์ด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อให้บริการ ที่ตอบสนองประชาชนได้มากขึ้นตามลำดับ ส่วนทางด้านเทคโนโลยีเครือข่ายหรืออินเทอร์เน็ตของประเทศไทยนั้น เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ นอกจากนี้ประเทศไทยมีดาวเทียมดวงแรกใน ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ภายใต้ชื่อว่า “ไทยคม” และในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้มีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลฝรั่งเศสในการสร้างดาวเทียมสำรวจระยะไกลเพื่อสำรวจทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยมีชื่อเรียกว่า ดาวเทียมธีออส จากการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านการสื่อสารมาโดยลำดับ


  ๕.
พัฒนาการสื่อสารมวลชนและปัจจัยการเปลี่ยนแปลง   up

         ยุคสมัยของระบบโทรคมนาคมได้รับการกำหนดด้วยเกณฑ์ทางเทคโนโลยี ตัวบุคคล และเวลาของการคิดค้นหรือเริ่มการใช้งานนั้นๆ เช่น โทรศัพท์ถูกคิดค้นโดยอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ [๓] นำมาใช้ในประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็นต้น ดังนั้นจึงมีจุดเปลี่ยนหรือเวลาการเริ่มต้นของยุคสมัยที่ชัดเจน แม้ว่าอาจมีการคาบเกี่ยวทางเวลา ของการกำเนิดเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ร่วมกัน กระทั่งการพิจารณาปัจจัยลึกๆ ภายในของตัวเทคโนโลยีเองเช่น จากมุมมองของความถี่หรือความเร็วของการสื่อสาร ช่องสัญญาณที่ใช้งาน (สายทองแดง (Copper) สายโคแอกซ์ (Coax) หรือเส้นใยนำแสง (Fiber optic) หรือระดับของการสื่อสาร (บุคคล เฉพาะกลุ่มหรือแบบกระจายข่าวสาร) ก็ยังสามารถกำหนดกรอบเวลาหรือ “ยุคสมัย” ได้ เนื่องจาก
มีตัวเทคโนโลยี บุคคล และเวลาดังกล่าวเป็นตัวกำหนดที่ชัดเจน
         สำหรับการสื่อสารมวลชนที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้งานระบบโทรคมนาคมนั้น ความชัดเจนในการกำหนดยุคสมัยขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงการใช้งานระบบนั้นๆ ซึ่งมีกรอบกว้างกว่าตัวระบบโทรคมนาคม อันประกอบด้วยพื้นฐานทางสภาวะสังคมและสงครามในอดีต หรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์สำคัญต่างๆ รวมทั้งนโยบายข้อกำหนดและกฎหมายของสังคมดังนั้นภาพรวม “ยุคสมัย” ของการสื่อสารมวลชนจึงมีความชัดเจนในเรื่องของเวลาเมื่ออยู่บนพื้นฐานของพัฒนาการกับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สำหรับประเทศไทย การผลักดันจากทางด้านการสื่อสารมวลชนให้เกิดเทคโนโลยีโทรคมนาคมรูปแบบหรือยุคใหม่ๆ ไม่ปรากฏเด่นชัด หรืออีกนัยหนึ่งประเทศไทยมิได้เป็นเจ้าของ หรือผู้คิดค้นเทคโนโลยี จึงมีความหมายว่า เทคโนโลยีโทรคมนาคมที่มีแรงผลักดันมาจากตัวของเทคโนโลยีเองรวมทั้งที่มาจากความต้องการด้านการสื่อสารมวลชนด้วยนั้น มักเกิดขึ้นในต่างประเทศก่อนที่จะนำเข้ามาในประเทศไทยและเกิดการหลอมรวมกันในภายหลัง ดังนั้นการนิยาม “ยุคสมัย” หรือกรอบเวลา จึงสามารถนิยามได้ชัดเจนเฉพาะกับ “ระบบ” โทรคมนาคมเท่านั้น สำหรับการสื่อสารมวลชนจึงอ้างอิงได้โดยเฉพาะกับที่อยู่บนพื้นฐานพัฒนาการและปัจจัย ดังรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้
       
