สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ (ไทย อังกฤษ)
 การสื่อสารข้อมูลและ
เครือข่ายช่วงเริ่มต้น ปี ค.ศ. 1950-1969
(พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๕๑๒)
กำเนิดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตช่วงปี ค.ศ. 1970-1984
(พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๒๗)
 อินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ช่วงปี ค.ศ. 1985-1995
(พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๓๘)
 จดหมายเหตุ (Milestone)
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมฯ อื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   ประวัติการสื่อสารโทรคมนาคมโลก ๔ – การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
   (History of World Telecommunications: Internet)

    ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร ไอทริเปิลอี
    และกองบรรณาธิการ
 

  ๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  สถาบันแรนด์ (RAND Corporation)

       
สถาบันที่ก่อตั้งขึ้น โดยไม่หวังผลกำไร มีจุดมุ่งหมายในการให้ความช่วยเหลือ ด้านการปรับปรุงนโยบาย และการตัดสินใจเพื่อการวิเคราะห์และวิจัย
        ทางด้านการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มก่อตั้งขึ้นปี ค.ศ. 1946 (พ.ศ. ๒๔๘๙)

  ระบบเซจ (Semi-Automatic Ground Environment: SAGE)

         ระบบเครือข่ายสำหรับใช้ในการทหาร โดยเป็นการทำงานร่วมกัน ของสถานีเรดาร์ต่างๆ กับศูนย์บังคับการการป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อป้องกัน
         เครื่องบินทิ้งระเบิด และเป็นระบบที่ต่อมาทำให้เกิดแนวคิดการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ขึ้น


  โทรพิมพ์ (Teleprinter)

         ระบบโทรคมนาคมที่ใช้อุปกรณ์คล้ายเครื่องพิมพ์ดีดในการพิมพ์และปรุแถบตัวอักษรโดยใช้การแปลงข้อมูลเป็นสัญญาณไฟฟ้า ส่งผ่านสายโทรเลข
         เมื่อถึงปลายทางสัญญาณไฟฟ้า จะบังคับให้เครื่องโทรพิมพ์ แสดงข้อความออกมา

  การสลับกลุ่มข้อมูล (Packet Switching)

        การสลับกลุ่มข้อมูล เป็นการแบ่งส่วนของข้อมูล ออกเป็นกลุ่มข้อมูลหรือแพกเกต (Packet) และการจัดการข้อมูลในการส่งกลุ่มข้อมูลนั้น ไปตาม
        ช่องทางการสื่อสาร ซึ่งหนึ่งช่องทางการสื่อสาร สามารถมีการส่งกลุ่มข้อมูลได้หลายกลุ่ม และมีการตรวจสอบหรือเปรียบเทียบกลุ่มข้อมูลกลับคืนที่
        ปลายทาง

  โพรโตคอลการสื่อสารทีซีพี/ไอพี (Transmission Control Protocol/Internet Protocol: TCP/IP)

        โพรโตคอลทางการสื่อสารข้อมูล ที่มีการทำงานเป็นสองส่วน คือ ส่วนระหว่างแม่ข่าย (Transmission Control Protocol: TCP) เป็นเกณฑ์ วิธีการ
        ส่งข้อมูลของแม่ข่ายถึงแม่ข่ายและส่วนของการสื่อสาร ระหว่างเครือข่าย (Internet Protocol: IP) เป็นเกณฑ์วิธีการส่งข้อมูลข้ามเครือข่ายช่น จาก
        แม่ข่ายไปยังอุปกรณ์สลับกลุ่มข้อมูลหรือจากระหว่างอุปกรณ์สลับกลุ่มข้อมูลเอง เป็นต้น ซึ่งการสื่อสารข้อมูลเกิดจากการประสานการทำงานของทั้ง
        สองส่วนการทำงานที่มีการใช้งานอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

  โครงการอาร์พาเน็ต (ARPANET)

       โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทางการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานคือ แม่ข่ายคอมพิวเตอร์ สำหรับจัดสรรเวลา
       หน่วยประมวลผลข่าวสารการเชื่อมต่อของการสลับกลุ่มข้อมูล หรือไอเอ็มพี (Packet-Switching Interface MessageProcessor: IMPs) และสาย
       โทรศัพท์เช่าสัญญาณขนาด ๕๖ กิโลบิตต่อวินาที (KBit/sec) ซึ่งในเวลาต่อมาได้ขยายตัวจนกลายเป็นระบบอินเทอร์เน็ต
 

