สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
หลักการทำงาน
 เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อ
 ระบบที่นำมาใช้งาน
 จดหมายเหตุ
 บรรณานุกรม
 ดัชนี
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
  
 (Fundamental of Spread Spectrum for Communications)

    กำพล วรดิษฐ์
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

  ๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  การแผ่สเปกตรัม (Spread Spectrum Technology)

         เทคนิคการส่งสัญญาณซึ่งกระจายการใช้งานความถี่เพื่อส่งสัญญาณให้มีขอบเขตกว้างขึ้นอย่างมีแบบแผนแต่ใช้พลังงานในการส่งสัญญาณเท่าเดิม

  สัญญาณรบกวนไวต์เกาส์เซียนแบบบวก (Additive White Gaussian Noise: AWGN)

         สัญญาณไม่พึงประสงค์ที่ปะปน กับสัญญาณที่ต้องการในลักษณะบวกทับสัญญาณที่ต้องการ ทำให้สัญญาณที่ผู้รับได้รับผิดเพี้ยนไป โดยขนาดของ
         สัญญาณไม่พึงประสงค์นี้ มีการกระจายโอกาสแบบเกาส์เซียนและมีสเปกตรัมระดับความเข้มที่คงที่ซึ่งมาจากหลายแหล่งกำเนิดในธรรมชาติ จึงเป็น
         อุปสรรคที่มีอยู่ในทุกระบบการสื่อสาร

  อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน (Signal-to-noise Ratio: SNR)

อัตราส่วนระหว่างกำลังของสัญญาณที่ต้องการต่อกำลังของสัญญาณรบกวนที่เข้ามาในระบบ ใช้เป็นหน่วยวัดเพื่อทราบถึงประสิทธิภาพของระบบการสื่อสารว่ามีระดับการใช้กำลังงานในการส่งสัญญาณหรือมีระดับของสัญญาณรบกวนที่เข้ามาในระบบ
เท่าใด

  การแทรกสอด (Interference)

          สัญญาณใดๆ ซึ่งปะปน กับสัญญาณข้อมูลที่ต้องการ ขณะกำลังเดินทางในช่องสัญญาณ ระหว่างผู้ส่งและผู้รั ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงซึ่งทำ
          ความเสียหายต่อสัญญาณข้อมูลที่ต้องการ

  การแทรกสอดระหว่างสัญลักษณ์หรือไอเอสไอ (Inter-Symbol Interference: ISI)

          รูปแบบของการผิดเพี้ยนของสัญญาณโดยสัญญาณของสัญลักษณ์ใดๆ ปะปนไปในสัญญาณเดียวกันของสัญลักษณ์ลำดับถัดๆ ไป ทำให้เกิด
         
ความผิดพลาดในการรับสัญญาณ เช่นการสะท้อนของสัญญาณการสื่อสารไร้สายที่มาจากแหล่งเดียวกันแต่มาถึงผู้รับหลายเส้นทางและมาถึง        
        
 
เครื่องรับสัญญาณไม่พร้อมกัน
 
  ๒. บทคัดย่อ up

       เทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมถูกคิดค้นขึ้นเพื่อประยุกต์ใช้สำหรับการสื่อสารไร้สายในทางทหาร โดยใช้เพื่อป้องกันการดักรับสัญญาณและการส่งสัญญาณรบกวนจากฝ่ายตรงข้าม ต่อมาจึงถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์โดยใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แถบความถี่หรือสเปกตรัมซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดให้สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้ในระบบได้มากขึ้น และให้มีความทนทานต่อความผิดเพี้ยนของสัญญาณอันเกิดจากการแพร่กระจายของสัญญาณที่ทำให้เกิดเป็นสัญญาณจากหลายเส้นทางไปยังเครื่องรับปลายทาง โดยที่สัญญาณที่รับจากแต่ละเส้นทางมีเวลาประวิงหรือเวลาหน่วงไม่เท่ากันและส่งผลให้เกิดการรบกวนระหว่างสัญลักษณ์ขึ้น การแผ่สเปกตรัมสามารถกระทำได้สองวิธีหลัก คือการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมา และการแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรง โดยในกรณีแบบความถี่กระโดดไปมาเครื่องส่งสัญญาณจะส่งสัญญาณด้วยความกว้างแถบความถี่ปกติในขณะหนึ่ง แล้วย้ายแถบความถี่ไปเรื่อยๆ ส่วนการแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรงจะส่งสัญญาณด้วยแถบความถี่ที่กว้างกว่าปกติมากตลอดเวลา การแผ่สเปกตรัมเหล่านี้มักใช้ร่วมกับเทคโนโลยีเครื่องรับสัญญาณแบบเรคเพื่อลดโอกาสของความผิดพลาดในการรับสัญญาณ นอกจากนี้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบรวงผึ้งหรือเซลลูลาร์ที่ใช้เทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมมักมีความสามารถในการควบคุมกำลังส่งของอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ให้พอดี ไม่มากเกินความจำเป็น เพื่อลดสัญญาณรบกวนในระบบและเพื่อยืดระยะเวลาการใช้แบตเตอรี่ของอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่