         ๕.๑ สภาวะของสังคมและสงครามในอดีต

         ก) สงครามปฏิวัติฝรั่งเศสช่วงปี พ.ศ. ๒๓๓๒-๒๓๔๒
         จากจุดเริ่มต้นของโทรคมนาคมที่เป็นระบบแรกของโลก “โทรเลขเชิงแสง” [๕] อันเนื่องมาจากสภาวะของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การปกครองในขณะนั้นของประเทศฝรั่งเศส คือตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดความต้องการการสื่อสารที่เชื่อถือได้ และรวดเร็วกว่าการนำสารไปส่งโดยมนุษย์ หรือสัตว์พาหนะ ตลอดช่วงสงคราม การสื่อสารประเภทนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบการสื่อสารไปจนถึงการปกครองในที่สุด ก่อให้เกิดเครือข่ายการสื่อสารแรกของโลกที่มิใช่เพียงแค่การสื่อสารแบบจุดต่อจุด แต่เป็นวงกว้างที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลเป็นทอดๆ (Hop) อันเป็นพื้นฐานของระบบสื่อสารไมโครเวฟในอีกกว่าร้อยปีถัดมา แม้ว่าการสื่อสารชนิดนี้จะเป็นการกระจายข่าวเพื่อมวลชนได้ แต่เนื่องจากระบบที่ใช้งานได้อย่างจำกัดและการจำกัดผู้ใช้งาน จึงเป็นเพียงการสื่อสารแบบเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสหรือผู้เป็นเจ้าของระบบเท่านั้น

         ข) การอพยพยุโรป-อเมริกา และการล่าอาณานิคม
         การหลั่งไหลของผู้คนจากทวีปยุโรป เพื่อตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกา รวมทั้งยุคของการล่าอาณานิคมและขยายขอบเขตการค้นพบทางทะเล เป็นอีกยุคสมัยที่มีการผลักดันให้เกิดการสื่อสารข้ามผืนน้ำที่คั่นกลางระหว่างเกาะอังกฤษกับภาคพื้นยุโรปและกับทวีปอเมริกาเหนือนี้ จากการค้นพบไฟฟ้าและได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ ในระบบสื่อสารระบบแรกที่ใช้ไฟฟ้า ในการเคาะรหัสสัญญาณ ผ่านทางสายทองแดง กลายเป็นระบบโทรเลขไฟฟ้า ขึ้นครั้งแรก ณ ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ ต่อมาได้ถูกผลักดันให้สนองความต้องการของผู้คนในยุคนั้นที่อยู่ห่างไกลกันด้วยการวางสายเคเบิลใต้น้ำเพื่อติดต่อกับทวีปอเมริกา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกินขอบเขตปกติของการคมนาคมทางน้ำที่อาจต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นเดือนเพื่อสื่อนำสารให้ได้รับทราบกันได้ให้กลายเป็นการสื่อสารแบบทันทีหรือใกล้เวลาจริง (Real Time) มากขึ้น ตลอดจนการประสบความสำเร็จในการส่งสัญญาณวิทยุไร้สายจากเกาะอังกฤษไปยังนิวฟันด์แลนด์ของประเทศแคนาดาโดยมาร์โคนีในเดือนธันวาคมของปี พ.ศ. ๒๔๔๔ [๓] เกิดเป็นวิวัฒนาการโทรเลขแบบไร้สายขึ้น ทำให้ระยะทางไกลที่ข้ามมหาสมุทรนั้นถูกย่อลงมาใกล้ชิดกัน ส่งผลให้วิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรมการสื่อสารยุคใหม่ๆ กว่าเกิดการพัฒนาตามมาอย่างมากมาย และเป็นแบบอย่าง ของการขยายขอบเขตเครือข่าย การสื่อสารประเภทนี้ไปทั่วทุกย่านน้ำสำคัญของโลกตามลำดับ ซึ่งรวมถึงการใช้งานเพื่อการปกครอง การค้าขาย และการขยายขอบเขตอาณานิคมของประเทศเจ้าของเทคโนโลยีด้วย พัฒนาการสื่อสารยุคนี้จึงเริ่มตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มากกว่าพื้นฐานปกติและเกิดการแบ่งกลุ่มผู้ใช้งาน ผู้ส่งและผู้รับสารที่กว้างขึ้น

