สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
หลักการพื้นฐาน
 การปรับเปลี่ยนระบบ
เครือข่ายจาก IPv4 สู่ IPv6
 เทคนิคสำหรับการปรับเปลี่ยนเวอร์ชันของอินเทอร์เน็ต
โพรโทคอล
 จดหมายเหตุ
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   อินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๖
   (Internet Protocol Version 6)

   พนิตา พงษ์ไพบูลย์
  
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
 

  ๑.อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  อินเทอร์เน็ต (Internet)

       
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน องค์กรและประเทศต่างๆ ทั่วโลก เริ่มมีการนำมาใช้เกี่ยวกับกองกำลังทหารของประเทศสหรัฐ
        อเมริกาในช่วงสงครามเย็นประมาณปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ.๒๕๑๒) โดยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider: ISP) ในการดูแล
        เกี่ยวกับเครือข่าย เช่น เครือข่าย GTE ANS และ UUNET เป็นต้น

  หมายเลขอินเทอร์เน็ตหรือไอพีแอดเดรส (IP address)

        เลขหมายสำหรับระบุตัวตน และที่อยู่ของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์แต่ละตัวนั้น จะมี
        หลายเลขที่ไม่ซ้ำกัน

  อินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๔ (Internet Protocol Version 4)

        ระเบียบวิธีที่ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการติดต่อกันด้วยหมายเลขอินเทอร์เน็ตขนาด ๓๒ บิต

  อินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๖ (Internet Protocol Version 6)

        ระเบียบวิธีที่ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการติดต่อกันด้วยหมายเลขอินเทอร์เน็ตขนาด ๑๒๘ บิต

  แพกเกต (Packet)

        ชุดของข้อมูลที่คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายแลกเปลี่ยนกันเพื่อสนทนา ในแพกเกตจะประกอบด้วยส่วนหัว(Header) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ระบุต้นทางปลาย
        ทางและตัวแปรอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของชุดข้อมูลและส่วนของข้อมูล (Payload)

  ดูอัล สแตกซ์ (Dual Stacks)

        การใช้งานอินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๔ ควบคู่กับอินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๖ ภายในอุปกรณ์ตัวเดียวกัน

  อุโมงค์ IPv6 ใน IPv4 (IPv6-in-IPv4 Tunnel)

        การห่อหุ้มแพกเกตข้อมูล IPv6 ที่ต้องการส่งไว้ภายในแพกเกตข้อมูล IPv4 เพื่อใช้งาน IPv6 เมื่อเครือข่ายที่เชื่อมต่ออยู่ด้วยไม่สนับสนุน IPv6

  องค์กรกำหนดมาตรฐานการทำงานของอินเทอร์เน็ต (Internet Engineering Task Force: IETF)

        หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานการทำงานของอินเทอร์เน็ต ทำหน้าที่ในการดำเนินการด้านการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งการ
        วิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านสถาปัตยกรรมทางอินเทอร์เน็ต ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. ๒๕๓๑)

  การแปลงหมายเลขอินเทอร์เน็ต (Network Address Translation: NAT)

         การใช้หมายเลขอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ถูกสำรองไว้ ตามมาตรฐาน RFC 1597(Request for Comment) สำหรับคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายเดียวกัน
         เพื่อติดต่อกับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ต่างเครือข่าย

  เกตเวย์ (Gateway)

      
 โปรแกรมหรือส่วนของฮาร์ดแวร์สำหรับการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายที่มีลักษณะแตกต่างกัน เข้าด้วยกัน เช่น การเชื่อมโยงเครือข่ายที่ใช้
        โพรโทคอลต่างกันเพื่อให้สามารถรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารได้ เป็นต้น
 

  ๒. บทคัดย่อ up

        อินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๖ หรือไอพีวีซิก (IPv6) พัฒนาขึ้นจากอินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๔ หรือไอพีวีโฟว์ (IPv4) เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากหมายเลขอินเทอร์เน็ตไม่เพียงพอ ต่อการใช้งานโดยที่ IPv6 มีความยาว ๑๒๘ บิต สามารถรองรับไอพีแอดเดรส ได้สูง
มหาศาล 2128 หมายเลข รวมถึงมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านต่างๆจาก IPv4 โดยเทคนิคการปรับเปลี่ยนเครือข่ายจาก IPv4 สู่ IPv6 มีสามวิธีหลัก ได้แก่ การใช้งานอินเทอร์เน็ตโพรโทคอลทั้งสองเวอร์ชันควบคู่กัน (Dual-Stack) การใช้งาน IPv6 ผ่านอุโมงค์บนเครือข่าย IPv4 (Tunnel) และการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อแปลงรูปแบบข้อมูลจาก IPv4 เป็น IPv6 (Translation)

  Abstract   up

        Internet Protocol version 6 (IPv6) was developed and standardized to solve the address space problem in the current Internet Protocol version 4 (IPv4). The IPv6 address is 128 bits long. Supporting many as 2128 IP addresses. In addition, IPv6 improves efficiency of network operation over IPv4. The migration from IPv4 networks to IPv6 networks can be done in three manners: dual stacks. IPv6-in-IPv4 tunnel, or IP protocol translation.
 

  ๓.บทนำ (Introduction) up  

        ส่วนสำคัญสำหรับการทำงานของอินเทอร์เน็ต ได้แก่ อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล(Internet Protocol) ซึ่งประกอบด้วย หมายเลขไอพีแอดเดรส (IP Address) ที่ใช้สำหรับการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่าย บนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารจะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์ เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ โดยคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ในอินเทอร์เน็ตจะมีหมายเลขไอพีแอดเดรส ไม่ซ้ำกัน ซึ่งการเชื่อม
ต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานการทำงานของอินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๔ (Internet Protocol version 4 : IPv4) เป็นมาตรฐานในการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981(พ.ศ. ๒๕๒๔) แต่เนื่องจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทำให้จำนวนหมายเลขไอพีของ IPv4 ไม่เพียงพอทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นองค์กรกำหนดมาตรฐานการทำงานของอินเทอร์เน็ตหรือ IETF (The Internet Engineering Task Force) จึงได้พัฒนาอินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๖ (IPv6) เพื่อทดแทน IPV4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโทคอลให้รองรับหมายเลขไอพีที่เพิ่มขึ้นและปรับปรุงคุณลักษณะอื่น เช่น ความปลอดภัย การรองรับแอปพลิเคชันหรือการประยุกต์ใช้งานใหม่ ๆ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลแพกเกตให้ดีขึ้น เป็นต้น ทำให้ตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น