  ๒. บทคัดย่อ   up

       การสื่อสารข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมีประวัติความเป็นมา โดยเริ่มจากระบบการคำนวณเชิงอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สำหรับเครือข่ายทางการทหารในต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1950 (ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๓) ที่ผลักดันให้เกิดแนวคิดของเทคโนโลยีพื้นฐานในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นได้มี    นักวิจัยจำนวนมากที่ได้คิดค้นและนำเสนอแนวความคิดเพื่อพัฒนาอินเทอร์เน็ต ซึ่งแนวคิดหลักเริ่มในปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. ๒๕๐๗) ลีโอนาร์ด ไคลน์ร็อกได้พัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยทักษะการประยุกต์ใช้งานทฤษฎีการจัดลำดับสำหรับโครงข่ายที่สามารถจัดเก็บและส่งต่อข้อมูล ต่อมาพอล บาราน วิศวกรจากแรนด์ ได้เริ่มแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายการสื่อสารที่สามารถทำงานได้โดยการสื่อสารแบบแจกกระจาย ต่อจากนั้นโดนัลด์ วัตต์
เดวีส์ ได้ทำการพัฒนาระบบ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบของบาราน โดยนิยามคำว่ากลุ่มข้อมูล หรือแพกเกตและการสลับกลุ่มข้อมูลขึ้น จึงมีการนำเอางานของไคลน์ร็อก บาราน และเดวีส์มาประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรกในการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโครงการอาร์พาเน็ตและต่อมาได้มีการออกแบบเกณฑ์วิธีหรือโพรโตคอลสำหรับการสื่อสารข้ามเครือข่าย ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. ๒๕๒๑) วินตัน เคิร์ฟ จอน โพสเทล และแดนนี่ โคเฮน ได้นำเสนอโพรโคอลทีซีพี/ไอพีที่ได้รับความนิยมจนกลายเป็นมาตรฐานของระบบเครือข่ายการสื่อสาร ทำให้การสื่อสารข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เป็นการสื่อสารเชิงพาณิชย์มากขึ้น ต่อเนื่องมาในปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. ๒๕๓๓)ได้มีนำเสนอระบบโกเฟอร์ ที่เป็นพื้นฐานของการระบุตำแหน่งข้อมูลข่าวสารบนเครือข่ายซึ่งได้พัฒนาเป็นเวิลด์ไวด์เว็บในลำดับต่อมา นอกจากการขยายเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลแล้ว ยังมีการพัฒนาการประยุกต์ใช้งานเครือข่ายให้มีความ
หลากหลาย ต่อมา เช่น การพัฒนาเครื่องมือการสืบค้น การพัฒนาส่วนของโปรแกรมสำหรับดูเว็บ เพื่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


  Abstract
  up

         Generally, the internet is a global system of interconnected computer networks, joining many government, university, and private computers together. Prior to that widespread internetworking that led to the foundation of the internet, several research programs began to create principles of networking between separated physical networks, including the development of packet switching technique. Project participants include Donald Davies (NPL), Paul Baran (RAND Corporation), and Leonard Kleinrock's MIT and UCLA research programs. Consequently, it resulted to the development of several packet switched networking solutions in the late 1960s and 1970s, including the ARPANET. Later, the application of that packet switching guided to develop a protocol for inter-networking, where multiple different networks could be joined together into a super-framework of networks. Next by defining a common network system, the internet protocol suite (TCP/IP) was then released by Vinton Cerf, Jon Postel, and Danny Cohen in 1978. This spread of the inter-network resulting to form the idea of a global inter-network that then be called internet.


  ๓. การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายช่วงเริ่มต้น ปี ค.ศ. 1950-1969 (พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๕๑๒)
  up

         ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1950 (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๓) เป็นช่วงเริ่มต้นของการสื่อสารเชิงข้อมูลนอกจากข้อมูลเสียงและภาพ รวมทั้งการคำนวณเชิงอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ที่ได้เกิดขึ้นเป็นการแตกแขนงของโครงการการคำนวณด้วยความเร็วสูงเพื่อภารกิจในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. ๒๔๙๒) กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนการสร้างระบบการคำนวณเชิงอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้สำหรับเครือข่ายความมั่นคงหรือทางการทหารโดยใช้ชื่อว่าเซจ (Semi-Automatic Ground Environment: SAGE) ซึ่งเซจนี้ถูกสร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1950 ถึง ค.ศ. 1956 (พ.ศ. ๒๔๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๙๙) เป็นระบบการทำงานร่วมกันของสถานีเรดาร์ต่างๆ กับศูนย์บังคับการการป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อสกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิด อัน
ประกอบด้วยศูนย์บัญชาการยี่สิบสามศูนย์ซึ่งแต่ละศูนย์สามารถเฝ้าติดตามอากาศยานได้ถึงสี่ร้อยลำ แม้ว่าเครื่องควบคุมหรือคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องของเซจจะไม่สามารถติดต่อระหว่างกันได้โดยตรง แต่เทคโนโลยีที่จะติดต่อสื่อสารของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องก็ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาและได้กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในเวลาต่อมาเช่น ระบบคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ระบบแรกที่มีชื่อว่าเซบรี (SABRE) เพื่อการสำรองตั๋วเดินทางสำหรับสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ (American Airline) ซึ่งสร้างโดยบริษัทไอบีเอ็ม (IBM) ในปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. ๒๕๐๗)
เซบรีนี้เป็นระบบที่ได้รับผลโดยตรงมาจากโครงการเซจและมีวิศวกรจากโครงการทางทหารของเซจเข้าร่วมดำเนินการเป็นจำนวนมาก ระบบนี้ใช้โมเด็มเป็นอุปกรณ์สำคัญในการส่งสัญญาณข้อมูลผ่านไปในช่องสัญญาณแอนะล็อกของสายโทรศัพท์ปกติ โดยมีความเร็วอยู่ที่ประมาณ ๑,๒๐๐ บิตต่อวินาที (Bit/sec) ซึ่งระบบเครื่องแปลงรหัสเสียง สำหรับการส่งรหัสลับทางทหารก็ได้ใช้วิธีการเดียวกันนี้คือ การส่งสัญญาณเสียงที่แปลงเป็นข้อมูลผ่านทางโมเด็มเพื่อใช้ในภารกิจการติดต่อสื่อสารที่ต้องการความปลอดภัย [๑]
         ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1960 (ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓) ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลขึ้น จากความคิดว่าการสลับวงจรหรือการสลับช่องสัญญาณเพื่อเชื่อมต่อการสื่อสารแบบเดิมนั้นเป็นวิธีที่ยุ่งยากสำหรับการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์ โดยในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. ๒๕๐๔ (ค.ศ. 1961) ลีโอนาร์ด ไคลน์ร็อก (Leonard Kleinrock) ได้เสนอหัวข้อสำหรับวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกขณะศึกษาอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งมลรัฐแมสซาชูเซตส์ (MIT) เรื่องการส่งถ่ายข่าวสารในโครงข่ายการสื่อสารขนาดใหญ่ (Information Flow in Large Communication Nets) และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้ตีพิมพ์หนังสือที่ชื่อว่า เครือข่ายการสื่อสาร (Communication Nets) โดยไคลน์ร็อกได้สร้างประโยชน์มากจากการที่ได้พัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ด้วยทักษะการประยุกต์ใช้งานทฤษฎีการจัดลำดับ (Queuing Theory) สำหรับโครงข่ายที่สามารถจัดเก็บและส่งต่อข้อมูล (Store-and-Forward) ซึ่งผลงานของไคลน์ร็อกนี้ได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจของวิศวกรสื่อสารที่มีต่อวิธีการสลับข้อความ (Message Switching) ซึ่งวิธีการแบบใหม่ที่ได้เข้ามาแทนที่การสลับตัดต่อวงจรแบบเดิม ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการสื่อสารเชิงข้อมูลมากขึ้น
         ช่วงเวลาเดียวกันนั้น พอล บาราน (Paul Baran) วิศวกรจากแรนด์ (RAND Corporation) ได้เริ่มแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายการสื่อสารที่สามารถทำงานได้แม้ว่าสหรัฐอเมริกา จะถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๓ บารานได้นำเสนอเทคนิคการสื่อสารที่มีชื่อว่า การสื่อสารแบบแจกกระจาย (Distributed Communication) ซึ่งแต่ละหน่วยของการสื่อสาร (Communication Node) สามารถเชื่อมต่อไปยังจุดอื่นๆ ของการสื่อสารได้หลายจุด ด้วยเหตุนี้การสลับสัญญาณหรือช่องสัญญาณจึงสามารถกระจายไปกับหน่วยต่างๆ ของโครงข่ายได้ ทำให้โครงข่ายมีระดับความปลอดภัยที่สูงขึ้นหรือมีการกระจายความเสี่ยงไปในโครงข่าย หากถูกโจมตีเสียหายในส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็ยังคงมีโครงข่ายส่วนอื่นเหลืออยู่
         สำหรับการส่งผ่านข้อมูลให้ได้จำนวนมากผ่านเครือข่ายดังกล่าวโดยไม่รอเส้นทางการสื่อสารเฉพาะหรือทำให้เกิดการส่งแบบกระจายแยกกันออกไป บารานได้นำวิธีการสลับข้อความมาใช้กับการส่งข่าวสารข้อมูล โดยการแปลงข้อมูลข่าวสารปริมาณมากให้อยู่ในรูปแบบของสัญญาณดิจิทัลและจัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๑,๐๒๔ บิต แล้วจึงส่งไปในเครือข่ายโดยมีหัวเรื่อง (Header) ที่จะแสดงข้อมูลเส้นทางผู้รับแนบไปกับแต่ละกลุ่มข้อมูล โดยข้อความที่ส่งไปแต่ละกลุ่มจะมาจากเส้นทางที่แตกต่างกันและถูกนำไปรวบรวมหรือจัดเรียงโครงสร้าง เพื่อแปลงคืนเป็นข่าวสารตั้งต้นที่หน่วยรับปลายทาง
