สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
เทคโนโลยีการสื่อสาร
บรอดแบนด์
 การประยุกต์ใช้งานการ
สื่อสารบรอดแบนด์
 จดหมายเหตุ(Milestones)
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   การสื่อสารบรอดแบนด์
    ( Broadband Communications )

   กมล เขมะรังษี
   ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
 

  ๑.อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  การสื่อสารบรอดแบนด์ (Broadband Communications)

         การสื่อสารบรอดแบนด์ หรือการสื่อสารแบบแถบความถี่กว้าง เป็นคำที่ใช้ทั้งในระบบสื่อสารโทรคมนาคม  และระบบสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพื่อ
         เรียกกลุ่มของเทคโนโลยี ที่ใช้แถบความถี่กว้าง ในการสื่อสารหรือใช้ช่องสัญญาณสื่อสารข้อมูล ที่มีความสามารถในการส่งข้อมูลปริมาณมาก มี
         ลักษณะการใช้งานช่องสัญญาณสื่อสารเพียงหนึ่งช่องหรือหลายช่องสัญญาณได้พร้อมกัน โดยทั่วไปแล้วเทคโนโลยีบรอดแบนด์มีความสามารถใน
         การส่งข้อมูลแบบดิจิทัลด้วยอัตราการส่งข้อมูลความเร็วสูง และสามารถให้บริการสื่อสารข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่นทั้งภาพและเสียงพร้อมกัน

  การบริการบรอดแบนด์ (Broadband Services)

        การให้บริการสื่อสารด้วยอัตราการส่งข้อมูลความเร็วสูง และสามารถรองรับ การส่งข้อมูลปริมาณมาก โดยรูปแบบ การให้บริการสื่อสารข้อมูล ได้แก่
        เสียง ภาพ วีดิทัศน์ ข้อมูลอักษร ตัวเลข หรือข้อมูลทุกประเภทดังกล่าวพร้อมกันในลักษณะของสื่อประสม บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงคือรูปแบบ
        หนึ่งของบริการบรอดแบนด์ เป็นต้น

  การเข้าถึงบรอดแบนด์ (Broadband Access)

        ความสามารถของอุปกรณ์สื่อสาร ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบสื่อสารทั้งโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์เพื่อใช้บริการรูปแบบ
        ต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต เสียง ภาพ วีดิทัศน์ การส่งข้อมูลความเร็วสูงหรือข้อมูลในลักษณะสื่อประสมได้

  เครือข่ายบรอดแบนด์ (Broadband Network)

        ระบบเครือข่ายโทรคมนาคม   หรือเครื่อข่ายสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่เป็นตัวกลาง  ที่สามารถให้บริการบรอดแบนด์ให้แก่ผู้ใช้ที่มีการเชื่อมต่อกับ
        ระบบผ่านทางอุปกรณ์การเข้าถึง ซึ่งบนเครือข่ายดังกล่าวสามารถส่งข้อมูลทุกประเภทด้วยความเร็วสูง โดยเทคโนโลยีเครือข่ายบรอดแบนด์มีจุดเด่น
        ในด้านความสามารถที่จะจัดสรรคุณภาพการให้บริการให้แก่ผู้ใช้แตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละราย
 