  ๔.หลักการพื้นฐาน
   up

        องค์ประกอบพื้นฐานของ IPv6 ที่แตกต่างจาก IPv4 ได้แก่ ความยาวของหมายเลขไอพีและรูปแบบของแพกเกตเฮดเดอร์ (Packet Header) นอกจากนั้น IPv6 ยังมีความสามารถที่เพิ่มขึ้น ดังนี้

      ๔.๑ รูปแบบของหมายเลขไอพี
(IPv6 Address Format)

      รูปแบบของ IPv4 และ IPv6 มีการพัฒนาเพื่อให้รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นโดย IPv4 มีความยาว ๓๒ บิต รองรับหมายเลขอินเทอร์เน็ตได้ 232 หรือประมาณสี่พันล้านหมายเลข ในขณะที่ IPv6 มีความยาว ๑๒๘ บิต รองรับได้ 2128 หมายเลข แสดงดังรูปที่ ๔.๑



 
                                                                                                           
 
รูปที่ ๔.๑ เปรียบเทียบรูปแบบแอดเดรสของ IPv6 และ IPv4
(ข้อมูลเทคนิค)
 

       จากรูปที่ ๔.๑ แสดงการเปรียบเทียบรูปแบบแอดเดรสของ IPv6 และ IPv4 เนื่องจากความยาวที่เพิ่มขึ้นของ IPv6 ทำให้ไม่สามารถใช้ตัวเลขฐานสิบในการอ้างอิงถึงหมายเลขไอพี (IPv4 address ใช้ตัวเลขฐานสิบจำนวนสี่ชุดในการแสดงค่า ๓๒ บิต เช่น 202.127.3.254) การอ้างอิงถึง IPv6 address จึงใช้เลขฐานสิบหกเป็นหลัก โดยจะเขียนในลักษณะ ๘ กลุ่มตัวเลข คั่นด้วยเครื่องหมาย “:” แต่ละกลุ่มตัวเลขจะประกอบไปด้วยเลขฐานสิบหกจำนวน ๔ ตัว (ตัวละ ๔ บิต รวมเป็น ๑๖ บิต) นอกจากนี้ยังสามารถเขียนแบบย่อได้ โดยมีเงื่อนไข ดังนี้ คือ

       ๔.๑.๑ หากมีเลขศูนย์ด้านหน้าของกลุ่มใดสามารถจะละไว้ได้
       ๔.๑.๒ หากมีกลุ่มใดเป็นเลขศูนย์ทั้ง ๔ ตัว (0000) สามารถเขียนแทนได้ด้วย “0”
       ๔.๑.๓ หากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (หรือหลายกลุ่มที่ตำแหน่งติดกัน) เป็นเลขศูนย์ทั้งหมด สามารถจะละไว้ได้โดยใช้เครื่องหมาย “::” แต่จะสามารถทำในลักษณะนี้ได้ในตำแหน่งเดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
       นอกจากนี้บางครั้งแอดเดรสของ IPv6 อาจมีแอดเดรสของ IPv4 แทรกอยู่ ในกรณีนี้สามารถเขียนในลักษณะที่คงสภาพหมายเลข IPv4 อยู่ได้ การเขียนหมายเลขแสดงดังตัวอย่างในรูปที่ ๔.๒



 
                                                                                                    
 
รูปที่ ๔.๒ ตัวอย่างการเขียนแอดเดรสของ IPv6 แบบย่อ
 

        ๔.๒ รูปแบบเฮดเดอร์ของ IPv6 (IPv6 Header Format)

        เฮดเดอร์ (Header) ของข้อมูลแบบ IPv6 ชุดข้อมูล (packet) จะมีขนาดคงที่ (๔๐ ไบต์) ประกอบด้วยตำแหน่ง ที่จำเป็นสำหรับการประมวลผลชุดข้อมูลที่เราเตอร์ (router) หรืออุปกรณ์เลือกเส้นทางทุกตัวเท่านั้น ส่วนตำแหน่งที่อาจจะถูกประมวลผลเฉพาะที่ต้นทางหรือปลายทางหรือที่เราเตอร์บางตัวจะถูกแยกออกมาไว้ที่ส่วนขยายของเฮดเดอร์ (Extended Header) โดยรูปแบบที่แตกต่างกันของ IPv4 และ IPv6 มีบางตำแหน่งที่แตกต่างกันดังแสดงในรูปที่ ๔.๓



 
                                          
 
รูปที่ ๔.๓ การเปรียบเทียบรูปแบบเฮดเดอร์ระหว่าง IPv6 และ IPv4
 

        ๔.๒.๑ ตำแหน่งข้อมูลที่ตัดออกไป
        ตำแหน่งข้อมูลของ IPv6 ที่ตัดออกประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

        ก) ความยาวของเฮดเดอร์ (Header length) ถูกตัดออกไปเนื่องจากเฮดเดอร์ของ IPv6 มีขนาดคงที่ (๔๐ ไบต์) ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของการประมวลผลแพกเกตดีขึ้นและไม่เสียเวลาในการคำนวณขนาดของเฮดเดอร์
        ข) Identification Flag และ Flag Offset Protocol Options รวมทั้ง Padding ถูกย้ายไปอยู่ในส่วนขยายเฮดเดอร์ (Extended Header) เนื่องจากเป็นส่วนที่ไม่จำเป็นต้องประมวลผลในทุกๆ เราเตอร์
      ค) การตรวจสอบส่วนหัว (Header Checksum) ถูกตัดออกเนื่องจากซ้ำซ้อนกับฟังก์ชันของโพรโทคอลในชั้นที่อยู่สูงกว่า อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วยเนื่องจาก Checksum จะต้องมีการคำนวณใหม่ที่เราเตอร์เสมอหากตัดออกก็จะลดภาระงานที่เราเตอร์ไปได้

        ๔.๒.๒ ตำแหน่งข้อมูลที่ปรับเปลี่ยน
        ตำแหน่งข้อมูลของ IPv6 ที่ปรับเปลี่ยนประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้