          บารานได้อธิบายระบบที่นำเสนออย่างละเอียดในเอกสารตีพิมพ์ของแรนด์ฉบับฤดูร้อนปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. ๒๕๐๗โดยอยู่ในหัวข้อเรื่อง “บนพื้นฐานการสื่อสารแบบแจกกระจาย (On Distributed Communications)” ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดนัลด์ วัตต์ เดวีส์ (Donald Watt Davies) จากสหราชอาณาจักร ได้ทำการพัฒนาระบบที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบของบาราน โดยเดวีส์ได้นิยามคำว่ากลุ่มข้อมูลหรือแพกเกต (Packet) และการสลับกลุ่มข้อมูล (Packet Switching) ขึ้น เพื่อใช้อธิบายความหมายของการแบ่งส่วนข้อมูลและโพรโทคอลการจัดการข้อความ สำหรับใช้งานในระบบที่กว้างขึ้น ทั้งบารานและเดวีส์ต่างก็เป็นผู้สรรค์สร้าง วิธีการสลับกลุ่มข้อมูลของตนเองขึ้นมาเพื่อให้เป็นวิธีการที่ดีที่สุด สำหรับการส่งข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลายปีต่อมาจากนั้นแนวคิด ของทั้งสองได้ถูกนำมารวมกัน และนำไปใช้งานในโครงการอาร์พาเน็ต (ARPANET)[๑][๒] โดยมีลอว์เรนซ์ จี โรเบิร์ต (Lawrence G. Robert) รับผิดชอบเป็นผู้อำนวยการโครงการคนแรก ในที่สุดแนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลแบบใหม่ทั้งหมดได้ทำให้ทั้ง ไคลน์ร็อก บาราน เดวีส์ และโรเบิร์ต ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติด้านอินเทอร์เน็ตจากสมาคมไอทริเปิลอี (IEEE Internet Award) เมื่อปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. ๒๕๔๓) [๓]
         ช่วงเวลาระหว่างปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1960 จนถึงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1970 นั้น (ช่วงก่อนและหลัง พ.ศ. ๒๕๑๓) ได้มีการนำเทคนิคการสลับกลุ่มข้อมูล (Packet Switching) มาใช้เป็นครั้งแรกในการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโครงการอาร์พาเน็ต (ARPANET) ซึ่งโครงการนี้เป็นการนำเอางานของไคลน์ร็อก บาราน และเดวีส์มาประยุกต์ใช้ โดยได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากอาร์พา หรือสำนักงานโครงการวิจัยระดับก้าวหน้าของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (United States Department of Defense’s Advance Research Projects Agency : ARPA) ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๐๕ อาร์พาได้ก่อตั้งสำนักงานการจัดการสารสนเทศหรือไอพีทีโอ (Information Processing Techniques Office: IPTO) เพื่อสนับสนุนงานด้านนี้โดยเฉพาะ ทำให้อาร์พาได้กลายเป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับงานวิจัยทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และสนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าในหลายๆ ด้านของเทคโนโลยีการคำนวณ (Computing Technology) รวมไปถึง คอมพิวเตอร์กราฟิก (Computer Graphics) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การจัดสรรเวลา (Time-Sharing) และวิทยาการเครือข่าย (Networking) ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๙ อาร์พาได้สร้างโครงการเชื่อมโยง ศูนย์คำนวณประมวลผลหรือศูนย์คอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้น
         ช่วงเริ่มต้นของโครงการ แผนงานของอาร์พาเน็ตได้นำเอาเทคนิคการสลับกลุ่มข้อมูล (Packet Switching) มาใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งในเครือข่ายแทนการใช้เทคนิควงจรสลับสัญญาณหรือข้อความแบบเดิม สำหรับเทคนิคการสลับกลุ่มข้อมูลยังมีข้อจำกัดคือ ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูงกว่า ๒,๔๐๐ บิตต่อวินาที เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโรเบิร์ต ดับเบิลยู ลักกี (Robert W. Lucky) จากเบลล์แล็บจึงได้พัฒนาโมเด็มปรับแต่งสัญญาณแบบปรับเปลี่ยนสถานะได้(Adaptively Equalized Modem)ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๘ อุปกรณ์นี้จะปรับแต่งเฟส (Phase) และแอมพลิจูดหรือขนาด (Amplitude) ของพัลส์คลื่นให้เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของช่องสัญญาณหรือสายส่ง การปรับแต่งสัญญาณแบบปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้สูงถึง ๑๔,๔๐๐ บิตต่อวินาที
           โครงสร้างพื้นฐานของอาร์พาเน็ตประกอบด้วย แม่ข่ายคอมพิวเตอร์สำหรับจัดสรรเวลา หน่วยประมวลผลข่าวสารการเชื่อมต่อของการสลับกลุ่มข้อมูลหรือไอเอ็มพี (Packet-Switching Interface Message Processor : IMPs) และสายโทรศัพท์เช่าสัญญาณขนาด ๕๖ กิโลบิตต่อวินาที (KBit/sec) จากบริการ ของบริษัทเอทีแอนด์ที ซึ่งงานพัฒนาส่วนใหญ่คือ การสร้างไอเอ็มพี โดยเมื่อต้นปี ค.ศ.1969(พ.ศ.๒๕๑๒) โรเบิร์ตได้ตัดสินใจ  ทำสัญญาจ้าง
บริษัทโบลต์ เบราเนก แอนด์ นิวแมน หรือบีบีเอ็น (Bolt Beranek and Newman Corporation : BBN) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่มีความชำนาญพิเศษด้านเทคนิคเสียง (Acoustic) และระบบการคำนวณ (Computing Systems) เดือนกันยายนปีเดียวกันนั้น วิศวกรจากบีบีเอ็นและกลุ่มวิจัยของลีโอนาร์ด ไคลน์ร็อกได้ทำการติดตั้งไอเอ็มพีเป็นครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองลอสแองเจลิส (University of California, Los Angeles : UCLA) ซึ่งบีบีเอ็นได้ติดตั้งระบบและเชื่อมโยงสี่ศูนย์หรือโนดเริ่มแรกระหว่างมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองลอสแองเจลิส (UCLA) สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด (Stanford Research Institute : SRI) มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองซานตาบาร์บารา (UC Santa Barbara) และมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐยูทาห์ (University of Utah) ได้สำเร็จในปลายปีนั้น ทำให้อาร์พาเน็ตสามารถเริ่มทำการส่งข่าวสารที่เป็นข้อความระหว่างกันโดยผ่านทั้งสี่ศูนย์ได้