  ๒.บทคัดย่อ up 

        การสื่อสารบรอดแบนด์หรือการสื่อสารแบบแถบความถี่กว้างใช้ในการเรียกระบบสื่อสารทั้งในสาขาโทรคมนาคมและสาขาสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีความสามารถ ในการให้บริการสื่อสารข้อมูลดิจิทัลด้วยอัตราการส่งข้อมูลความเร็วสูง หรือข้อมูลที่มีปริมาณมาก มีความสามารถในการสื่อสารข้อมูลประเภทต่างๆ ได้มากกว่าหนึ่งชนิดเช่น เสียง ภาพ วีดิทัศน์ หรือข้อมูลอักษรในเวลาเดียวกันในลักษณะที่เรียกว่าสื่อประสม ระบบสื่อสารบรอดแบนด์ถูกใช้เพื่อเปรียบเทียบให้ทราบถึงความแตกต่างจากระบบสื่อสารแถบความถี่แคบ ทั้งในด้านการใช้งานแถบความถี่ของสัญญาณที่กว้างกว่า อัตราการส่งข้อมูลด้วยความเร็วที่สูงกว่าหรือปริมาณข้อมูลมากกว่า และการนำไปประยุกต์ใช้ สำหรับรองรับในการให้บริการสื่อสารข้อมูลประเภทต่างๆ ได้หลายรูปแบบ เทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ แบบส่งข้อมูลผ่านสายนำสัญญาณชนิดต่าง ๆ และแบบไร้สายผ่านคลื่นวิทยุของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ไอเอสดีเอ็น เอทีเอ็ม บริการบรอดแบนด์ผ่านสายไฟฟ้า โซเน็ตและเอสดีเอช ไวแมกซ์ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ไปประยุกต์ใช้งานเพื่อให้บริการต่างๆ แก่ผู้ใช้งาน
 

  Abstract   up

        Broadband communications are referred to a group of technologies in both telecommunications and data communications that can provide high-speed digital data transfer and can support multiple services such as voice, still picture, motion picture or video, and text data or multimedia at the same time on the same network. Broadband communications are relative term used to differentiate a group of systems from narrowband communications. In broadband communications, the systems normally use wider spectrum or larger bandwidth and transfer faster digital data rate than traditional narrowband communications. They can be used to deliver different types of services over single network. Generally, both wired and wireless broadband technologies are identified and categorized. Their applications and basic characteristics are described.