        ก) Total Length เปลี่ยนมาเป็น Payload length เพื่อระบุขนาดของ Payload ในหน่วยไบต์ ดังนั้นขนาดของ Payload สูงสุดจะเป็น ๖๕,๕๓๖ ไบต์
        ข) Time-To-Live (TTL) ของ IPv4 จะเปลี่ยนมาเป็น Hop Limit เนื่องจาก TTL ระบุเวลาที่ชุดข้อมูลอยู่ในอินเทอร์เน็ต (หน่วยเป็นวินาที) แต่เราท์เตอร์ไม่สามารถวัดเวลาของแพกเกตในหน่วยวินาทีได้ทำได้เพียงวัดจำนวน hop ที่แพกเกตเดินทางผ่าน โดยการลด TTL ครั้งละหนึ่งหน่วยทุกครั้งที่แพกเกตเดินทางผ่านเราท์เตอร์ แม้จะใช้เวลาประมวลผลแพกเกตน้อยกว่าหรือมากกว่า ๑ วินาที ทำให้ไม่ตรงกับความหมายของ TTL ดังนั้นจึงถูกเปลี่ยนเป็น Hop Limit เพื่อให้ตรงกับความหมายจริง ซึ่งเหมาะสมและง่ายสำหรับการประมวลผล
        ค) Protocol เปลี่ยนมาเป็น Next Header ซึ่งจะใช้ระบุ Extended Header ตัวถัดไปว่าเป็นเฮดเดอร์ประเภทใด เช่น ถ้าเป็น Extended Header ชนิด IPsec จะมีค่า Next Header = ๕๑ เป็นต้น
        ง) ประเภทของบริการ (Type-of-Service: TOS) เปลี่ยนมาเป็น Traffic Class ซึ่งมีจำนวนบิตมากกว่า สามารถแบ่งกลุ่มและระดับความสำคัญของแต่ละแพกเกตละเอียดมากขึ้นทำให้เราเตอร์สามารถจัดลำดับขั้นการส่งแพกเกตให้เหมาะสม

        ๔.๒.๓ ตำแหน่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
        ตำแหน่งข้อมูลของ IPv6 ที่เพิ่มขึ้นประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้

        ก) Flow Label ใช้ระบุลักษณะการไหลเวียนของ การจราจรของข้อมูลหรือทราฟิก (Traffic) ระหว่างต้นทางกับปลายทางเนื่องจากในแอปพลิเคชันหนึ่งมีทราฟิกได้หลายประเภท (เช่น ภาพ เสียง ตัวอักษร เป็นต้น) และทราฟิกแต่ละประเภทมีความต้องการที่แตกต่างกัน Flow Label จึงมีไว้เพื่อแยกประเภทของทราฟิกและเพื่อให้เราเตอร์ทราบได้ว่าควรปฏิบัติต่อทราฟิกแต่ละประเภทแตกต่างกัน

        ๔.๓ ประสิทธิภาพด้านต่างๆ ของ IPv6

        นอกจากจำนวนไอพีแอดเดรสที่เพิ่มมากขึ้น IPv6 ยังปรับปรุงประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ ดังนี้
        ก) การจัดการ (Management) เนื่องจากการตั้งค่าและปรับแต่งระบบเครือข่ายมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น IPv6 จึงสนับสนุนการติดตั้งและปรับแต่งระบบแบบอัตโนมัติ (auto configuration) เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการปรับเปลี่ยน IP address (Address Renumbering) การเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการหลายราย (Multihoming) และการจัดการเครือข่ายแบบ Plug-and-play
        ข) Broadcast/Multicast/Anycast ใน IPv4 ได้มีการจัดสรร IP Address ส่วนหนึ่งเพื่อเป็น Broadcast address แต่การสื่อสารแบบ Broadcast นี้จะสิ้นเปลือง Bandwidth ส่วน Multicast เป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและเริ่มเป็นที่นิยม IPv6 จึงถูกออกแบบมาให้รองรับ Multicast group address และตัด Broadcast address ออก นอกจากนี้ IPv6 ยังเพิ่มความสามารถในการสื่อสารแบบ Anycast โดยอนุญาตให้อุปกรณ์มากกว่าหนึ่งชิ้นได้รับการจัดสรร IP address เบอร์เดียวกันซึ่งหมายความว่า อุปกรณ์ชิ้นใดก็ได้สามารถตอบสนองต่อข้อมูลที่ส่งมาที่ Anycast address นั้นๆ
       ค) ระบบความปลอดภัย (Security) เราเตอร์และอุปกรณ์ภายในเครือข่าย IPv6 สามารถรองรับการใช้งาน IPSec นอกจากนี้ยังมีการกำหนด Security Payload สองประเภทคือ Authentication Payload และ Encrypted Security Payload เพื่อสนับสนุนการรับส่งข้อมูลที่มั่นคงปลอดภัยภายใต้เลเยอร์ระดับชั้นเครือข่าย (Network Layer) แทนการใช้เลเยอร์ในชั้นประยุกต์ (Application Layer) เหมือนในเครือข่าย IPv4
        ง) Mobile IP IPv6 สนับสนุนการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่เช่นเดียวกับ IPv4 แต่มีประสิทธิภาพมากกว่า Mobile IPv4 เนื่องจากสามารถส่งข้อมูลผ่านเส้นทางที่สั้นที่สุดโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งต่อข้อมูล (Route Optimization) และสามารถใช้ IPSec ในการป้องกันการโจรกรรมแพกเกตระหว่างการรับ-ส่งข้อมูล
        จ) เครือข่ายเสมือนส่วนตัว (Virtual Private Network :VPN) การให้บริการ VPN ของเครือข่าย IPv4 จะใช้ IPSec เพื่อเข้ารหัสข้อมูลในเลเยอร์ชั้นเน็ตเวิร์ก (Network Layer) ทั้งหมด ซึ่งจะเกิดปัญหาหากเครือข่ายต้นทางหรือปลายทางมีการทำการแปลงหมายเลขไอพีหรือ NAT (Network Address Translation) เนื่องจากการเข้ารหัสจะต้องสิ้นสุดก่อนถึงจุดหมายปลายทางแต่สำหรับเครือข่าย IPv6 ไม่มีการแปลงหมายเลขไอพีดังนั้นจึงไม่เกิดปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ยังมี Extended Header หรือ Authentication Header และ Encapsulated Security Payload เพื่อรองรับการใช้งาน VPN แบบปลอดภัย
        ฉ) คุณภาพของการบริกร (Quality-of-Service) IPv6ถูกออกแบบมาให้สนับสนุนการรับประกันคุณภาพของบริการตั้งแต่เริ่ม โดยจะเห็นได้จากตำแหน่ง Flow Label และ Traffic Class ในเฮดเดอร์แม้ว่าในเฮดเดอร์ของ IPv4 จะมีตำแหน่ง Type-of-Service (ToS) แต่ไม่มีการใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากไม่มีมาตรฐานในการกำหนดค่าและเราเตอร์บางตัวเท่านั้นที่สามารถประมวลผลตำแหน่ง ToS ได้ ที่ผ่านมา IPv4 มักปล่อยให้ Layer ข้างล่างจัดการเรื่อง QoS แทน เช่น ผ่านเทคโนโลยี MPLS ATM หรือเทคโนโลยีโซเน็ตและเอชดีเฮช (Synchronous Digital Hierarchy: SONET/SDH)