 

  ๔. กำเนิดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตช่วงปี ค.ศ. 1970-1984 (พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๒๗)  up

         ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ ค.ศ. 1965 (ประมาณช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๘) วิวัฒนาการของเครือข่ายการติดต่อสื่อสารได้ปรับเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีพื้นฐานแบบแอนะล็อกทั้งในการสื่อสัญญาณ (Transmission) และการสลับคู่สายหรือช่องสัญญาณ (Switching) มาเป็นเทคโนโลยีแบบดิจิทัล ควบคู่ไปกับเหตุการณ์ด้านการจัดการสัญญาณ ระหว่างปี ค.ศ. 1972 ถึง 1983 (พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึง ๒๕๒๖) อาร์พาเน็ต (ARPANET) เครือข่ายการสื่อสารข้อมูลที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสองประการคือ การเปลี่ยนไปเป็นเครือข่ายการสื่อสารที่มีการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางขึ้นหรือได้กลายเป็นอินเทอร์เน็ต รวมทั้งศักยภาพในการให้บริการเชิงพาณิชย์ของเครือข่ายที่ขยายใหญ่ขึ้นเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเช่นกัน โดย ณ ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๔ อาร์พาเน็ตได้เปิดให้บริการเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันถึงสิบห้าเครือข่าย ณ จุดนี้เครือข่ายอาร์พาเน็ตได้พัฒนารวมเอาพื้นฐานความก้าวหน้าที่มีความหลากหลายเข้าด้วยกัน ทั้งเทคนิคด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
     จากข้อจำกัดในการให้บริการเชิงพาณิชย์ของเครือข่ายอาร์พาเน็ต ทำให้ในคริสต์ทศวรรษต่อมาแนวทางของอาร์พาเน็ตได้ปรับเปลี่ยนไปจากการที่เครือข่ายหนึ่งใดๆ มีการเชื่อมต่ออยู่กับหน่วย (Site) ต่างๆ ที่มาเชื่อมต่อด้วยจำนวนมากนั้นมาเป็นระบบเครือข่าย ที่มีการเชื่อมโยงข้ามเครือข่าย ในลักษณะที่เกือบจะไม่มีข้อจำกัดสำหรับการขยายการเชื่อมต่อนั้นๆ หรือได้กลายเป็นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต(Internet) โดยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนี้ ได้รับการพัฒนาที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นจากความสามารถของอาร์พาเน็ตเดิมทั้งทางด้านขนาดของเครือข่ายและศักยภาพ รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ที่ได้นำมาใช้งาน สำหรับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้การพัฒนาของอินเทอร์เน็ต ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ
อาร์พาเน็ตที่ได้วางแผนการไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งก็เป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกันกับกรณีของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) เนื่องจากจุดมุ่งหมายเดิมของผู้ออกแบบอาร์พาเน็ตต้องการสร้างระบบขึ้นเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการทรัพยากรต่างๆ บนเครือข่ายสื่อสาร อาทิ การเชื่อมต่อแฟ้มข้อมูลระยะไกลหรือการเข้าถึงไฟล์ข้อมูลจากภายนอก(Remote File Access) และการจัดสรรเวล (Time-Sharing) เพื่อการใช้งานทรัพยากรนั้นๆ แต่กลับกลายเป็นว่าอาร์พาเน็ตได้รับความนิยมอย่างมากเพื่อการใช้งานอีเมลแทน
        การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอาร์พาเน็ต ไปเป็นอินเทอร์เน็ตดังกล่าว เป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ของนักวิจัยของโครงการอาร์พาที่เกี่ยวข้อง คือ โรเบิร์ต คาห์น (Robert Kahn) และวินตัน เคิร์ฟ (Vinton Cerf) ซึ่งสถาปัตยกรรมของระบบอินเทอร์เน็ตที่ทั้งสองได้เสนอขึ้นนั้น ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่มีการกระจายตัว  และความยืดหยุ่นเพียงพอ ที่จะอำนวยความสะดวก  ให้กับการจัดเรียงการใช้งาน  และกลุ่มผู้ใช้งานใน
เครือข่ายได้ดี ทั้งนี้เรื่องราวดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ลอเรนซ์ โรเบิตส์ ออกจากอาร์พาไปเป็นผู้บริหารของบริษัทเทเลเน็ตที่ได้แตกตัวขยายมาจาก บีบีเอ็น ซึ่งโรเบิร์ต คาห์นได้เข้าไปร่วมงานกับไอพีทีโอ (Information Processing Techniques Office: IPTO) หรือสำนักงานเทคนิคการประมวลข่าวที่เป็นหน่วยงานเพื่อภารกิจทางการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ในตำแหน่งผู้จัดการโครงการ โดยต่อมาทั้งคาห์น และเคิร์ฟได้พยายามออกแบบเกณฑ์วิธี หรือโพรโทคอลสำหรับการติดต่อสื่อสาร ให้มีความยืดหยุ่นเหมาะสม สำหรับการเชื่อมต่อข้ามเครือข่าย โดยมีความหลากหลายของระบบคอมพิวเตอร์ที่มาใช้งานร่วมกันอยู่
         เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๖ (ค.ศ. 1973) เคิร์ฟได้จัดงานสัมมนาขึ้น ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) เพื่อนำเสนอผลการออกแบบระบบอินเทอร์เน็ตและโพรโทคอลสำหรับเครื่องแม่ข่าย (host) ที่เรียกว่าทีซีพี (Transmission Control Protocol : TCP) ซึ่งทีซีพีรุ่นแรกก็ได้ถูกกำหนดใช้งานในหนึ่งปีต่อมา ในส่วนของบริษัทบีบีเอ็นได้พัฒนาทีซีพีขึ้นมาใช้งานกับระบบปฏิบัติการเทเนกซ์ (TENEX) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๘ (ค.ศ. 1975) ซึ่งประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อเครือข่ายวิจัยภายในเข้ากับเครือข่ายอาร์พาเน็ต อีกทั้งได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด  ทำการทดลองเชื่อมต่อทีซีพีระหว่างกันในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๘ และในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ บีบีเอ็นได้ติดตั้งเกตเวย์ (Gateway) ทดลอง เพื่อทดสอบโพรโทคอลทีซีพีสำหรับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำให้สามารถพบข้อบกพร่อง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบให้มีความก้าวหน้าต่อไป
         ช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๐ (ค.ศ. 1977) ได้มีการทดลองทีซีพีฉบับปรับปรุงใหม่ โดยการส่งกลุ่มข้อมูล(Packets) จากรถตู้บนถนนในมลรัฐแคลิฟอร์เนียผ่านทางคลื่นวิทยุ(Packet Radio)ไปยังเกตเวย์(Gateway) หรือศูนย์ปลายทางของอาร์พาเน็ต ไปยังเกตเวย์ของเครือข่ายการสื่อสารดาวเทียมที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออก(ประเทศสหรัฐอเมริกา) เพื่อเชื่อมต่อไปยังทวีปยุโรป และสุดท้ายได้ส่งกลับมาผ่านเครือข่ายอาร์พาเน็ตไปยังรถตู้ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งการทดลองนี้ได้ข้อสรุปทางด้านความสามารถของอินเทอร์เน็ต และแสดงถึงความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างระบบการสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุ ระบบโทรศัพท์และการสื่อสารผ่านดาวเทียมเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายสำหรับการสื่อสารได้