  Abstract   up

       Originally, spread spectrum technology to provide vital anti-jamming and low probability of interception,was invented for military applications in wireless communications. Other significant advantages are efficient bandwidth utilization including of high capacity, and immune to signal distortion from the multipath propagation or the inter-symbol interference. Typically, there are two spread spectrum
methodologies which are frequency hopping and direct sequence. The first method is that to transmit signals over normal amount of bandwidth at a time, the carrier frequency is not constant but changes periodically by hoping to another frequency in a set of available frequency spectrum. Next, another is that a data sequence is encoded by spreading code, which is identical for each user at a higher rate than the rate of the data. Therefore, the transmitted data are spread across the wideband spectrum. In order to reduce detection error in wireless communications where spread spectrum is applied, RAKE receiver is usually adopted. In addition, in the cellular mobile system with that spread spectrum technique, there is a power control function used to mitigate interference from other users and to havea longer battery lifetime.


  ๓. บทนำ (Introduction) up

         เทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกเพื่อนำมาประยุกต์ใช้สำหรับระบบสื่อสารแบบไร้สายในทางทหาร เนื่องจากระบบสื่อสารแบบไร้สายนั้น สัญญาณข้อมูลจะถูกส่งผ่านอากาศโดยแพร่กระจายด้วยคลื่นวิทยุมีรัศมีครอบคลุมบริเวณที่ทำการส่งสัญญาณกว้างจึงทำให้การดักรับสัญญาณ
หรือการส่งสัญญาณรบกวนจากฝ่ายตรงข้ามสามารถทำได้ค่อนข้างง่าย ทำให้เกิดมีการคิดค้นเทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมเพื่อให้ถูกดักรับหรือตรวจจับสัญญาณจากฝ่ายตรงข้ามได้ยาก และแม้ว่าระบบสื่อสารที่ใช้งานจะถูกรบกวนจากสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นทั้งจากธรรมชาติหรือที่ถูกสร้างขึ้นจากฝ่าย
ตรงข้าม ก็ไม่สามารถที่จะรบกวนให้สัญญาณเกิดความเสียหายได้มากเพียงพอที่จะเป็นการรบกวนระบบการสื่อสารได้ต่อมาเทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการสื่อสารไร้สายในเชิงพาณิชย์ด้วยคุณลักษณะเด่นของเทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมคือความสามารถลดความผิดเพี้ยนของสัญญาณที่เกิดขึ้นของระบบการสื่อสารแบบไร้สายอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์การแพร่กระจายหลายเส้นทาง (Multipath Propagation) และความสามารถในการรองรับผู้ใช้จำนวนหลายรายพร้อมกันด้วยความถี่แถบเดียวกันในเวลาเดียวกันได้ ซึ่งส่งผลในการช่วยลดความซับซ้อนของระบบควบคุมและจัดสรรแถบความถี่ให้กับผู้ใช้ในเครือข่ายการส่งสัญญาณดิจิทัลตามปกติจะใช้ความกว้างแถบความถี่หรือแบนด์วิดท์ที่เพียงพอกับอัตราการส่งสัญญาณ
ดิจิทัล โดยจะไม่ใช้แถบความถี่หรือแบนด์วิดท์ที่มากหรือน้อยเกินไป เนื่องจากหากใช้แถบความถี่ที่มากเกินไปจะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร หรือหากใช้แถบความถี่ที่น้อยเกินไปจะทำให้การส่งข้อมูลผิดพลาดได้ เพราะโดยธรรมชาติสัญญาณข้อมูลที่ส่งจะถูกรบกวนด้วยสัญญาณรบกวนเกาส์สีขาวแบบบวก (Additive White Gaussian Noise: AWGN) อยู่เสมอ ซึ่งจะเป็นตัวจำกัดอัตราการส่งสัญญาณดิจิทัลสูงสุดที่เป็นไปได้ที่สัมพันธ์กับความกว้างแถบความถี่ที่ใช้ ตามที่ โคลด แชนนอล (Claude E. Shannon) ได้พิสูจน์ไว้ [๑] เทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมจะใช้แถบความถี่ที่มากกว่าแถบความถี่ที่ใช้
สำหรับการส่งสัญญาณดิจิทัลตามปกติ โดยทั่วไปจะใช้แถบความถี่มากกว่าถึงพันเท่า [๒] แต่ใช้พลังงานในการส่งสัญญาณต่ำ ซึ่งแตกต่างจากการส่งสัญญาณด้วยวิธีไม่แผ่สเปกตรัมที่ใช้แถบความถี่แคบแต่ใช้พลังงานในการส่งสัญญาณสูง แสดงดังรูปที่ ๓.๑
 




                                                                           