  ๕. การปรับเปลี่ยนระบบเครือข่ายจาก IPv4 สู่ IPv6
   up

        เทคนิคในการปรับเปลี่ยนเครือข่ายจาก IPv4 สู่ IPv6 (Transition technology) มีสามเทคนิค ได้แก่ การใช้งาน IPv4 ควบคู่กับ IPv6 (Dual stack) การทำอุโมงค์ (tunneling) และการเปลี่ยนแปลงข้อมูล (translation) ซึ่งการเลือกใช้แต่ละเทคนิคขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและลักษณะการใช้งานของเครือข่ายที่มีอยู่ โดยเทคนิคการปรับเปลี่ยนแต่รูปแบบแตกต่างกันดังนี้

        ๕.๑ การใช้งาน IPv4 ควบคู่กับ IPv6 (Dual stack)

        เทคนิคนี้เป็นการปรับเปลี่ยนเครือข่ายการใช้งาน IPv4 และ IPv6 stack ควบคู่กันไปภายในอุปกรณ์ตัวเดียวกัน Dual stacks สามารถใช้ได้ทั้งที่ end host ที่เซิร์ฟเวอร์และที่อุปกรณ์เครือข่าย (network device) เช่น เราเตอร์ซึ่งโครงสร้างของ Dual stack แสดงดังรูปที่ ๕.๑



                                                                                                                       
 
รูปที่ ๕.๑ โครงสร้างของ Dual IP stacks
 

        การใช้งานแบบ Dual stack เหมาะสำหรับเครือข่ายที่ต้องการเริ่มใช้งาน IPv6 ใช้สำหรับการติดต่อระหว่างสองโหนด (node) ที่ใช้อินเทอร์เน็ต
โพรโทคอลเวอร์ชันเดียวกันแต่ต้องผ่านเครือข่ายกลางที่ใช้ไอพีโพรโทคอลคนละเวอร์ชัน เช่น IPv4-IPv4 ผ่านเครือข่าย IPv6 หรือ IPv6-IPv6 ผ่านเครือข่าย IPv4 หรือในกรณีที่บางโหนดต้องการปรับเปลี่ยนไปใช้โพรโทคอล IPv6 แต่เครือข่ายที่เชื่อมต่ออยู่ด้วยไม่สนับสนุน IPv6 โหนดดังกล่าว สามารถใช้ Dual stacks เพื่อรองรับทั้ง IPv4 และ IPv6
        หลักการทำงานคือ IP stack ที่อยู่ภายในโหนดจะแบ่งออกเป็นสอง Stacks ที่ทำงานขนานกัน เช่น เมื่อโหนดได้รับ IPv6 packet โหนดจะเลือก IPv6 stack มาจัดการกับแพกเกต (โดยตรวจสอบเวอร์ชันของโพรโทคอลจากส่วนหัวของแพกเกต) ในขณะเดียวกันโหนดสามารถติดต่อกับเครือข่าย IPv4 (ผ่าน IPv4 stack) ได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงซึ่งโหนดที่มี dual stack นี้จะต้องมี IP Address สองหมายเลข คือ IPv4 address และ IPv6 address โดยการเปลี่ยนแปลงโดยใช้เทคนิค dual stacks นี้มีความต้องการเบื้องต้น (ระดับ Host และ Network) ดังนี้

        ก) หมายเลข Public IPv4 address และ IPv6 address อย่างละ ๑ หมายเลข สำหรับแต่ละอุปกรณ์ที่ต้องการติดตั้งโดยใช้เทคนิคแบบ Dual stacks
        ข) โฮสต์หรืออุปกรณ์ที่จะใช้งาน dual-stack ต้องรองรับ IPv6

        ๕.๒ เทคนิคการทำอุโมงค์
(Tunnel)

        Tunnel หรือการทำอุโมงค์ เป็นการห่อหุ้มแพกเกตข้อมูลที่ต้องการส่งไว้ในอีกแพกเกตหนึ่ง เนื่องจากแพกเกตที่อยู่ภายในไม่สามารถถูกส่งไปยังปลายทางได้ จึงต้องอาศัยการห่อหุ้มด้วยแพกเกตอื่น การทำอุโมงค์เพื่อใช้งาน IPv6 ใช้เมื่อเครือข่ายเชื่อมต่ออยู่ด้วยไม่สนับสนุน IPv6 จึงจำเป็นต้องหุ้มแพกเกต IPv6 ไว้ภายใต้แพกเกต IPv4 แสดง ดังรูปที่ ๕.๒



 
                                                                            