         ค) สงครามโลก
         การขัดแย้งทางความคิด ลัทธิ อุดมการณ์ ผลประโยชน์และการปกครองของมนุษยชาติ ซึ่งนำพาไปสู่สงครามโลกทั้งสองครั้งในปี ค.ศ. 1914
(พ.ศ. ๒๔๕๗) และปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. ๒๔๘๒) นั้น ได้มีส่วนในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารสูงมาก ทั้งทางด้านโครงสร้างที่มีความต้องการสื่อสารให้ครอบคลุมพื้นที่และผู้คนได้มากกว่าเดิม เพื่อการกระจายข่าวสาร (Broadcasting) สำหรับงานมวลชนและการโฆษณาชวนเชื่อกับผู้รับสารที่กว้างขวางขึ้น การสื่อสารไร้สาย (Wireless Communications) เพื่อการสงคราม การสื่อสารปลอดภัย (Secured Communications) เพื่อกิจการทหารและการปกครอง เกิดรูปแบบการสื่อสารเฉพาะทางที่สำคัญตามมาเช่น การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communications) การสื่อสารระยะทางไกลภาคพื้นดินด้วยคลื่นไมโครเวฟ (Microwave Communications) เรดาร์ (Radar) การกระจายคลื่น (Broadcasting) เสียงวิทยุ เอเอ็ม เอฟเอ็ม และอื่นๆ รวมทั้ง จากความหวาดกลัวสงครามนิวเคลียร์ ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ได้ผลักดันให้เกิดความคิด ที่จะมีระบบเครือข่ายการสื่อสาร แบบแยกส่วน (Distributed Communications Network) กระจายตามพื้นที่ต่างๆ จำนวนมาก เพื่อให้มีส่วนรอดพ้นหรือหลงเหลือจากการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ จึงเกิดเป็นพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงโลกด้วยระบบเชื่อมโยงการสื่อสารจุดย่อยๆ เข้าด้วยกันกลายเป็น “อินเทอร์เน็ต” ในที่สุด ซึ่งรูปแบบการสื่อสารนี้ได้เข้ามาพลิกทั้งพฤติกรรมและวัฒนธรรมการสื่อสารมวลชนหรือของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญทั้งรูปแบบ วัฒนธรรมการสื่อสารและกลุ่มผู้ใช้งานที่เกือบเป็นระบบอุดมคติที่ไม่มีขอบเขตจำกัด

        ๕.๒ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

        รูปแบบของเทคโนโลยีการสื่อสารมีส่วนกำหนดยุคสมัยและวัฒนธรรมการสื่อสารได้ดังนี้

        ก) โทรเลข
       โทรเลขเป็นเทคโนโลยี ที่สามารถสื่อสารได้ในระยะทางไกลและรวดเร็วกว่าการสื่อสารแบบก่อนหน้า เริ่มต้นจากโทรเลขเชิงแสง โคลด แชพพ์ ชาวฝรั่งเศส ได้พัฒนาระบบโทรเลขเชิงแสง ทำให้เกิดต้นแบบการสื่อสารแบบส่งข้อความต่อเป็นทอดๆ ไปยังปลายทาง (เช่นเดียวกันกับระบบการสื่อสารไมโครเวฟที่เป็นฮอป) ได้รับการยอมรับโดยสากลว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคโทรคมนาคม” อย่างเป็นระบบ ซึ่งโคลด แชพพ์เองก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาของโทรคมนาคมโลก” [๕] พัฒนาการต่อมาเป็นโทรเลขใช้ไฟฟ้าในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ ภายในประเทศอังกฤษและจากความพยายามส่งข้อความแทนรหัส เกิดเป็นภาพ โทร-พิมพ์และเทเลกซ์ต่อมา โดยประเทศไทยได้เปิดใช้บริการเทเลกซ์ครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นต้น [๗]

       ข) โทรศัพท์
       เทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์มีการประดิษฐ์เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ [๓] ต่อมาได้นำเข้ามาใช้ในประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งยุคของการใช้โทรศัพท์เพื่อการสื่อสารนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของพัฒนาการของสังคมมนุษย์และเป็นพื้นฐานของการต่อยอดการใช้เพียง “เสียง” เพื่อการสื่อสารให้ครอบคลุมข้อความและภาพ รวมทั้งให้พ้นพันธนาการจากสายส่งที่มีระยะจำกัดโดยมีพัฒนาการด้านโทรสาร การสื่อสารด้วยโมเด็มและไอเอสดีเอ็น (ISDN) รวมทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อมา