     รูปที่ ๓.๑ สเปกตรัมระดับความเข้มของสัญญาณรบกวน
เมื่อครอบคลุมแถบความถี่ด้วยความกว้างไม่เท่ากัน

 

          การแผ่สเปกตรัมทำให้การรบกวนจากสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นกับสัญญาณข้อมูลบางส่วนเท่านั้นโดยสัญญาณข้อมูลส่วนใหญ่จะไม่ถูกรบกวน ส่งผลให้ยังคงสามารถติดต่อสื่อสารได้เป็นปกติ แตกต่างจากวิธีการส่งสัญญาณโดยไม่แผ่สเปกตรัมซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่จะถูกรบกวนจนไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้เป็นปกติตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่ออธิบายถึงความแตกต่างของการส่งสัญญาณด้วยวิธีไม่แผ่สเปกตรัมกับการส่งสัญญาณด้วยวิธีแผ่สเปกตรัมคือ การส่งสัญญาณด้วยวิธีไม่แผ่สเปกตรัมซึ่งส่งด้วยความถี่แคบเปรียบได้กับการส่งกระจายเสียงด้วยคลื่นวิทยุโดยใช้ความถี่เพียงช่วงความถี่แคบๆ เช่น อาจใช้ความถี่เพียงสองสถานี คือ ๙๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) กับ ๙๑ เมกกะเฮิรตซ์ ส่วนกรณีของการส่งสัญญาณด้วยวิธีแผ่สเปกตรัมซึ่งจะส่งด้วยความถี่
กว้างมากเปรียบได้กับการส่งกระจายเสียงด้วยคลื่นวิทยุโดยใช้ความถี่ของทุกสถานีคือ ตั้งแต่ความถี่ ๘๐ เมกกะเฮิรตซ์ ถึง ๑๐๘ เมกกะเฮิรตซ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือเมื่อสัญญาณที่ส่งออกไปแล้วถูกรบกวนด้วยสัญญาณรบกวนที่มีความถี่อยู่ในช่วง ๘๙ เมกกะเฮิรตซ์ ถึง ๙๑ เมกกะเฮิรตซ์ จะทำให้ในกรณีของ
การส่งสัญญาณด้วยวิธีไม่แผ่สเปกตรัมนั้นจะไม่สามารถรับฟังสัญญาณที่ออกอากาศได้เนื่องจากถูกรบกวนด้วยสัญญาณรบกวนดังกล่าว แต่สำหรับในกรณีของการส่งสัญญาณด้วยวิธีแผ่สเปกตรัมจะยังคงสามารถรับฟังสัญญาณได้ที่ความถี่ของช่องสัญญาณที่มิได้ถูกรบกวน


  ๔. หลักการทำงาน (Principle of Operation)
   up

       เทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัม มีเทคนิคหลักในการแผ่สเปกตรัมสองวิธี คือการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมาหรือฟรีเควนซ์ซีฮอปปิง
(Frequency Hopping: FH) และการแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรงหรือไดเร็กซ์ซีเควนซ์ (Direct Sequence: DS) [๓]

       ๔.๑ การแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมา

       การแผ่สเปกตรัมแบบนี้จะกระทำที่ขั้นตอนการกล้ำสัญญาณหรือมอดูเลชัน (Modulation) สัญญาณข้อมูล (Data Signal) ซึ่งอยู่ในรูปแบบดิจิทัล กับสัญญาณคลื่นพาห์ (Carrier Signal) ในกรณีของการส่งสัญญาณดิจิทัลแบบปกติที่ไม่มีการแผ่สเปกตรัมความถี่คลื่นพาห์นี้จะมีค่าคงที่ ทำให้สัญญาณข้อมูลจึงถูกกระจายอยู่ที่ความถี่รอบๆ ความถี่คลื่นพาห์นี้เท่านั้น แต่สำหรับในกรณีของการส่งสัญญาณที่มีการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมา ความถี่คลื่นพาห์จะถูกเปลี่ยนให้มีความถี่สูงขึ้นหรือต่ำลง โดยการเปลี่ยนความถี่จะมีแบบแผนหรือรูปแบบ ดังรูปที่ ๔.๑ ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงความถี่คลื่นพาห์ในการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมา




                                                                           

   รูปที่ ๔.๑ การเปลี่ยนแปลงความถี่คลื่นพาห์ในการแผ่สเปกตรัม
แบบความถี่กระโดดไปมา

 