        สำหรับการปรับปรุงความเหมาะสมของเกณฑ์วิธีการสื่อสารหรือโพรโทคอล ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ (ค.ศ. 1978) วินตัน เคิร์ฟ (Vinton Cerf) จอน โพสเทล (Jon Postel) และแดนนี่ โคเฮน (Danny Cohen)ได้นำเสนอให้แตกองค์ประกอบของโพรโทคอลทีซีพีออกเป็นสองส่วนคือ เกณฑ์วิธีแม่ข่ายถึงแม่ข่าย (Host-to-Host Protocal) ภายในเครือข่าย (ทีซีพี - TCP) และ เกณฑ์วิธีข้ามเครือข่ายหรือไอพี (Internet Protocol : IP) ซึ่งทั้งสองวิธีเป็นที่รู้จักในชื่อ เกณฑ์วิธีการควบคุมการส่งผ่านตามมาตรฐานอินเทอร์เน็ตหรือทีซีพี/ไอพี (TCP/IP) การทำงานของไอพีนี้จะเป็นการส่งผ่านแต่ละแพกเกตระหว่างเครื่องเช่น จากแม่ข่ายไปยังอุปกรณ์สลับกลุ่มข้อมูลหรือแพกเกต (Packet switch) หรือส่งผ่านระหว่างอุปกรณ์สลับกลุ่มข้อมูลเอง เป็นต้น ในขณะที่ทีซีพี จะทำหน้าที่สั่งการแพกเกตเหล่านี้ เพื่อจัดการการเชื่อมโยงระหว่างแม่ข่าย ซึ่งในช่วงห้าปีต่อมา ระบบอาร์พาเน็ตได้นำทีซีพี/ไอพีเข้ามาใช้แทนที่โปรแกรมควบคุมเครือข่าย (Network Control Program) แบบเดิมในทุกแม่ข่ายของอาร์พาเน็ตเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ จนกระทั่งเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ทีซีพี/ไอพีได้ถูกใช้งานอยู่ในทุกแม่ข่าย
         ภายหลังการเปลี่ยนแปลงจากเครือข่ายอาร์พาเน็ตไปเป็นทีซีพี/ไอพี โครงการอาร์พาได้ดำเนินการพัฒนาอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมอีกสองขั้นตอน เพื่อให้เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป นอกเหนือจากวงการทหารและการศึกษา โดยขั้นแรกได้จำแนกกลุ่มผู้ใช้งานด้านการทหารของอาร์พาเน็ต ออกจากกลุ่มนักวิจัยหรือนักวิชาการ เนื่องจากความลำบากในการใช้งานร่วมกัน ซึ่งเครือข่ายเพื่อการทหาร ได้แยกตัวออกมาในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET) สำหรับขั้นตอนที่สองนั้นคือ การดำเนินการให้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตได้เปิดเป็นบริการเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะกับเกณฑ์วิธีหรือโพรโทคอลทีซีพี/ไอพี ซึ่งบริษัทด้านคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทั้งหลายจึงได้รับผลพลอยได้จากการเปิดโอกาส และในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ (ค.ศ. 1990) ทีซีพี/ไอพีเป็นโพรโตคอลที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จนกลายเป็นมาตรฐานของระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูล
        การพัฒนาที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๖ (ค.ศ. 1972 ถึง ค.ศ. 1983) เครือข่ายอาร์พาเน็ตได้ปรับเปลี่ยนแปลงรูปแบบครั้งสำคัญ ทั้งการเปลี่ยนจากรูปแบบเครือข่ายเดิมมาใช้เกณฑ์วิธีแบบทีซีพี/ไอพีทั้งหมด หรือการที่กองทัพได้แยกตัว เพื่อสร้างเครือข่ายสื่อสารเพื่อใช้งานเองต่างหาก รวมทั้งการขยายตัวของระบบอาร์พาเน็ต  จนกลายเป็นระบบอินเทอร์เน็ต จากพัฒนาการดังกล่าว  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ทางแนวคิด  ของระบบ
เครือข่ายการสื่อสารคอมพิวเตอร์ จากแนวคิดเดิมเพื่อเชื่อมต่อกันระหว่างคอมพิวเตอร์มาเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีรูปแบบที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน  จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๗ กว่าหนึ่งร้อยมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป ได้ประสบผลสำเร็จในการเชื่อมโยงเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต
        ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๓ (ค.ศ. 1980 ถึง ค.ศ. 1990) จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขนาดเล็กระดับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยปฏิบัติการวิจัยทางการทหารได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งการเพิ่มสูงขึ้นของจำนวนเครือข่าย จำนวนคอมพิวเตอร์ และจำนวนผู้ใช้งาน โดยที่ในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1990 นั้น ผู้ใช้จำนวนมากที่ได้เริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตพบว่า ศักยภาพของอินเทอร์เน็ตคือ การเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร สถานที่พบปะสาธารณะ แหล่งเพื่อความบันเทิงและสถานที่ ที่มีการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวได้ การขยายตัวหรือการเจริญเติบโตที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว จากเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพียง ๒,๐๐๐ เครื่อง ได้เพิ่มจำนวนเป็น ๓๐,๐๐๐ เครื่องในปลายปี พ.ศ.๒๕๓๐ และเพิ่มสูงขึ้นอีกในเวลาต่อมา ซึ่งการขยายตัวอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นจากการปรับมาตรฐานโครงสร้างหรือสถาปัตยกรรมการทำงานของอินเทอร์เน็ตโดยคาห์นและเคิร์ฟ ในช่วงที่อินเทอร์เน็ตมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วนั้น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี (Personal Computer : PCs) ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปและในเชิงธุรกิจมากขึ้นควบคู่ กับปรากฏการณ์ของอินเทอร์เน็ต ดังตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สามารถขายได้ถึง
๓.๕ ล้านเครื่องและนิตยสารไทม์ (Time Magazine) ได้เรียกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลว่า ที่สุดแห่งปี (Man of the Year)[๓] จนมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๘ สจวร์ต แบรนด์ (Stewart Brand) ได้ก่อตั้งระบบเวลล์ขึ้น (Whole Earth Lectronic Link: WELL) เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยระบบเวลล์นี้เป็นที่รู้จักภายในเวลารวดเร็วเนื่องจากเป็นระบบเสรีที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถแลกเปลี่ยนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลและข่าวสารผ่านเครือข่ายของระบบเวลล์ได้
 