       ค) วิทยุและโทรทัศน์
การสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุเป็นการสื่อสารที่ไม่ต้องใช้สายนำสัญญาณ ซึ่งสามารถส่งสัญญาณคลื่นวิทยุครอบคลุมระยะไกล คลื่นวิทยุมีการใช้งานในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุสมัครเล่นและอื่นๆ ส่วนการแพร่ภาพโทรทัศน์ (Television Broadcasting) เป็นวิธีการรับส่งข้อมูลข่าวสารทั้งข้อมูลภาพและเสียง มีการแพร่ภาพโทรทัศน์ทั้งแบบแอนะล็อก (Analog) และแบบดิจิทัล (Digital) โดยหลักการแพร่ภาพเบื้องต้นเกิดจากเครื่องส่งจะส่งสัญญาณภาพและเสียงพร้อมกับผสมสัญญาณรวมกับคลื่นวิทยุแล้วกระจายสู่อากาศในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การแพร่ภาพสามารถรับและส่งข้อมูลได้หลายช่องทางเช่น การส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิล การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมและการส่งสัญญาณแพร่ภาพภาคพื้นดินด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งอาจจะมาจากการถ่ายทอดสดหรือจากการบันทึกเทปไว้ เป็นต้น [๘] เทคโนโลยีทั้งสองนี้ได้พลิกประวัติศาสตร์การสื่อสารมวลชนอีกครั้งโดยสร้างผลกระทบจากการสื่อสารแบบจุดต่อจุดหรือบุคคลของโทรเลขหรือโทรศัพท์ กลายเป็นการสื่อสารเพื่อกลุ่มคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน และถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสารในทุกวัตถุประสงค์ของวงการต่างๆ เช่น เพื่อความบันเทิง การเมือง การปกครองและการศึกษา เป็นต้น

      ๕.๓ ยุคสมัยจากเหตุการณ์สำคัญ

      เหตุการณ์สำคัญที่ได้มีผลต่อมนุษย์ สังคมหรือวัฒนธรรม อันมีผลต่อพัฒนาการการสื่อสารทั้งเชิงบุคคล กลุ่มคนหรือมวลชน นอกเหนือจากภาวะสงครามแล้วนั้น เหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดการตระหนักหรือเป็นจุดเปลี่ยนของพัฒนาการการสื่อสารมวลชนเกิดขึ้นดังตัวอย่างต่อไปนี้

      ก) การอับปางของเรือไททานิก
      การพัฒนาการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญมากขึ้น จนเกิดความแพร่หลายของกิจการ การแผ่กระจายคลื่นวิทยุ (Broadcasting) ขึ้น เริ่มตั้งแต่หลังปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นต้นมา คลื่นวิทยุดังกล่าวได้ถูกนำมาประยุกต์สำหรับงานด้านโทรเลขไร้สาย เมื่อนำไปใช้งานร่วมในการกู้ภัยทางทะเลที่เป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรง ในเดือนเมษายนปี พ.ศ. ๒๔๕๕ เรือสำราญไททานิก (Titanic) ประสบอุบัติเหตุชนภูเขาน้ำแข็งและจมลง มีผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตจำนวนมาก [๓]
      จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการตระหนักถึงการมีระบบโทรคมนาคมและวิธีการจัดการการใช้งานที่ดี ก่อให้เกิดการก่อตั้งองค์กรทางทะเลของโลกหรือไอเอ็มโอ(International Maritime Organization:IMO) เพื่อการสื่อสารทางทะเลขึ้น ซึ่งการตระหนักถึงความปลอดภัยทางทะเล ทำให้เกิดการพัฒนาการสื่อสารเพื่อความปลอดภัยของระบบต่างๆ ตามมา [๙]

       ข) การประท้วง ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน
       เหตุการณ์ประท้วงของนักศึกษาและประชาชน ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ การถ่ายทอดข่าวสารในประเทศขณะที่สื่อสารมวลชนถูกควบคุม โดยรัฐบาลเป็นไปได้ยาก จึงทำให้เกิดการกระตุ้นการเติบโตของระบบการสื่อสารอื่นๆ ที่เป็นทางออกแทน การรับรู้ข่าวสารจากระบบโทรคมนาคมที่สำคัญขึ้นมารูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระจายข่าวที่กว้างขวาง และสามารถส่งข่าวสารได้จากนอกประเทศนั่น คือ ระบบการกระจายคลื่นสั้น (Short Wave) ของสำนักข่าวต่างๆ ทำให้เกิดการรับรู้ข่าวสารสองด้านมากขึ้น (ในเหตุการณ์มีการขึ้นป้ายขอบคุณสถานีวิทยุบีบีซี (BBC) “Thanks BBC”) กระตุ้นให้รูปแบบการสื่อสารนี้ยังคงความสำคัญในหลายพื้นที่ของโลกต่อมา

       ค) การต่อต้านคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย
       สหพันธรัฐรัสเซีย หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยมีบอริส เยลต์ซิน เป็นประธานาธิบดี ได้เกิดการแย่งอำนาจคืนจากกลุ่มคนหัวเก่า ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองจนถึงขั้นการก่อรัฐประหาร แต่ประธานาธิบดีเยลต์ซิน สามารถปราบปรามการก่อรัฐประหารได้สำเร็จ และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจสูงสุดแก่ประธานาธิบดีของประเทศ จากเหตุการณ์ดังกล่าวข่าวสารเหตุการณ์มิได้จำกัดอยู่แค่สำนักข่าวต่างประเทศเท่านั้น บทบาทของอินเทอร์เน็ตช่วงเริ่มต้นได้เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้โลกภายนอกได้รับทราบเหตุการณ์หลังม่านเหล็กได้สะดวกขึ้น เกิดการผลักดันให้ประเทศรัสเซียเปิดประเทศและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นตามมา