       การเปลี่ยนแปลงความถี่คลื่นพาห์ให้สูงขึ้นหรือต่ำลง จะเป็นไปในลักษณะสุ่มเพื่อทำให้ไม่ให้สามารถคาดเดาได้ว่า ความถี่คลื่นพาห์จะถูกเปลี่ยนไปที่ความถี่ใด ในทางปฏิบัติจะทำการแบ่งแถบความกว้างความถี่ทั้งหมดเป็นแถบความถี่ย่อยที่กว้างเท่ากัน โดยมีความกว้างแถบความถี่เพียงพอสำหรับการ
ส่งสัญญาณ หลังจากนั้นจะกำหนดหมายเลขให้กับแต่ละแถบความถี่ย่อย ถัดมาจึงสุ่มหมายเลขที่กำหนดให้กับแต่ละแถบความถี่ย่อยนั้นนำมาเรียงตามลำดับทำให้เกิดเป็นรูปแบบ (Pattern) และจะนำคลื่นพาห์ตามลำดับดังกล่าวไปใช้ในการผสมสัญญาณหรือมอดูเลชัน (Modulation) กับสัญญาณข้อมูล เมื่อถึงลำดับสุดท้ายจะทำการวนซ้ำเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยฝั่งที่จะทำการรับสัญญาณจะทราบถึงลำดับการใช้คลื่นพาห์นี้ ทำให้สามารถตรวจรับข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
       ประโยชน์ที่ได้จากการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่รูปที่ ๔.๑ การเปลี่ยนแปลงความถี่คลื่นพาห์ในการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมากระโดดไปมาประการแรกคือ สามารถป้องกันการดักรับสัญญาณ ซึ่งหากใช้การสื่อสารสัญญาณดิจิทัลตามปกติ ผู้ดักรับสัญญาณสามารถใช้เครื่องค้นหาความถี่คลื่นพาห์และอาจแยกสัญญาณข้อมูลดิจิทัลที่ต้องการได้ แต่ด้วยวิธีการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมา ทำให้แม้ว่าจะใช้เครื่องค้นหาความถี่คลื่นพาห์ ความถี่คลื่นพาห์จะเปลี่ยนไปก่อนที่ผู้ดักรับสัญญาณนำไปใช้ได้ทัน จึงทำให้ไม่สามารถดักรับสัญญาณที่ต้องการได้ ประโยชน์ประการที่สอง คือการส่งสัญญาณเพื่อรบกวนจะกระทำได้ยาก เนื่องจากแถบความถี่ที่ต้องการรบกวนนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยไม่ทราบว่า ณ ขณะนั้นใช้ความถี่ใดในการส่งสัญญาณ โอกาสที่จะส่งสัญญาณรบกวนตรงกับแถบความถี่ที่มีการส่งสัญญาณในขณะนั้นจึงต่ำมาก หรือหากเปลี่ยนมาใช้วิธีการส่งสัญญาณรบกวน
ให้ครอบคลุมแถบความถี่ที่กว้างมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสที่สัญญาณรบกวนที่ส่งจะตรงกับแถบความถี่ที่มีการส่งสัญญาณ ก็จะมีผลทำให้ความเข้มของสัญญาณรบกวนต่ำลง จึงทำให้ประสิทธิภาพในการรบกวนต่ำประโยชน์ต่อมาคือ เมื่อใช้การแผ่สเปกตรัมร่วมกับการเข้ารหัสช่องสัญญาณจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการลดทอนของความเข้มสัญญาณซึ่งเกิดจากการแพร่กระจายของสัญญาณผ่านหลายเส้นทาง ที่มีเวลาประวิงไม่เท่ากันได้ การลดทอนนี้เกิดขึ้นกับแต่ละแถบความถี่ไม่เท่ากัน บางแถบความถี่มีการลดทอนรุนแรง บางแถบความถี่มีการลดทอนเพียงเล็กน้อย หรือบางแถบความถี่กลับมีความเข้มสัญญาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากคลื่นที่สะท้อนใกล้ไกลต่างกันเดินทางมารวมกันที่เครื่องรับมีเฟสที่ต่างกัน ทำให้เกิดการลดทอนมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นกับความต่างเฟสของคลื่นที่มารวมกัน และความต่างเฟสนี้แปรผันตามความถี่ของคลื่น ดังความสัมพันธ์การลดทอนสัญญาณกับความถี่ ดังรูปที่ ๔.๒




                                                                           

   รูปที่ ๔.๒ การลดทอนของความเข้มสัญญาณ
ซึ่งเมื่อใช้ความถี่คลื่นในการส่งสัญญาณต่างกัน
ก็จะเกิดการลดทอนที่รุนแรงไม่เท่ากัน

 

         นอกจากนี้แถบความถี่ที่อยู่ใกล้กันมักจะมีการลดทอนที่ใกล้เคียงกัน การแก้ปัญหานี้สามารถทำได้โดยการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมาร่วมกับการเข้ารหัสช่องสัญญาณ (Channel Coding) ตัวอย่างการเข้ารหัสช่องสัญญาณแบบง่ายได้แก่ การสำเนาข้อมูลแล้วส่งด้วยแถบความถี่คลื่นพาห์ที่แตกต่างกันด้วยการแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมา ทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง โดยความน่าจะเป็นที่สำเนาทุกๆ ชุดของสัญญาณจะเจอการลดทอนรุนแรงทั้งหมดจะต่ำลง อย่างไรก็ตามการเข้ารหัสช่องสัญญาณที่ใช้งานโดยทั่วไปจะไม่ใช้วิธีการนี้เนื่องจากให้ประสิทธิภาพต่ำ เพราะทำให้ส่ง
ข้อมูลได้ช้าลงจากการส่งสัญญาณข้อมูลเดิมซ้ำ