  ๓.บทนำ(Introduction)  up   

        การสื่อสารบรอดแบนด์หรือการสื่อสารแถบความถี่กว้าง (Broadband communications) คือการสื่อสารที่มีการใช้แถบความถี่หรือสเปกตรัมที่ใช้ในการสื่อสารที่มีช่วงความถี่กว้าง (Broad or wide bandwidth) ในการส่งและรับข้อมูล ข้อมูลส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลและมีความต้องการ
อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลสูง (High speed data) หรือเป็นข้อมูลที่มีปริมาณมากและมีการส่งข้อมูลโดยใช้ช่องความถี่หรือช่องสื่อสารหลายช่องสัญญาณพร้อมกันเพื่อเพิ่มอัตราการส่งข้อมูลความเร็วสูง และมีปริมาณมากโดยใช้แถบความถี่ในการสื่อสารที่อยู่ข้างเคียงกัน ในการสื่อสารผ่านแถบความถี่เหล่านี้สามารถใช้สำหรับคู่สนทนาเพียงสองรายหรืออาจเป็นการใช้บริการร่วมกันโดยผู้ใช้หลายราย
        การสื่อสารบรอดแบนด์มักถูกเปรียบเทียบกับการสื่อสารในแบบแถบความถี่แคบ (Narrowband communications) ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ในปริมาณที่น้อยกว่าหรือด้วยความเร็วในการส่งข้อมูลที่ช้ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับระบบสื่อสารบรอดแบนด์ โดยการสื่อสารในแถบความถี่แคบมักจะหมายถึงการสื่อสารโทรคมนาคมของข้อมูลเสียงหรือข้อมูลดิจิทัลผ่านช่องสัญญาณเสียงของระบบโทรศัพท์แบบพื้นฐาน (Plain old telephone system: POTS) ซึ่งข้อมูลเสียงจะมีการใช้แถบความถี่ในการส่งสัญญาณแบบแอนะล็อกที่มีความกว้างของแถบความถี่เพียง ๔ กิโลเฮิรตซ์ และเทคโนโลยีการใช้โมเด็มเรียกเลขหมายผ่านสายโทรศัพท์ (Dial-up modem) ในการส่งข้อมูลดิจิทัลที่มีอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลสูงสุดที่ ๕๖ กิโลบิตต่อวินาที
        ข้อมูลที่สื่อสารผ่านการสื่อสารบรอดแบนด์มักเป็นข้อมูลประเภทสื่อประสม (Multimedia) ซึ่งได้แก่การสื่อสารข้อมูล เสียง (Voice) ภาพนิ่ง (Still picture) ภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีทัศน์ (Motion picture or video) และอักษรหรือข้อความทั่วไป (Text data) ซึ่งข้อมูลสื่อประสมเช่นข้อมูลวีดิทัศน์ที่ถูกบีบอัดแล้ว (Compressed video) มีความต้องการใช้แบนด์วิดท์หรือความกว้างแถบความถี่ (Bandwidth) ที่สามารถรองรับการสื่อสารข้อมูลในระดับหลายร้อยเมกกะบิตต่อวินาทีหรือมากกว่านั้น ในทางสาขาสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Data communications) เรียกระบบสื่อสารที่สามารถถ่ายโอนข้อมูลข้ามเครือข่ายได้มากกว่าหนึ่งชนิดว่าเป็นระบบสื่อสารข้อมูลบรอดแบนด์เช่นเดียวกันนอกจากนั้นยังรวมไปถึงการสื่อสารที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยสัญญาณดิจิทัลที่เรียกว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (Broadband Internet access)
        เทคโนโลยีเครือข่ายบรอดแบนด์ถูกออกแบบเพื่อให้สามารถจัดสรรคุณภาพของบริการ หรือที่เรียกว่าคุณภาพของการบริการ (Quality of Service: QoS)ซึ่งทำให้เครือข่ายบรอดแบนด์สามารถแบ่งระดับความสำคัญ(Priority)ของข้อมูลที่ถูกส่งผ่านเครือข่ายได้ตามความต้องการของการใช้งานและความต้องการของผู้ใช้งานเครือข่าย หรือตามคุณสมบัติของข้อมูลประเภทต่าง ๆ ที่มีความต้องการใช้ทรัพยากรหรือการตอบสนองของเครือข่ายที่แตกต่างกัน เช่น อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลขั้นต่ำ ค่าหน่วงเวลาที่ยอมรับได้ในการส่งข้อมูล และอัตราการสูญเสียที่เกิดจากความผิดพลาดในการสื่อสารข้อมูลที่สามารถยอมรับได้