       ง) เหตุการณ์เดือนตุลาคมของประเทศไทย
      เหตุการณ์เดือนตุลาคมเป็นเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนเข้าไปล้อมจับกุมและสังหารนักศึกษาและประชาชนซึ่งชุมนุมประท้วงทางการเมืองเริ่มจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาล หลังจากเหตุการณ์นี้สถานการณ์ต่างๆ ในประเทศยังไม่สงบ มีการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนชั้นต่างๆ ในสังคมต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศรอบด้าน แม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ จนนำไปสู่เหตุการณ์ ๖ ตุลาอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ จากเหตุการณ์เดือนตุลาคมทั้งสองครั้ง มีการปิดช่องทางการสื่อสารสาธารณะเกือบทั้งหมด ทั้งทางวิทยุ และโทรทัศน์เหลือเพียงการสื่อสารเชิงบุคคลเป็นหลัก โดยที่การสื่อสารรูปแบบอื่นๆ มิได้รับผลกระตุ้นให้พัฒนาจากเหตุการณ์ในครั้งนี้มากนัก เนื่องจากประเทศไทยมิใช่เจ้าของเทคโนโลยี ความต้องการจากการใช้งานของการสื่อสารมวลชน จึงมิได้ส่งผลต่อพัฒนาการของเทคโนโลยี

       จ) พฤษภาทมิฬ
       เหตุการณ์การต่อต้านอำนาจ ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ของฝ่ายประชาชน ที่มีต่อฝ่ายรัฐบาล ระหว่างวันที่ ๑๗ ถึง ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มทหารและกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งไม่สามารถหาข้อยุติได้ในสถาบันการเมือง มีการปิดช่องทางการสื่อสารทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ แต่การติดต่อสื่อสารก็ยังสามารถสื่อสารถึงกันได้ โดยผ่านช่องทางการสื่อสารอื่น เช่น วิทยุสมัครเล่น อินเทอร์เน็ตยุคเริ่มต้น โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เป็นต้น ที่ได้รับการกระตุ้นให้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนด้านการใช้งานระบบดังกล่าวตามมา
        หลังจากเหตุการณ์เหล่านั้น การปิดช่องทางการสื่อสาร เพื่อมวลชนมิสามารถกระทำได้มากเช่นในอดีตแล้ว การปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร ที่ไม่
ต้องอาศัยการแพร่กระจาย (Broadcasting) เพียงส่วนเดียว แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล (Person to Person) ที่มากและกว้างขวางเช่น อินเทอร์เน็ต ทำให้เปิดโลกกว้าง เชื่อมโยงข่าวสารทั่วโลกเข้าด้วยกัน รวมทั้งเหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดทีวีเสรีที่ส่งสัญญาณในระบบยูเอชเอฟ (Ultra High Frequency: UHF) เช่น สถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นตามมาด้วย

       ๕.๔ นโยบาย ข้อกำหนด และกฎหมายกับยุคสมัย

       การสื่อสารมวลชน เพื่อกิจกรรมของมนุษย์ทั้งเพื่อความบันเทิง ธุรกิจ การปกครองหรืออื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยที่ขึ้นอยู่กับปัจจัย
อีกประการหนึ่งคือ นโยบาย ข้อกำหนดและกฎหมายของสังคมนั้นๆ รวมทั้งจากองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้มีการจัดระเบียบ ผลประโยชน์หรืออื่นๆ ตามปัจจัยสำหรับยุคสมัยดังกล่าว สำหรับประเทศไทยยุคสมัยการสื่อสารมวลชนส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ คือ