        ๔.๒ การแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรง

       การแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรงมีหลักการทำงานคือ ทำการแทนที่บิตข้อมูลแต่ละบิตที่จะส่งด้วยลำดับของบิตด้วยเวลาเท่ากัน กล่าวอีกอย่างคือแทนที่จะส่งบิตข้อมูลตามปกติ เช่น ส่งข้อมูลบิต ๐ หรือส่งข้อมูลบิต ๑ ก็จะเปลี่ยนเป็นการส่งลำดับบิต ๐๐๐๐ หรือส่งลำดับบิต ๑๑๑๑ แทนตามลำดับ โดยส่งให้เร็วขึ้น ๔ เท่า เพื่อให้ใช้เวลาเท่าเดิม ทำให้แถบความถี่ที่ใช้ในการส่งสัญญาณกว้างขึ้น ๔ เท่า ซึ่งเป็นการแผ่สเปกตรัมนั่นเอง สังเกตว่าลำดับบิตที่แทนข้อมูลบิต ๐ กับลำดับบิตที่แทนข้อมูลบิต ๑ นั้นจะตรงข้ามกันบิตต่อบิต หากจะยกตัวอย่างลำดับบิตอื่น ก็ได้แก่ การแทนที่ข้อมูลบิต ๐ และ ข้อมูลบิต ๑ ด้วยลำดับบิต ๐๐๑๑ กับลำดับบิต ๑๑๐๐ ตามลำดับ เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบที่ใช้การแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรงมักจะใช้การกล้ำสัญญาณทางเฟส เพื่อให้ระบบมีความซับซ้อนต่ำ โดยส่งคลื่นพาห์ตามปกติสำหรับการส่งบิต ๐ และส่งคลื่นพาห์กลับเฟสสำหรับการส่งบิต ๑
       ด้วยการกล้ำสัญญาณทางเฟสนี้ ที่เครื่องรับสัญญาณ หากบิตที่ส่งเป็นบิต ๐ จะแยกสัญญาณออกจากคลื่นพาห์ได้เป็นสัญญาณบวก และหากบิตที่ส่งเป็นบิต ๑ จะแยกสัญญาณออกจากคลื่นพาห์ได้เป็นสัญญาณลบ ดังนั้นเครื่องรับสัญญาณจะรับลำดับบิต ๐๐๐๐ ได้เป็นลำดับสัญญาณ + + + + และรับลำดับบิต ๑๑๑๑ ได้เป็นลำดับสัญญาณ - - - - จากนั้นเครื่องรับสัญญาณจะต้องแปลงลำดับสัญญาณที่รับได้ กลับไปเป็นข้อมูลบิตตามเดิมด้วยสองขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือการกลับเครื่องหมายลำดับสัญญาณที่รับได้ตามลำดับบิตที่ใช้แทนบิต ๐ เช่น ๐๐๐๐ หมายถึง ไม่กลับเครื่องหมายเลย แต่ถ้าลำดับบิตที่ใช้แทนบิต ๐ เป็น ๐๐๑๑ ก็จะต้องกลับเครื่องหมายลำดับสัญญาณที่รับได้ในสองบิตหลัง เป็นต้น ขั้นตอนที่สองคือการรวมลำดับสัญญาณที่ผ่านการกลับสัญญาณตามขั้นตอนแรกแล้วเข้าด้วยกัน ถ้าผลรวมเป็นบวก ให้ตีความว่าเครื่องส่งสัญญาณส่งข้อมูลบิต ๐ แต่ถ้าผลรวมเป็นลบ ให้ตีความว่าเครื่องส่งสัญญาณส่งข้อมูลบิต ๑
       สังเกตว่าเครื่องรับสัญญาณจะแปลงลำดับสัญญาณกลับเป็นข้อมูลบิตได้ จะต้องทราบลำดับบิตที่เครื่องส่งสัญญาณกำลังใช้แทนที่บิต ๐ อยู่ โดยเครื่องส่งและเครื่องรับจะต้องตกลงลำดับบิตที่จะใช้กันไว้ล่วงหน้า และจะให้เครื่องดักรับสัญญาณหรือเครื่องส่งสัญญาณรบกวน ทราบลำดับนี้ไม่ได้ หากเครื่องรับสัญญาณไม่ทราบลำดับบิตที่เครื่องส่งสัญญาณกำลังใช้แผ่สเปกตรัมอยู่ ก็จะไม่สามารถแปลงลำดับสัญญาณที่ได้รับกลับเป็นข้อมูลบิตได้ จึงถือว่าเป็นการเข้ารหัสลับอย่างหนึ่ง ดังนั้นประโยชน์อย่างแรกของการแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรงคือการป้องกันการดักรับสัญญาณ เพราะผู้ดักรับสัญญาณไม่ทราบลำดับบิตที่ใช้อยู่ ทำให้ไม่สามารถตีความสัญญาณที่ดักรับมาได้