 
รูปที่ ๕.๒ การห่อหุ้มชุดข้อมูล IPv6 ไว้ภายใต้ชุดข้อมูล IPv4
 

         เทคนิคการทำอุโมงค์ (Tunnel) สำหรับเครือข่าย IPv6 ต้องสร้างเส้นทางการติดต่อระหว่างเครื่องที่ใช้หมายเลข IPv6 ผ่านเครือข่ายที่ใช้หมายเลข IPv4 โดยเกตเวย์ (Gateway) ของเครือข่ายของเครื่องที่ใช้หมายเลข IPv6 จะทำหน้าที่ห่อหุ้มแพกเกต IPv6 ไว้ใน IPv4 ก่อนจะส่งไปในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สนับสนุนการใช้หมายเลข IPv4 เท่านั้น โดยระหว่างทางจะตรวจสอบหมายเลขต้นทางและปลายทางที่อยู่ในส่วนหัวของแพกเกต IPv4 เท่านั้น     โดยไม่คำนึงถึงส่วนที่อยู่ภายในเมื่อส่งไปถึงปลายทางเกตเวย์จะถอดแพกเกต IPv4 ออกให้เหลือแต่แพกเกต IPv6 แล้วส่งแพกเกตต่อไปยังเครื่องปลายทางที่ใช้ IPv6 ต่อไป
         ข้อเสียของวิธีนี้คือ การห่อหุ้มชุดข้อมูลทำให้แพกเกตมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นผลให้เครือข่ายมี overhead สูงขึ้น นอกจากนี้การทำ Tunnel จำเป็นต้องใช้ Dual stacks ที่ตัวเกตเวย์ทั้งสองด้านของอุโมงค์ โดยเทคนิคการทำ IPv6 Tunnel มีสามประเภทดังนี้

         ๕.๒.๑ Manually Configured Tunnel
         วิธีนี้เหมาะสำหรับการให้บริการที่เชื่อมต่อกันระหว่างเครื่องที่ใช้และติดตั้งหมายเลย IPv6 เพียงประเภทเดียว โดยต้องมีเกตเวย์ที่ติดตั้งและใช้งานแบบ Dual stacks ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นอุโมงค์เครือข่ายทางเข้าและทางออกโดยแต่ละด้านจะต้องเก็บหมายเลข IP address ของอุโมงค์เครือข่ายของอีกด้านที่ต้องการเชื่อมต่อ ซึ่งผู้ดูแลระบบจะต้องใส่หมายเลข IP address ของปลายทางอุโมงค์เข้าไปเอง วิธีนี้จึงต้องการการดูแลสูงในส่วนของการทำงาน เมื่อแพกเกต IPv6 มาถึงอุโมงค์จะถูกห่อหุ้มด้วยเฮดเดอร์ IPv4 โดยใช้หมายเลข IPv4 ของเครือข่ายต้นทาง หมายเลข IPv4 ของเครือข่ายปลายทาง และระบุชนิดโพรโทคอลของข้อมูลที่อยู่ภายในเป็น IPv6 เมื่อแพกเกตมาถึงปลายทางอุโมงค์ เครือข่ายปลายทางจะทำการตรวจสอบเฮดเดอร์ซึ่งจะทราบว่าภายในเป็นแพกเกตที่ใช้หมายเลข IPv6 ดังนั้นอุปกรณ์เกตเวย์จะแยกส่วน Header ของ IPv4 ออกไปเหลือแต่ส่วนที่เป็น IPv6 แพกเกตแล้วส่งต่อไปยังเครื่องปลายทางที่ใช้หมายเลข IPv6 ที่ระบุอยู่ในส่วน Destination ของเฮดเดอร์ IPv6


 

                                                                                               
รูปที่ ๕.๓ การทำงานของ Manually Configured tunnel
 

        โดยวิธีการแบบ Manually Configured Tunnel มีความต้องการเบื้องต้น ดังนี้

        ก) ต้องใช้เราเตอร์หรือเกตเวย์ที่เป็น Dual Stacks สำหรับ Tunnel Gateway
        ข) หมายเลข Public IPv4 address และ IPv6 address อย่างละหนึ่งหมายเลขสำหรับ Tunnel Gateway
        ค) ต้องทราบหมายเลข Public IPv4 address และ IPv6 address ของ Tunnel Gateway อีกฝั่ง

        ๕.๒.๒ Semi Automatic Tunnel (Tunnel Broker)
        การทำงานของ Semi Automatic Tunnel หรือ Tunnel Broker เป็นการสร้างอุโมงค์อัตโนมัติโดยผู้ใช้ (end user) ต้องลงทะเบียนใช้บริการกับผู้ให้บริการ โดยผู้ให้บริการจะสร้าง Tunnel เพื่อเชื่อมต่อไปยังเครือข่าย IPv6 แทนผู้ที่มาลงทะเบียน ดังนั้นผู้ที่ให้บริการ Tunnel Broker จึงเป็นเสมือนผู้ให้บริการ IPv6 แก่ผู้ใช้ที่มีการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย IPv4 ที่มีอยู่
        การเลือกใช้งาน Tunnel Broker เหมาะสำหรับเครือข่าย IPv6 ขนาดเล็กหรือโฮสต์จำนวนไม่มากที่ต้องการเชื่อมต่อกับเครือข่าย IPv6 ขนาดใหญ่แห่งอื่นแบบง่าย การเชื่อมต่อด้วย Tunnel แบบอื่นจะเหมาะสำหรับการติดต่อกันระหว่างเครือข่าย IPv6 ย่อยสองเครือข่ายโดยไม่ต้องใช้การเชื่อมต่อที่ระดับ ISP


 

                                                                            
รูปที่ ๕.๔ การทำงานของ Tunnel Broker
 

        สำหรับความต้องการระดับเบื้องต้น ระดับ Network และระดับ Host ของวิธีการแบบ Semi Automatic Tunnel มีดังนี้

ความต้องการระดับ Network

        ก) เราเตอร์หรือเกตเวย์ (IPv4 หรือ Dual stacks ก็ได้) สำหรับ Tunnel Broker
        ข) เราเตอร์หรือเกตเวย์ที่เป็น Dual stacks สำหรับ Tunnel Server (Tunnel Gateway)
        ค) หมายเลข Public IPv4 address ๑ หมายเลข สำหรับ Tunnel Broker
        ง) หมายเลข Public IPv4 address ๑ หมายเลข สำหรับ Tunnel Server