      ก) กฎหมายด้านการสื่อสารมวลชนเช่น ประกาศคณะปฏิรูปฉบับที่ ๔๒ (ปร. ๔๒) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐควบคุมหนังสือพิมพ์อย่างเข้มงวด จำกัดสิทธิเสรีภาพการเขียน การพิมพ์และการโฆษณาของผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ ซึ่งยกเลิกในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ หรือ พ.ร.บ. ทางด้านสิ่งพิมพ์ พ.ร.บ. ทางด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อควบคุมการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในทางมิชอบโดยบุคคลใดๆ ที่ส่งผลเสียต่อบุคคลอื่นไม่ว่า จะเป็นการเข้าถึงข้อมูลหรือระบบโดยมิชอบการดักจับข้อมูลรวมไปถึงการใช้งานคอมพิวเตอร์ ในการเผยแพร่ ข้อมูลที่เป็นเท็จ เป็นต้น
      ข) หน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง ในการกำกับดูแลกิจการทางด้านโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เช่น คณะกรรมการกิจการ
โทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียู (International Telecommunication Union: ITU) เป็นต้น        


  ๖.
พื้นฐานเทคโนโลยีกับการติดต่อสื่อสาร     up

       ระบบโทรคมนาคมกับการใช้งานเพื่อการสื่อสารของมวลชนนั้น มีทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่างกันอยู่ในตัว ดังนั้นการหลวมรวมเพื่อการพัฒนาหรือการผลักดันซึ่งกันและกัน จึงมีรายละเอียดบนพื้นฐานหลักการร่วมเชิงเปรียบเทียบดังหัวข้อต่อไปนี้

        ๖.๑ พื้นฐานเทคโนโลยีกับการติดต่อสื่อสาร

        โครงสร้างของ “ระบบ” กับ “การใช้งาน” อันเป็นภาพรวมของ “โทรคมนาคม” กับ “การสื่อสารมวลชน” ตามลำดับ แสดงได้โดยพื้นฐานรูปที่ ๖.๑



                                                            

 
  
รูปที่ ๖.๑ รูปแบบพื้นฐานของ “ระบบ”
 เพื่อการสื่อสารประกอบด้วยแหล่งกำเนิดข้อมูล
 ช่องสัญญาณนำพาห์สัญญาณและหน่วยรับข้อมูลปลายทาง

 

          จาก “ระบบ” ดังกล่าว “การใช้งาน” สามารถกำหนดใช้ในรูปแบบต่างๆ บนพื้นฐานความสามารถของ “ระบบ” นั้นๆ ที่นำมาใช้งาน ได้แก่

          ก) การสื่อสารทางเดียว (Simplex Communications) เช่น การกระจายเสียงหรือภาพไปยังเครื่องรับวิทยุหรือโทรทัศน์ โดยแหล่งข้อมูลคือ สถานีส่งทำการส่งผ่านช่องสัญญาณ ที่อาจเป็นช่องสัญญาณอากาศ หรือสายเคเบิลผู้รับในระบบสื่อสารทางเดียวนี้ จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ส่งในเวลาจริง (Real time) การกำหนดควบคุมข่าวสารจึงขึ้นอยู่กับผู้ส่งทั้งหมด

         ข) การสื่อสารแบบกึ่งสองทิศทาง (Half-Duplex Communications) เป็นการสื่อสารที่แหล่งข้อมูลและหน่วยรับข้อมูลอาจจะสลับกันทำหน้าที่เป็นได้ทั้งผู้รับและผู้ส่ง หากกระทำคนละเวลากันเช่น ระบบสื่อสารวิทยุสมัครเล่น ที่จะต้องสลับกันเป็นผู้รับและผู้ส่ง ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้รับและผู้ส่งได้ในระดับหนึ่ง

         ค) การสื่อสารสองทิศทาง (Full-Duplex Communications) คือ รูปแบบที่ผู้ส่งและผู้รับสามารถตอบโต้รับส่งข่าวสารได้ตลอดเวลาเช่น โทรศัพท์ เป็นต้น รูปแบบการสื่อสารที่สมบูรณ์เพื่อการสื่อสารสองทิศทาง อาจมีได้ทั้งการส่งข้อมูลเสียง ภาพหรือสื่อประสมต่าง ๆ ที่เกือบเป็นอุดมคติด้านเวลาจริง

         ง) การสื่อสารลูกผสม (Hybrid Communications) การประยุกต์นำรูปแบบการสื่อสาร  ที่มีอยู่ใช้งานร่วมกัน เกิดเป็นรูปแบบการสื่อสารเฉพาะกิจ
ต่าง ๆ เช่น การรับชมภาพวีดีโอ ตามประสงค์ (Video or demand) โดยผู้รับข่าวสารสามารถสื่อสาร กับผู้ส่งได้อย่างมีข้อจำกัดเช่น ส่งคำสั่งรายการผ่าน
ชุมสายดาวเทียมไปยังผู้จัดรายการหรือส่งข้อความสั้น (Short Message Service: SMS) อัตโนมัติผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเลือกใช้บริการเป็นต้น       
       “การใช้งาน” สามารถนำรูปแบบการสื่อสารดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายกลายเป็นบริการหรือการสื่อสารเพื่อบุคคลหรือมวลชนจำนวนมากได้