       ลำดับของบิตที่ยกตัวอย่างมานั้นเป็นตัวอย่างลำดับบิตที่สั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจหลักการแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรงลำดับของบิตที่ใช้งานทั่วไปนั้น จะยาวกว่านี้มาก ซึ่งจะแผ่สเปกตรัมได้กว้างมากจึงเกิดประโยชน์ประการที่สองคือ การส่งสัญญาณรบกวนกระทำได้ยากเพราะแถบความถี่ที่ใช้นั้นกว้างกว่าปกติมาก หากจะส่งสัญญาณรบกวน ให้ครอบคลุมแถบความถี่ที่ใช้ ก็จะเกิดสัญญาณรบกวนที่มีความเข้มต่ำมาก หรือหากสุ่มแถบความถี่แคบๆ เพื่อส่งสัญญาณรบกวนให้ได้ความเข้มสูง เวลาเครื่องรับสัญญาณทำการแปลงลำดับสัญญาณที่ได้รับกลับเป็นข้อมูลบิต ก็จะได้รับผลกระทบจากสัญญาณรบกวนน้อยเช่นกัน เพราะในขั้นตอนที่เครื่องรับสัญญาณ ทำการรวมลำดับสัญญาณที่กลับเครื่องหมายแล้ว สัญญาณรบกวนมักจะหักล้างกัน ทำให้ความเข้มสัญญาณรบกวนลดลง โดยความเข้มสัญญาณรบกวนจะลดลงมากแปรผันตามความยาวของลำดับบิตที่ใช้ในการแผ่สเปกตรัม
       ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการ  ของการแผ่สเปกตรัม  แบบลำดับตรงคือ การมีส่งข้อมูลมากกว่าหนึ่งรายส่งสัญญาณไปบนแถบความถี่เดียวกันในเวลา
เดียวกัน แล้วเครื่องรับสัญญาณสามารถแยกความปะปนนี้ได้ ในการที่จะได้ประโยชน์ในแง่นี้ ลำดับของบิตที่ใช้ในการแผ่สเปกตรัมของทุกๆ เครื่องส่งสัญญาณที่ส่งสัญญาณออกมาพร้อมกัน จะต้องถูกเลือกให้มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่อเครื่องรับสัญญาณทำการแปลงลำดับสัญญาณที่ได้รับกลับไปเป็นข้อมูลบิตแล้ว สัญญาณส่วนที่มาจากผู้ส่งสัญญาณอื่นๆที่ไม่ใช่ผู้ส่งสัญญาณที่ต้องการรับข้อมูลจะหักล้างกันเป็นศูนย์
       ยกตัวอย่างเช่น หากมีเครื่องส่งสัญญาณอยู่ ๒ เครื่อง และลำดับบิตที่ใช้ในการแผ่สเปกตรัมยาว ๔ บิต ก็อาจจะให้เครื่องส่งสัญญาณที่ ๑ ใช้ลำดับบิตแทนข้อมูลบิต ๐ ด้วย ๐๐๐๐ และให้เครื่องส่งสัญญาณที่ ๒ ใช้ลำดับบิตแทนข้อมูลบิต ๐ ด้วย ๐๐๑๑ ดังนี้แล้ว เมื่อเครื่องรับสัญญาณจะเลือกรับข้อมูลจากเครื่องส่งสัญญาณที่ ๒ ก็จะกลับเครื่องหมายลำดับสัญญาณที่รับได้สองบิตท้ายแล้วค่อยรวมลำดับสัญญาณ ซึ่งหากเครื่องส่งสัญญาณที่ ๑ ส่งข้อมูลบิต ๐ ปนเข้ามา เครื่องรับสัญญาณจะได้รับลำดับสัญญาณที่เป็น + + + + ปนเข้ามา เมื่อกลับเครื่องหมายสัญญาณสองบิตท้ายเป็น + + - - แล้วรวมเข้าด้วยกัน ก็จะหักล้างเป็นศูนย์ไป หรือหากเครื่องส่งสัญญาณที่ ๑ ส่งข้อมูลบิต ๑ ปนเข้ามา เครื่องรับสัญญาณจะได้รับลำดับสัญญาณที่เป็น - - - - ปนเข้ามา เมื่อกลับเครื่องหมายสัญญาณสองบินท้ายเป็น - - + + แล้วรวมเข้าด้วยกัน ก็จะหักล้างเป็นศูนย์ไปอีกเช่นกัน นอกจากนี้การเลือกลำดับบิตอาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกให้เกิดการหักล้างอย่างสมบูรณ์แบบก็ได้ โดยให้เกิดการหักล้างเกือบสมบูรณ์แบบแทน ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ใน [๔]
อีกประการหนึ่ง มีการตั้งชื่อหน่วยของบิตแต่ละบิตในลำดับบิตว่า ชิป เช่น ลำดับบิต ๑๐๐๑ มี ๔ ชิป เป็นต้น