  ๕. อินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ช่วงปี ค.ศ. 1985-1995 (พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๓๘)  up

         ปี พ.ศ.๒๕๓๔ (ค.ศ.1991) มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือเอ็นเอสเอฟ (National Science Foundation : NSF) ได้ประกาศแผนสำหรับพัฒนาอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ ภายใต้แผนการพัฒนา ดังกล่าว การให้บริการจะดำเนินการโดย  กลุ่มผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ
ไอเอสพี (Internet Service Providers : ISPs) ที่มีความสามารถในการแข่งขันได้ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแต่ละรายจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายหลัก (Backbones) กับคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายระดับเล็กของลูกค้าเช่น แลน (Local Area Network: LAN) เป็นต้น รวมทั้งไอเอสพีต้องอนุญาตให้มีการเชื่อมต่อระหว่างไอเอสพีด้วยกันเอง จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๘ (ค.ศ.1995) รัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาได้ยุติการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นทางการ ทำให้อินเทอร์เน็ตมีการเติบโตอย่างมากและกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคนอเมริกัน จึงทำให้การบริการพาณิชย์ออนไลน์และอุตสาหกรรมทางด้านคอมพิวเตอร์มีการขยายตัวด้วยเช่นกัน
      การพัฒนาการประยุกต์ใช้งานเครือข่ายให้มีความหลากหลาย เพื่อผลักดันให้เกิดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของภาคประชาชนหรือมุ่งไปสู่การเป็นบริการสาธารณะขนาดใหญ่คือ การพัฒนาการประยุกต์ใช้งานเครือข่ายในด้านของเครื่องมือสืบค้น (Search Engines) เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีปริมาณมากมายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเพื่อการใช้ส่งไฟล์ หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีความสะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1990 (ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓) มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐมินนิโซตา (University of Minnesota) จึงได้นำเสนอระบบโกเฟอร์ (Gopher System) เพื่อช่วยจัดการและระบุตำแหน่งของข้อมูลข่าวสารต่างๆ บนเครือข่าย ซึ่งพัฒนาการของเทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวได้กลายไปเป็น เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web: WWW) ในเวลาต่อมา ซึ่งพัฒนาโดยทิม เบอร์เนอร์ส ลี (Tim Berners-Lee) จากกลุ่มวิจัยฟิสิกส์พลังงานสูงแห่งยุโรปหรือเซิน (CERN)  โดยเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ เซินได้เริ่มนำเอาซอฟต์แวร์รุ่นแรกสำหรับการใช้งานบนเครือข่ายหรือเว็บซอฟต์แวร์ (Web Software) มาใช้งานภายในองค์กรและเริ่มกระจายการทำงานในรูปแบบของเว็บซอฟต์แวร์กับกลุ่มวิจัยฟิสิกส์พลังงานสูงกลุ่มอื่นโดยใช้งานผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตร่วมกัน
          ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ (ค.ศ. 1993) กลุ่มงานหนึ่งของเอ็นซีเอสเอ นำโดยมาร์ก แอนดรีสเซน (Mark Andreessen) ได้ทำการพัฒนาและปรับปรุงโปรแกรมสำหรับดูเว็บหรือเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) โดยให้ชื่อว่าโมเสก (Mosaic) ซึ่งเป็นระบบแรกที่มีภาพสีประกอบอยู่บนหน้าเว็บ และหลังจากที่เอ็นซีเอสเอได้เปิดตัวโมเสกใปรากฏว่ามีผู้ดาวน์โหลด (Download) โปรแกรมนี้ไปใช้งานจำนวนมากและในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ นั้น แอนดรีสเซนและทีมงานได้พัฒนาโมเสกในรูปแบบเชิงพาณิชย์โดยใช้ชื่อว่าเน็ตสเคป (Netscape) ทำให้เว็บเบราว์เซอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลมัลติมีเดีย ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวีดีโอ จนอินเทอร์เน็ตกลายเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมกว้างขวางยิ่งขึ้น [๑][๔] 

  ๖. จดหมายเหตุ (Milestone)  up

         สรุปเหตุการณ์สำคัญของการพัฒนาการสื่อสารข้อมูลและครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ดังตารางที่ ๖.๑

                           ตารางที่ ๖.๑
ประวัติการสื่อสารข้อมูลและครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ปี พ.ศ.