        ระบบโทรคมนาคมและระบบสื่อสารข้อมูลโดยทั่วไปถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะอย่าง เช่นระบบโทรศัพท์จะมีการใช้งานเพื่อการส่งข้อมูลข่าวสารในรูปของเสียงเท่านั้น ซึ่งใช้การถ่ายโอนข้อมูลแบบสลับวงจร (Circuit switching) ระบบโทรสาร (Telegraph) ซึ่งใช้สำหรับส่งข่าวสารในรูปแบบข้อความอักษรจะใช้เพื่อส่งข้อความสั้นๆได้เพียงอย่างเดียวแต่เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล ข้อมูลข่าวสารรูปแบบต่างๆ ทั้งเสียงและข้อความได้ถูกแปลงให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลซึ่งมีหน่วยย่อยของข้อมูลเป็นเลขฐานสอง คือข้อมูลข่าวสารถูกแทนด้วยศูนย์หรือหนึ่งการแปลงข้อมูลประเภท แอนะล็อกเช่น เสียง ให้เป็นข้อมูลดิจิทัลจะมีการสูญเสียคุณภาพของข้อมูลต้นฉบับไปบางส่วนแต่เป็นที่ยอมรับได้
        หลังจากนั้นจึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายโอนข้อมูลแบบสลับกลุ่ม (Packet switching) ทำให้สามารถส่งข้อมูลดิจิทัลเป็นกลุ่มย่อยหรือมีขนาดจำกัดที่เกิดจากผู้ใช้หลายคนผ่านช่องสัญญาณสื่อสารเดียวกันได้ โดยที่มีการผลัดกันส่งเป็นการประหยัดการใช้ช่องสัญญาณสื่อสาร ทำให้การใช้งานเครือข่ายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งเกิดการสร้างระบบสื่อสารเพียงระบบเดียว ที่สามารถใช้งานสื่อสารได้หลายรูปแบบ เพื่อเป็นการประหยัดการลงทุนติดตั้งระบบสื่อสารหลายประเภทที่ต้องติดตั้งแยกจากกัน หรือในอีกนัยหนึ่งคือมีความต้องการรวมเทคโนโลยีถ่ายโอนข้อมูลแบบสลับกลุ่มข้อมูลเข้ากับการถ่ายโอนข้อมูลแบบสลับวงจร (Circuit switching) ให้อยู่บนระบบเครือข่ายเดียวกัน
        แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีบรอดแบนด์ [๑] ได้แก่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระบบสื่อสารผ่านเส้นใยนำแสง (Optical fiber transmission systems) ที่ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงในการส่งข้อมูลปริมาณมาก รวมทั้งเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่สามารถสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงได้ทำให้เกิดการใช้งานบริการบรอดแบนด์มากกขึ้นเนื่องจากสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการวางสายเคเบิล
       แรงผลักดันที่สองที่สำคัญก็คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถสร้างอุปกรณ์สำคัญ เช่น วงจรรวมสำหรับประมวลผล สัญญาณดิจิทัล (Digital signal processing integrated circuit) ที่มีราคาถูกทำให้เกิดชุมสาย (Switching office) และอุปกรณ์ของผู้ใช้ (Subscriber equipment) ที่มีราคาถูกแต่สามารถส่งข้อมูลความเร็วสูงได้ และแรงผลักดันอีกประการหนึ่งคืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ที่สามารถแสดงผลหรือส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูงเช่นกล้องโทรทัศน์และจอภาพความละเอียดสูง ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ๆ นอกเหนือไปจากการสื่อสารข้อมูลเสียงเพียงอย่างเดียวและแรงผลักดันในกลุ่มสุดท้าย คือ ความก้าวหน้าทางซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้งานที่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก ๆ
ในระยะเวลาสั้นๆ ได้