  ๕. เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง (Related Technologies)
   up

       การแผ่สเปกตรัมนั้นมีการใช้เทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้เครื่องรับสัญญาณแบบเรค การควบคุมกำลังในการส่งสัญญาณ รายละเอียดดังนี้

       ๕.๑ เครื่องรับสัญญาณแบบเรค
(Rake Receiver)
       ในการสื่อสารไร้สาย สัญญาณที่ส่งจากเครื่องส่งสัญญาณจะเดินทางไปถึงเครื่องรับสัญญาณเป็นเส้นตรงบ้าง สะท้อนกับสิ่งต่างๆบ้าง เกิดเป็นการแพร่กระจายของสัญญาณผ่านหลายวิถีที่มีเวลาประวิงไม่เท่ากัน สัญญาณที่เดินทางผ่านวิถีที่มีเวลาประวิงใกล้เคียงกับเส้นทางตรงจะรวมเข้ากับสัญญาณที่เดินทางผ่านเส้นทางตรง การรวมกันของคลื่นนี้ บางครั้งก็ทำให้คลื่นแรงขึ้น แต่บางครั้งก็ทำให้คลื่นอ่อนลง ซึ่งขึ้นกับระยะเวลาประวิงที่ต่างกันนั้น แต่สัญญาณที่เดินทางผ่านวิถีที่มีเวลาประวิงต่างกับเส้นทางตรงมากจะรวมปะปนเข้ากับสัญญาณข้อมูลในบิตถัดๆไป เกิดเป็นการรบกวนระหว่างสัญลักษณ์ ทำให้เกินข้อผิดพลาดในการรับสัญญาณอย่างรุนแรงได้
       การแก้ปัญหาการรบกวนระหว่างสัญลักษณ์สามารถทำได้สองแง่ ในแง่หนึ่งถือว่าการรบกวนระหว่างสัญลักษณ์เป็นสิ่งที่ต้องกำจัด และแก้ปัญหาด้วยการออกแบบวงจรที่ใส่เพิ่มเติมเข้าที่เครื่องรับสัญญาณเพื่อกำจัดการรบกวนระหว่างสัญลักษณ์ ในอีกแง่หนึ่งถือว่าการรบกวน ระหว่างสัญลักษณ์เป็นสิ่งที่ต้องนำมาใช้ประโยชน์ ด้วยการจับสัญญาณที่เดินทางมาด้วยเวลาประวิงต่างๆ มาหน่วงเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อรวมกันในลักษณะที่จะเพิ่มความแรงของสัญญาณ [๕] เครื่องรับสัญญาณที่ใช้การแก้ปัญหาแบบนี้มีชื่อว่าเครื่องรับสัญญาณแบบเรค
       สำหรับระบบการแผ่สเปกตรัมแบบลำดับ ตรงที่เครื่องส่งสัญญาณจะส่งชิปแทนบิตนั้น เนื่องจากระยะเวลาที่ใช้ในการส่งสัญญาณหนึ่งชิปสั้นกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการส่งสัญญาณหนึ่งบิตมาก โดยทั่วไปจึงเกิดการรบกวนระหว่างสัญญาณขึ้น และมักจะประยุกต์ใช้เครื่องรับสัญญาณแบบเรค ซึ่งการนำมาประยุกต์ใช้นั้นสามารถทำอย่างเต็มรูปแบบ คือรวมสัญญาณจากทุกเส้นทาง หรือรวมสัญญาณเฉพาะที่มาจากไม่กี่เส้นทางแรก หรือรวมสัญญาณเฉพาะที่มาจากไม่กี่เส้นทางที่มีความเข้มสัญญาณมากที่สุดก็ได้ ขึ้นกับขีดจำกัดของอุปกรณ์ว่าจะสามารถรับความซับซ้อนได้มากแค่ไหน

      ๕.๒ การควบคุมกำลังในการส่งสัญญาญ
(Power Control)
      ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบรวงผึ้ง หรือเซลลูลาร์ (Cellular Mobile Telephone) อาจจะมีผู้ใช้งานระบบพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก และผู้ใช้แต่ละรายอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลทำให้สัญญาณที่รับได้มีขนาดกำลังของสัญญาณไม่เท่ากันการส่งสัญญาณด้วยกำลังส่งที่มากเกินไปของผู้ใช้รายใดรายหนึ่งอาจไปรบกวนสัญญาณของผู้ใช้รายอื่น จึงต้องมีการควบคุมขนาดกำลังส่งไม่ให้มากเกินความจำเป็น นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการยืดระยะเวลาการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ของอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ได้นานขึ้นด้วยระบบการควบคุมกำลังในการส่งสัญญาณของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์ที่ใช้เทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมนี้จะกระทำที่สถานีฐาน (Base
Station) ซึ่งจะคำนวณค่ากำลังส่งที่พอเหมาะสำหรับแต่ละอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ของผู้ใช้แต่ละราย แล้วแจ้งค่ากำลังส่งนั้นกลับไปยังแต่ละอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อให้ใช้ค่าดังกล่าวในการส่งด้วยกำลังสัญญาณที่พอเหมาะ [๒]