เหตุการณ์


พ.ศ. ๒๔๙๓
(ค.ศ. 1950)

กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนการสร้างระบบการคำนวณเชิงอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ในเครือข่ายความมั่นคงทางการทหาร
เป็นระบบการทำงานร่วมกันของสถานีเรดาร์ต่างๆ กับศูนย์บังคับการการป้องกันภัยทางอากาศโดยใช้ชื่อว่าเซจ (SAGE)


พ.ศ. ๒๕๐๓

พอล บาราน ได้นำเสนอเทคนิคการสื่อสารแบบแจกกระจาย
(Distributed Communication) ที่แต่ละหน่วยของการสื่อสาร
สามารถเชื่อมต่อไปยังจุดอื่นๆ และการสลับสัญญาณหรือช่อง
กระจายสัญญาณสามารถกระจายไปตามหน่วยต่าง ๆ
ของโครงข่าย เป็นการกระจายความเสี่ยง ทำให้โครงข่าย
มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น



พ.ศ. ๒๕๐๗


 

บริษัทไอบีเอ็มสร้างระบบคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ระบบแรกชื่อว่าเซบรี (Sebre) ที่ใช้โมเด็มเป็นอุปกรณ์ในการส่งสัญญาณข้อมูล
ผ่านช่องสัญญาณแอนะล็อกของสายโทรศัพท์ปกติ

ลีโอนาร์ด ไคลน์ร็อก ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่าเครือข่ายการสื่อสาร
(Communication Nets) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการจัดลำดับ (Queuing Theory) ทำให้เกิดการพัฒนาการสื่อสารเชิงข้อมูลของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์


พ.ศ. ๒๕๐๘

เครือข่ายการสื่อสารได้ปรับเปลี่ยนจากเทคโนโลยีพื้นฐานแบบแอนะล็อกทั้งในการสื่อสัญญาณและการสลับคู่สายหรือช่องสัญญาณมาเป็นเทคโนโลยีแบบดิจิทัล โดยเริ่มใช้งานครั้งแรกกับชุมสายระดับท้องถิ่น


พ.ศ. ๒๕๑๖


วินตัน เคิร์ฟ ได้นำเสนอผลการออกแบบระบบอินเทอร์เน็ต
และโพรโตคอลสำหรับแม่ข่ายที่เรียกว่าทีซีพี (TCP)


พ.ศ. ๒๕๒๐

การทดลองเกี่ยวกับทีซีพี ซึ่งการทดลองสามารถยืนยันความสามารถ
ในการเชื่อมต่อระหว่างระบบการสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุ ระบบโทรศัพท์
และการสื่อสารผ่านดาวเทียมเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายการสื่อสารได้


พ.ศ. ๒๕๒๑

วินตัน เคิร์ฟ จอน โพสเทล และแดนนี่ โคเฮน ได้นำเสนอการแตกองค์ประกอบของโพรโตคอลทีซีพี เป็นเกณฑ์วิธีส่งข้อมูลภายในเครือข่ายและระหว่างเครือข่ายที่เรียกว่าทีซีพี/ไอพี (TCP/IP)


พ.ศ. ๒๕๒๖


เครือข่ายเพื่อการทหารแยกตัวออกมาโดยใช้ชื่อว่ามิลเน็ต(MILNET)
ทำให้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเปิดกว้างสู่การบริการเชิงพาณิชย์


พ.ศ. ๒๕๓๓

มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐมินนิโซตานำเสนอระบบโกเฟอร์ (Gopher) ที่เป็นพื้นฐานของการระบุตำแหน่งข้อมูลข่าวสารบนเครือข่าย ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาเป็น
เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web: WWW)
 

    พ.ศ. ๒๕๓๔ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือเอ็นเอสเอฟได้พัฒนาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ที่ดำเนินการโดยกลุ่มผู้ให้บริการ
อินเทอร์เน็ตหรือไอเอสพี (Internet Service Providers : ISP)

พ.ศ. ๒๕๓๖
(ค.ศ. 1993)

 

กลุ่มงานของเอ็นซีเอสเอ (National Center for Supercomputing Applications: NCSA) ได้พัฒนาโปรแกรมดูเว็บหรือเว็บเบราว์เซอร์ชื่อว่าโมเสก (Mosaic) เป็นระบบแรกที่มีภาพสีประกอบอยู่บนหน้าเว็บไซต์

      

  ๗. บรรณานุกรม   up

[๑] IEEE Communications Society, A Brief History of Communications: IEEE Communications Society – A Fifty Year Foundation for the Future

[๒] Anton A. Huurdeman, The WorldWide History of Telecommunications, John Wiley & Sons, New Jersey, 2003

[๓] USA. IEEE Communications Society. Internet . 22 September 2008

<http// www.comsoc.org >

[๔] Nathan J. Muller, Desktop Encyclopedia of Telecommunications