        ๖.๒ การแก้ไขความผิดพลาดระหว่าง “ระบบ” กับ “การใช้งาน”

        พื้นฐานการสื่อสารดังรูปที่ ๖.๑ อาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ทั้งจากธรรมชาติของระบบเช่น สัญญาณรบกวน หรืออาจเกิดจากความไม่เป็นอุดมคติของระบบภาคส่งและภาครับ สภาพการใช้งาน รวมทั้งอาจเกิดจากสาเหตุผิดธรรมชาติจากการจงใจหรือความผิดพลาดของผู้ใช้งานรวมถึงผู้ไม่ประสงค์ดีด้วย

       ดังนั้น การแก้ไขความผิดพลาดของ”ระบบ” โทรคมนาคม กับ “การใช้งาน” เพื่อการสื่อสารส่วนบุคคล หรือมวลชนสามารถจำแนกพื้นฐานเชิงเปรียบเทียบได้ดังตารางที่ ๖.๑ ซึ่งการแก้ไขความผิดพลาดของ“ระบบ”จะสามารถกระทำได้ในทันทีหรือขึ้นอยู่กับการจัดการตามมาตรฐานที่แน่นอนของระบบโทรคมนาคมหรือจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม ส่วนการแก้ไขความผิดพลาดจากการใช้งานนั้น อาจไม่สามารถทำได้ในทันที และอาจมีผลที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ข้อตกลงหรือกฎหมายและการตัดสินของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเช่น หน่วยงาน บุคคลที่ได้รับมอบหมายหรือศาลยุติธรรม หากมีการร้องขอให้ตรวจสอบแก้ไข

       ๖.๓ ความถูกต้องข่าวสารของ “ระบบ” กับ “การใช้งาน”

        การวัดผลความถูกต้องของข่าวสารจากพื้นฐานของ ”ระบบ” และจาก “การใช้งาน” เปรียบเทียบได้ดังตารางตัวอย่างที่ ๖.๒

                    ตารางที่ ๖.๑ พื้นฐานการแก้ไขความผิดพลาดข่าวสารระหว่าง“ระบบ”กับ“การใช้งาน”

หัวข้อ

วิธีการ

ผลลัพธ์



“
ระบบ”
(โทรคมนาคม)

ก) Automatic Repeat Request (ARQ) หรือการร้องขอให้จัดส่งข้อมูลที่ผิดพลาดใหม่จนกว่าจะถูกต้องหรือมีการยกเลิก

ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์หรือยกเลิกการติดต่อ

ข) Forward Error Correction (FEC) เป็นการใช้กระบวนการทางคณิตศาสตร์หรือรหัส เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันข้อมูล

ข้อมูลได้รับการป้องกันระดับหนึ่ง ซึ่งอาจมีการแก้ไขให้ถูกต้องได้ส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความผิดพลาดหรือคุณภาพของรหัสที่นำมาใช้งาน



“
การใช้งาน”
(สื่อสารมวลชน)

ก) การร้องขอให้มีการตรวจสอบข้อมูล

ไม่แน่นอน

ข) การฟ้องร้อง(เพื่อให้แก้ไข)

ไม่แน่นอน(เช่น ขึ้นอยู่กับกฎหมายเงื่อนไข
หลักฐานและผลการตัดสิน เป็นต้น)

ค) การตรวจสอบข้อมูลจากหลาย“ระบบ”ช่องสัญญาณการสื่อสารหรือผู้รับที่มีที่มา
ต่างกันหรือจากหลายสำนักข่าว/หลายแหล่งข่าว

ขึ้นอยู่กับความหลากหลาย ปริมาณข้อมูล
เปรียบเทียบที่มากเพียงพอ ข่าวสารที่ใช้
ในการเปรียบเทียบและสภาวะการณ์
ของการสื่อสารของทั้งผู้รับและผู้ส่ง



                        ตารางที่ ๖.๒ ตัวอย่างการเปรียบเทียบความถูกต้องข่าวสาร คุณภาพของ”ระบบ” กับ “การใช้งาน”

หัวข้อ

ข่าวสาร(ตัวอย่าง)

หน่วยนับ

“ระบบ”

ก) สัญญาณเสียงดิจิทัลที่มีคุณภาพ

ผิดพลาดได้ไม่เกินหนึ่งในพันบิต (10-3)

ข) ช่องสัญญาณข้อมูลที่ยอมรับได้

ผิดพลาดได้ไม่เกินหนึ่งในพันล้านบิต (10-9)