  ๖. ระบบการสื่อสารที่นำมาใช้งาน (Deployment)
   up

       ระบบสื่อสารที่นำเทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมมาประยุกต์ใช้งานได้แก่ เทคโนโลยีไร้สายบลูทูธ (Bluetooth) ซึ่งใช้สำหรับการสื่อสารไร้สายในระยะใกล้ เช่นการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องพิมพ์ หูฟังซึ่งสื่อสารกับตัวเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นต้น รวมทั้ง
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่จีเอสเอ็ม (Global System for Mobile Communications: GSM) ซึ่งนำเทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัมมาประยุกต์ใช้ โดยใช้แบบความถี่กระโดดไปมา เพื่อประโยชน์ในการลดความผิดพลาดในการรับสัญญาณที่เกิดจากการแพร่กระจายของสัญญาณผ่านหลายเส้นทางที่มีเวลา
ประวิงไม่เท่ากัน และเพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนจากผู้ใช้รายอื่นที่ใช้ความถี่เดียวกันระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ (Code Division Multiple Access: CDMA) ใช้การแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรงเพื่อให้สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น และเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง

  ๗. จดหมายเหตุ (Milestones)   up

       ตาราง ๗.๑ แสดงลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัม

                 ตารางที่ ๗.๑ การนำเสนอลำดับเหตุการณ์สำคัญ


ปี พ
..
(ค.ศ.)
 


เหตุการณ์


๒๕๒๓
(1980)
 


บริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด (Hewlett-Packard) และห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell Laboratories) ทดลองทำระบบสื่อสารภายในอาคารซึ่งใช้การแผ่สเปกตรัม แต่ไม่ได้พัฒนาเชิงพาณิชย์


๒๕๒๘
(1985)
 


บริษัทควอลคอม (Qualcomm) พัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งใช้การแผ่สเปกตรัมโดยให้ความจุมากกว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่แอนะล็อกถึงยี่สิบเท่า


๒๕๓๖
(1993)
 


ประเทศสหรัฐอเมริกาออกมาตรฐานระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่คือ ไอเอส-๙๕ (IS-95)
ซึ่งใช้เทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัม


๒๕๔๐
(199
7)
 


ประเทศไทยเริ่มวางเครือข่ายการสื่อสารระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอโดยการ
สื่อสารแห่งประเทศไทย (ในขณะนั้น)


๒๕๔๒
(199
9)
 


มาตรฐานซีดีเอ็มเอ ๒๐๐๐ (CDMA2000) ฉบับแรกได้ถูกร่างขึ้น เกิดจากการรวมกลุ่ม
ของบริษัทลูเซนต์ (Lucent) โมโตโรล่า (Motorola) นอร์เทล (Nortel) และควอลคอม
(Qualcomm) และได้รับการรับรองในภายหลังโดยสมาคมอุตสาหกรรมการสื่อสาร
โทรคมนาคม (Telecommunications Industry Association: TIA)


  ๘.
บรรณานุกรม  up

[๑] Claude E. Shannon and Warren Weaver. The Mathematical Theory of Communication, Urbana: University of Illinois Press, 1963

[๒] Marvin K. Simon, Jim K. Omura, Robert A. Scholtz and Barry K. Levitt. Spread Spectrum Communications Volume II, Rockville: Computer Science Press, 1985

[๓] Andreas F. Molisch. Wireless Communications, West Sussex: Wiley-IEEE Press, 2005

[๔] Dilip V. Sarwate and Michael B. Pursley, “Crosscorrelation properties of pseudorandom and related sequences,” Proceedings of IEEE, vol. 68, pp. 593-619, May 1980.

[๕] Robert Price and Paul E. Green, Jr., “A Communication Technique for Multipath Channels,” Proceedings of IRE, vol. 46, pp. 555-570, March 1958.  
   
 

  . ดัชนี (Index)  up



การแผ่สเปกตรัมแบบความถี่กระโดดไปมา
...................................................... 3
การแผ่สเปกตรัมแบบลำดับตรง
............................................................................ 5
การรบกวนระหว่างสัญลักษณ์
................................................................................. 6



เครื่องรับสัญญาณแบบเรค
...................................................................................... 6



เทคโนโลยีการแผ่สเปกตรัม
...................................................................................... 1