ความต้องการระดับ Host

        ก) ผู้ที่เรียกใช้บริการจาก Tunnel Broker อาจเป็นโฮสต์หรือเราเตอร์ก็ได้ ซึ่งเราจะเรียกอุปกรณ์นี้ว่า Tunnel Broker Client
        ข) อุปกรณ์โฮสต์หรือเราเตอร์ที่เป็น Dual stacks สำหรับ Tunnel Broker Client
        ค) หมายเลข Public IPv4 address สำหรับ Tunnel Broker Client หนึ่งหมายเลข
        ง) ชื่อที่ต้องการลงทะเบียนในฐานข้อมูลของโดเมนหรือดีเอ็นเอช(Domain Name System: DNS) คู่กับหมายเลข IPv6 address ที่ได้รับจัดสรรจาก Tunnel Broker
        จ) ถ้า Tunnel Broker Client เป็นโฮสต์ไม่ควรอยู่หลัง NAT Gateway หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเปิดพอร์ต ๔๑ ที่ NAT Gateway
        ฉ) ถ้า Tunnel Broker Client เป็นเราเตอร์ ต้องระบุจำนวน IPv6 address ที่ต้องการรับจัดสรรจาก Tunnel Broker

        ขั้นตอนการติดตั้ง Tunnel Broker บนโฮสต์โดยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการ Tunnel Broker จะเป็นผู้กำหนดขั้นตอนการติดตั้งค่าต่าง ๆ บนโฮสต์ที่ต้องการเป็น Tunnel Broker Client มาให้โดยคอมพิวเตอร์ที่เป็น Tunnel Broker Client จะต้องทำการติดตั้ง Dual stacks ก่อน เพื่อให้สามารถใช้งาน IPv6 ได้ จากนั้นผู้ใช้จะต้องลงทะเบียนขอใช้ Tunnel Borker ที่เว็บไซต์ของผู้ให้บริการ Tunnel Broker และทางผู้ให้บริการจะส่งซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในการติดต่อกับ Tunnel Broker มาให้ลงที่เครื่องโฮสต์

        ๕.๒.๓ Fully Automatic Tunnel
        การทำงานแบบ Fully Automatic Tunnel มีขั้นตอนการทำงานเหมือนกับวิธี Manually Configured Tunnel แต่จะแตกต่างกันตรงที่ Tunnel Gateway แต่ละด้านไม่ต้องเก็บหมายเลข IP address ของเกตเวย์ปลายทางที่ต้องการเชื่อมต่อ แต่เกตเวย์จะตรวจสอบหมายเลขเครื่องปลายทางโดยพิจารณาจากหมายเลขปลายทางของแพกเกตที่ถูกห่อหุ้มอยู่
        วิธีหนึ่งในการทำ Fully Automatic Tunnel คือ วิธี 6to4 Tunnel เครือข่ายที่เชื่อมต่อแบบ 6to4 Tunnel จะต้องกำหนดหมายเลข IPv6 Prefix พิเศษให้กับตัวเกตเวย์ทั้งสองฝั่งของ 6to4 Tunnel Prefix นี้จะขึ้นต้นด้วย 2002 และจะต้องมี IPv4 address ที่อยู่ในรูปเลขฐานสิบหก ตามมา เพราะฉะนั้น Prefix ต้องมีความยาวอย่างน้อย ๔๘ บิตตามรูปแบบ 2002:<IPv4 in hex>::/48 เช่น หาก IPv4 address ของเกตเวย์คือ 202.57.124.186 (แปลงเป็นเลขฐานสิบหกได้ CA39:7cBA) IPv6 address ของเกตเวย์อาจเป็น 2002:CA39:7CBA::1/48 การกำหนด Prefix วิธีนี้จะทำให้ทราบหมายเลข IPv4 ของเกตเวย์ปลายทางได้โดยอัตโนมัติ
        จากรูปที่ ๕.๕ เมื่อแพกเกต IPv6 มาถึงเกตเวย์ทางออกที่จะไปยังอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ จะตรวจสอบหมายเลขปลายทาง พบหมายเลขปลายทางถูกกำหนดเป็น 2002:C096:F018::2/128 เกตเวย์สามารถทราบได้ว่า IPv4 address ของเกตเวย์ปลายทางจะต้องเป็น CO96:F018 หรือ 192.150.240.24 จึงกำหนดหมายเลขนี้ใน Destination field ของ IPv4 packet header ที่นำมา encapsulate โดยวิธีการแบบ Fully Automatic Tunnel หรือ 6to4 Tunnel มีความต้องการเบื้องต้นระดับ Network และระดับ Host แสดงดังนี้

ความต้องการระดับ Network

        ก) เราเตอร์หรือเกตเวย์ที่เป็น Dual stacks สำหรับ Tunnel Gateway
        ข) หมายเลข Public IPv4 address หนึ่งหมายเลข สำหรับ Tunnel Gateway
ความต้องการ ระดับ Host ดังนี้
        ก) หมายเลข Public IPv4 address สำหรับโฮต์หนึ่ง หมายเลข
        ข) โฮต์ไม่ควรอยู่หลัง NAT Gateway หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเปิดพอร์ต ๔๑ ที่ NAT Gateway


 

                                                                            
รูปที่ ๕.๕ การทำงานแบบ Fully Automatic Tunnel
 

        ๕.๓ เทคนิคการเปลี่ยนแปลงข้อมูล (Translation)

        เทคนิค NAT-PT (Network Address Translation-Protocol Translation) เป็นวิธีการแปลงข้อมูลโดยมี รายละเอียดของการทำงาน ดังนี้

        ๕.๓.๑ NAT-PT (Network Address Translation-Protocol Translation)
        NAT-PT มีพื้นฐานเช่นเดียวกับการทำ NAT ในเครือข่าย IPv4 เป็นเทคนิคการแปลงหมายเลขไอพีเสมือนว่าคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีหมายเลขไอพีสองตัวสำหรับติดต่อกับเครือข่ายภายในและสำหรับติดต่อกับเครือข่ายภายนอก สำหรับ NAT-PT จะเป็นการแปลงระหว่าง IPv4 address กับ IPv6 address เพื่อใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารกันระหว่างเครือข่ายที่ใช้อินเทอร์เน็ตโพรโทคอลคนละรุ่น เช่น ในรูปที่ ๕.๕ คอมพิวเตอร์ทางซ้ายมือใช้หมายเลข 127.16.1.1 ในการติดต่อกับเครื่องอื่นในเครือข่าย IPv4 ด้วยกัน แต่หากต้องการติดต่อ กับคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง ในเครื่องข่าย  IPv6 จำเป็นต้องส่ง
แพกเกตข้อมูล ผ่านเกตเวย์ NAT- PT เพื่อแปลงหมายเลขต้นทาง จาก 127.16.1.1 ให้เป็นรูปแบบ IPv6 address เช่น 2001:0420:1987:0:2E0:B0FF:
FE6A:412C จะได้ติดต่อกับ IPv6 ได้ โดยมีอุปกรณ์เกตเวย์ NAT-PT นี้ จำคู่หมายเลขนี้ไว้ เพื่อที่ว่าเมื่อได้รับแพกเกตตอบจากเครื่องในเครือข่าย IPv6 โดยมีปลายทางที่ 2001:0420:1987:0:2E0:B0FF:FE6A:412C เพื่อจะได้ทราบว่าควรแปลงกลับเป็นหมายเลข 172.16.1.1