“การใช้งาน”

ทั่วไป (เสียง ภาพ ข้อมูลหรือสื่อประสม)
ผ่านทางระบบหรือช่องสัญญาณการสื่อสารใดๆ

วัดด้วยจริยธรรม กฎหมายหรือการตัดสิน
ของบุคคลหรือสังคม


 

  ๗. จดหมายเหตุ   up

       วิวัฒนาการระหว่างพื้นฐานเทคโนโลยีโทรคมนาคมกับการสื่อสารมวลชนตามลำดับดังตารางที่ ๗.๑

                     ตารางที่ ๗.๑
ลำดับเหตุการณ์สำคัญร่วมตัวอย่าง

ปี พ.ศ.
(ค.ศ.)

เหตุการณ์สำคัญ

พ.ศ. ๒๓๓๗
 (ค.ศ. 1794)

จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีโทรเลขเชิงแสง ทำให้การติดต่อสื่อสารระยะไกลสะดวกรวดเร็วและเป็นระบบขึ้น

พ.ศ. ๒๔๓๙
(ค.ศ. 1896)

การส่งสัญญาณคลื่นวิทยุด้วยอุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สาย ซึ่งสร้างขึ้นโดยกูเกีย เอลโม มาร์โคนี ทำให้สามารถส่งสัญญาณครอบคลุมระยะทางได้ไกล เปิดโลกการสื่อสารไร้สายของมนุษย์

พ.ศ. ๒๔๕๗
และ
พ.ศ. ๒๔๘๒
(ค.ศ. 1914
และ
ค.ศ. 1939)

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสองมีส่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารทั้งทางด้านโครงสร้างที่สามารถสื่อสารให้ครอบคลุมพื้นที่หรือกลุ่มคนมากขึ้นและการกระจายข่าวสารสำหรับงานมวลชนและการโฆษณาชวนเชื่อกับผู้รับสารที่กว้างขวางขึ้นกับเทคโนโลยีด้านการกระจายสัญญาณเสียงและภาพ (Broadcasting)

พ.ศ. ๒๕๐๙
(ค.ศ. 1966)

การพัฒนาเส้นใยนำแสง เพื่อเป็นช่องทางสำหรับการนำพาสัญญาณแสง ทำให้เกิดการให้บริการทั้งทางด้านเสียงและข้อมูลผ่านเครือข่ายความเร็วสูง

พ.ศ. ๒๕๑๓
(ค.ศ. 1966)

จุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต โดยการประยุกต์ใช้งานการสื่อสารผ่านเครือข่ายทำให้เกิดการพัฒนาเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ทั่วโลก เป็นระบบเกือบอุดมคติที่ไร้ขอบเขตหรือการปิดกั้น

พ.ศ. ๒๕๓๒
 (ค.ศ. 1966)

การประท้วงของนักศึกษาและประชาชนในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ระบบการกระจายคลื่นสั้น (Short Wave) ของสำนักข่าวต่างๆ ทำให้เกิดการรับรู้ข่าวสารสองด้านมากขึ้นและยังคงความสำคัญในหลายพื้นที่ของโลก

พ.ศ. ๒๕๓๕
(ค.ศ. 1992)

การต่อต้านอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ของฝ่ายประชาชนที่มีต่อฝ่ายรัฐบาล ทำให้เกิดการปิดช่องทางการสื่อสารทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ ได้กระตุ้นให้การติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางอื่นเช่น วิทยุสมัครเล่น อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เป็นต้น

 


  ๘.
บรรณานุกรม   up

[๑] ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖.

[๒] อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์. สื่อสารมวลชนเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗.

[๓] IEEE Communications Society, A Brief History of Communications, USA, IEEE, 2002

[๔] การสื่อสารแห่งประเทศไทย, ๑๐๐ ปี การโทรคมนาคมไทย พ.ศ.๒๔๒๖ – ๒๕๒๖.ประยูรวงศ์, ๒๕๒๖

[๕] John Bray, Innovation and the Communication Revolution, IEE, 2002

[๖] คณะวิทยากร, วิชาโทรศัพท์, ศูนย์ฝึกโทรคมนาคม, องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย, ๒๕๓๗

[๗] Anton A. Huurdeman, The Worldwide History of Telecommunications. John Wiley & Sons, Inc., 2003

[๘] Grob, Bernard, Basic television and video system, 5th ed. Singapore: McGraw-Hill, 1984.

[๙] Tor R. Kristence, An Introduction to GMDSS. Norway: POSEIDON, 2006.