 

                                                                                   
รูปที่ ๕.๖ การทำงานของ NAT-PT
 

        เนื่องจากแอปพลิเคชันบางชนิด เช่น ในบริการชื่อโดเมน (DNS) มีการบรรจุหมายเลข IP Address ในส่วนของ payload ด้วย ทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากเกตเวย์ NAT-PT จะไม่สามารถแปลง IP address นอกเหนือจากส่วนที่อยู่ใน IP เฮดเดอร์ได้ เพราะเกตเวย์ NAT-PT เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานในระดับ Network layer จึงไม่สามารถตรวจสอบว่าแต่ละแพกเกต ที่ผ่านเข้ามาเป็นของแอปพลิเคชันชนิดใด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อีกตัวที่ทำงานในระดับ Application layer สำหรับจัดการกับปัญหานี้ ซึ่งเรียกว่า Application Layer Gateway (ALG) โดยที่เกตเวย์ NAT-PT จะต้องคอยส่งแพกเกตต่อไปยัง ALG และแปลงค่าให้เป็น IP address ใหม่ที่ถูกต้อง


  ๖. เทคนิคสำหรับการปรับเปลี่ยนเวอร์ชันของอินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
   up

      การปรับเปลี่ยนเครือข่ายเพื่อให้ใช้งานกับเครือข่าย IPv6 ได้นั้นมีหลากหลายเทคนิค ซึ่งแต่ละเทคนิคสามารถใช้ควบคู่กันได้ การตัดสินใจเลือกที่จะใช้เทคนิคใดนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะเครือข่ายและการเชื่อมต่อที่ต้องการเป็นสำคัญ เช่น หากผู้ใช้ต้องการติดต่อกับเครือข่าย IPv6 ในขณะที่ ISP ของตนยังไม่เปิดให้บริการเชื่อมต่อแบบ IPv6 ผู้ใช้สามารถลงทะเบียนกับ Tunnel broker หรือ ผู้ที่ให้บริการ tunnel แบบอื่นตั้งค่าให้คอมพิวเตอร์ของตนเป็น Dual stacks แต่หาก ISP นั้นมีบริการการเชื่อมต่อกับเครือข่าย IPv6 อยู่แล้ว ผู้ใช้ควรเลือกวิธีการติดตั้งแบบ Dual stacks
      การใช้งานเครือข่าย IPv6 เป็นลักษณะการใช้งานควบคู่ไปกับ IPv4 อย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทันที แต่หากมีการปรับเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเครือข่ายต้นทาง กลางทาง และปลายทางเป็น IPv6 ทั้งเครือข่ายจะสามารถทำการสื่อสารโดยใช้โพรโทคอล IPv6 โดยตรง หรือเรียกว่า “Native IPv6” ซึ่งเทคนิคการปรับเปลี่ยนจาก IPV4 สู่ IPV6 แสดงดังตารางที่ ๖.๑

                            ตารางที่ ๖.๑ เปรียบเทียบเทคนิคการปรับเปลี่ยนจาก IPV4 สู่ IPV6

เทคนิค
(Name)

การเชื่อมต่อ(Connectivity)

ประเภท
(Type)

สถานที่ติดตั้ง
(Location)

Dual stacks

6to6 over6

ระหว่าง IPv6 และ IPv6 ผ่าน IPv4 หรือระหว่าง IPv4 และ IPv4 ผ่าน IPv6

Dual stacks

ในโฮสต์หรืออุปกรณ์เครือข่าย

Manual

Configured tunnel

ระหว่าง IPv6 และ IPv6 ผ่าน IPv4

Tunnel

ระหว่างโฮสต์และอุปกรณ์เครือข่าย

Tunnel broker

ระหว่าง IPv6 และ IPv6 ผ่าน IPv4

Tunnel

ระหว่างโฮสต์และอุปกรณ์เครือข่าย

6to4 tunnel

ระหว่าง IPv6 และ IPv6 ผ่าน IPv4

Tunnel

ระหว่างโฮสต์และอุปกรณ์เครือข่าย

NAT-PT

ระหว่าง IPv6 และ IPv4

Translator

ในอุปกรณ์เครือข่าย

       ๖.๑ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ที่สนับสนุน IPv6

       ระบบปฏิบัติการที่สนับสนุนการใช้งาน IPv6 (IPv6 Ready) เช่น ระบบปฏิบัติการยูนิกส์ (UNIX) ยูนิกส์ของเอชพี (HP-UX) เอไอเอ็กซ์ (AIX) ระบบปฏิบัติการตระกูล บีเอสดี(*BSD) ลีนุกซ์ (Linux) ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 2000 (MS Windows 2000) เอ็กซ์พี (XP) เอ็นที (NT) 9X Solaris
ระบบปฏิบัติการแมคอินทอช
(MAC OS) Open-VMS เป็นต้น สำหรับระบบปฏิบัติการวินโดวส์(Microsoft Windows) ที่สามารถใช้งาน IPv6 ประกอบด้วย

       ก) Windows 9x มี Trumpet Winsock ซึ่งใช้ IPv6 ได้
       ข)
Windows 2000 ถ้าติดตั้ง Service Pack 1 ขึ้นไปแล้ว จะสามารถดาวน์โหลด TCP/IPv6 มาลง ก็จะใช้งาน IPv6 ได้
       ค)
Windows 2003 Windows XP และ Windows Vista

  ๗. จดหมายเหตุ   up

        การลำดับเหตุการณ์สำคัญของการพัฒนา IPv6 แสดงดังตารางที่ ๗.๑

        ตารางที่ ๗.๑ การนำเสนอลำดับเหตุการณ์สำคัญ


ปี พ
..
(
ค.ศ.)
 


ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
 



๒๕๓๗
(
1994)


องค์กรมาตรฐานการทำงานของอินเทอร์เน็ต (
Internet Engineering Task Force: IETF) เห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานสำหรับ Next Generation Internet Protocol หรือ IPng (ชื่อเดิมของ IPv6) เมื่อวันที่ ๒๕กรกฎาคม และออกเอกสาร   RFC 1752 "The Recommendation for the IP Next Generation Protocol" []. เอกสารดังกล่าวผ่านการเห็นชอบจากInternet Engineering Steering Group (IESG) ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน และกลายเป็น Proposed Standard
 


๒๕๓๘
(
1995)


หน่วยงาน
IETF ประกาศให้อินเทอร์เน็ตโพรโทคอลเวอร์ชัน ๖(IPv6 Specification) เป็นมาตรฐานผ่าน RFC 1883 []


๒๕๓๙
(
1996)


IETF ก่อตั้งเครือข่าย 6bone เพื่อใช้ทดสอบการเชื่อมต่อผ่านโพรโทคอล IPv6


๒๕๔๓
(
2000)


ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(
NECTEC)  เริ่มดำเนินการการเชื่อมต่อแบบ 6to4 Dual-stack Host กับเครือข่าย 6bone เป็นครั้งแรกด้วยระบบปฏิบัติการ MS windowsเดือนกันยายน


๒๕๔๔
(
2001)


โครงการ
Thailand's IPv6 Testbed เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ เดือนตุลาคม






๒๕๔๕

(2002)


เครือข่าย Uninet เป็นเครือข่ายแรกในประเทศไทยที่ ได้รับการจัดสรร IPv6 แอดเดรสจากหน่วยงาน APNIC
ด้วยพรีฟิกซ์
2001:3c8::/32 เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม


การสัมมนา
"Thailand's IPv6 Readiness" จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเปิดบริการเว็บไซต์ http://www.IPv6.nectec.or.th เมื่อวันที่ ๑๖  พฤษภาคม
 


บริษัทอินเทอร์เน็ตประเทศไทยได้รับการจัดสรร
IPv6 แอดเดรสจาก APNIC ด้วยพรีฟิกซ์ 2001:c00:/32
วันที่ ๑๑ กรกฎาคม
 

บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด ได้รับการจัดสรร IPv6 แอดเดรสจาก APNIC ด้วยพรีฟิกซ์ 2001:c38:/32
วันที่ ๗ สิงหาคม


๒๕๔๖

(2003)


ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
(NECTEC) เปิดบริการจัดสรรหมายเลข IPv6 address
ที่ได้รับจาก
6bone ให้แก่บุคคลทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วันที่ ๒๕ มีนาคม






๒๕๔๗

(2004)


บริษัท เอเชียอินโฟเน็ต จำกัด ได้รับการจัดสรร
IPv6 แอดเดรสจาก APNIC ด้วยพรีฟิกซ์ 2001:fb0:/32
วันที่ ๖ มกราคม
 


บริษัท ทีโอที จำกัด ได้รับการจัดสรร
IPv6 แอดเดรสจาก APNIC ด้วยพรีฟิกซ์ 2001:ec0:/32 วันที่ ๑๕ เมษายน
 

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้รับการจัดสรร IPv6 แอดเดรส พรีฟิกซ์ 2001:0F00::/32 จาก APNIC วันที่ ๔ มิถุนายน

จัดตั้ง Thailand IPv6 Forum ขึ้น วันที่ ๑๕ ธันวาคม เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระบบเครือข่าย

การเชื่อมต่อแบบ Native IPv6 ครั้งแรกภายในประเทศไทยระหว่าง
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กับ บมจ
. กสท โทรคมนาคม วันที่  ๒๒ ธันวาคม


๒๕๔๘

(2005)


ทำการเชื่อมต่อแบบ
Native IPv6 ระหว่างประเทศครั้งแรก ระหว่างเครือข่าย ThaiSARN กับเครือข่าย JGN2
ของประเทศญี่ปุ่น




๒๕๔๙

(2006)


Thailand IPv6 Forum จัดงาน Thailand IPv6 Summit ครั้งแรกขึ้นระหว่างวันที่ ๒ ถึง ๔ พฤษภาคม


ทั่วโลกประกาศยกเลิกการให้บริการเครือข่ายทดสอบ
6bone และยกเลิก IPv6 Prefix ชุด 3FFE::/16
วันที่ ๖ มิถุนายน
[]
 


ทำการเชื่อมต่อแบบ
Native IPv6 ระหว่างเครือข่าย ThaiSARN เครือข่าย ThaiREN และเครือข่าย TEIN2
 


๒๕๕๐

(2007)


Thailand IPv6 Forum ได้รับการจดทะเบียนเป็นสมาคมไอพีวี ๖ ประเทศไทย
และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกาศใช้กรอบนโยบาย
IPv6 เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน


  ๘. 
บรรณานุกรม  up

[๑] D.Waddington and F. Chang. “Realizing the Transition to IPv6,” IEEE Communications Magazine, June 2002.

[๒] B. Carpenter and K. Moore, “Connection of IPv6 Domains via IPv4 Clouds,” RFC3056, February 2001
 
[๓] A. Durand, and Groups, “IPv6 Tunnel Broker,” RFC 3053, January 2001.

[๔] G. Tsirisis and P. Srisuresh “Network Address Translation – Protocol Translation (NAT-PT),” RFC 2766, February 2000.

[๕] Benoit Lourdelet, “Cisco IOS NAT-PT for IPv6,” White Paper, May 2003.

[๖] P. Srisuresh and Groups, “DNS extensions to Network Address Translator (DNS_ALG),” RFC 2694, September 1999.

[๗] S. Bradner, A. Mankin, “The Recommendation for the IP Next Generation Protocol,” RFC 1752, January 1995.
 
[๘] S. Deering, R. Hinden, “Internet Protocol, Version 6 (IPv6) Specification,” RFC 1883, December 1995.

[๙] R. Fink, R. Hinden, “6bone (IPv6 Testing Address Allocation) Phaseout,” RFC 3701, March 2004.