  ๔. เทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์
   up

        เทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ได้มีการพัฒนาขึ้นมาหลายรูปแบบทั้งแบบส่งข้อมูลผ่านสายนำสัญญาณและแบบส่งข้อมูลผ่านช่องสัญญาณ
ไร้สาย สามารถแบ่งกลุ่มของเทคโนโลยีบรอดแบนด์ตามสื่อที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง แสดงดังนี้

        ๔.๑ เทคโนโลยีสื่อสารบรอดแบนด์ผ่านสายนำสัญญาณ

        ก) บีไอเอสดีเอ็น หรือไอเอสดีเอ็นแถบกว้าง (Broadband ISDN: B-ISDN) เป็นเทคโนโลยีโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมแบบดิจิทัล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ยุคเริ่มแรกที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ.1988 (พ.ศ. ๒๕๓๑) เพื่อให้บริการทั้งข้อมูลเสียง ภาพ และ ข้อมูลอักษร เทคโนโลยีบีไอเอสดีเอ็นได้ถูกกำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโทรเลขและโทรศัพท์สากล (International Telegraph and Telephone Consultative Committee: CCITT) และได้เปลี่ยนชื่อเป็นสหพันธ์โทรคมนาคม ระหว่างประเทศ ส่วนงานมาตรฐานโทรคมนาคม (International Telecommunication Union – Telecommunications Standardization Sector: ITU-T) ได้กำหนดนิยามความหมายของคำว่าบรอดแบนด์ คือ บริการหรือระบบที่มีความต้องการช่องสื่อสารข้อมูลที่สามารถรองรับ อัตราการส่งข้อมูลที่สูงกว่าอัตราการส่งข้อมูลขั้นพื้นฐาน (Primary rate) โดยอัตราการส่งข้อมูลขั้นพื้นฐานตามมาตรฐานไอเอสดีเอนคือ ๑.๕๔๔ หรือ ๒.๐๔๘ เมกกะบิตต่อวินาที [๑]
        ตามมาตรฐานบีไอเอสดีเอ็น ได้กำหนดให้เครือข่ายเอทีเอ็ม (Asynchronous Transfer Mode: ATM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบการสลับกลุ่มข้อมูล (Packet switching) ประเภทหนึ่ง ได้รับเลือกให้เป็นเทคโนโลยีหลักในการสร้างเครือข่ายบีไอเอสดีเอ็น โดยเทคโนโลยีเครือข่ายเอทีเอ็มใช้เทคนิคการส่งกลุ่มข้อมูลที่มีขนาดเล็กและมีขนาดคงที่โดยเรียกว่าเซลล์ (Cell) ทำให้สามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็วสูงและมีค่าใช้จ่ายในการส่งข้อมูลต่ำ          นอกจากนี้เครือข่ายเอทีเอ็มมีการประยุกต์ใช้เทคนิคสำหรับการควบคุมการคับคั่งของการส่งข้อมูล(Congestion control)และการควบคุมการไหลของข้อมูล (Flow control) ในเครือข่ายและสามารถเลือกใช้สื่อนำสัญญาณในการส่งข้อมูลได้เป็นอิสระ ซึ่งทำให้สามารถใช้สื่อนำสัญญาณชนิดดต่างๆ เช่น สายตีเกลียวคู่ เส้นใยนำแสง
       อย่างไรก็ตาม มาตรฐานบีไอเอสดีเอ็นแม้จะได้มีการกำหนดเป็นมาตรฐาน แต่มีการใช้งานอยู่เฉพาะในระบบเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมขนาดใหญ่ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเทคโนโลยีเครือข่ายเอทีเอ็มมีความซับซ้อนและราคาค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่นที่มีความสามารถทัดเทียมหรือดีกว่า
        ข) ระบบเครือข่ายเส้นใยนำแสง
(Fiber optical network)
การสื่อสารข้อมูลผ่านช่องสัญญาณชนิดเส้นใยนำแสงเป็นเทคโนโลยีการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิทัลให้เปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบของสัญญาณแสงเพื่อส่งข้อมูลผ่านสื่อนำสัญญาณชนิดเส้นใยนำแสง การสื่อสารด้วยแสงมีประสิทธิภาพ ในการถ่ายโอนข้อมูลที่มีปริมาณมาก ด้วยอัตราการส่งข้อมูลที่สูงมากในระดับหลายกิกะบิตต่อวินาที ซึ่งมากกว่าสายนำสัญญาณชนิดสายตีเกลียวคู่และสายเคเบิลชนิดโคแอกเชียล (Coaxial)
        เส้นใยนำแสงมีความเหมาะสม สำหรับใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างจุดที่ห่างกันไกล เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร และด้วยวงจรขยายสัญญาณแสงที่เรียกว่าวงจรขยายเส้นใยนำแสงแบบเออเบี่ยมโดป (Erbium-doped fiber amplifier) ทำให้สัญญาณแสงเดินทางไปได้เป็นระยะทางไกลโดยไม่ต้องลงทุนทางด้านอุปกรณ์ทวนสัญญาณจำนวนมาก ราคาของเส้นใยนำแสงในระยะเริ่มแรกที่มีการนำมาใช้งานนั้นมีราคาสูงจึงยังไม่ถูกนำไปใช้เชื่อมต่อไปยังเครื่องลูกข่ายทั่วไป ทำให้มีการติดตั้งเครือข่ายเส้นใยนำแสงจำกัดอยู่เฉพาะภายในเครือข่ายหลัก (Backbone network) ของผู้ให้บริการ (Service provider) เท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๕๑ ได้มีการเชื่อมต่อสายเส้นใยนำแสงไปยังเครื่องลูกข่ายโดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่าเอฟทีทีเฮช (Fiber-to-the-home: FTTH) เช่นประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
        เส้นใยนำแสงสามารถแบ่งออกเป็นสองชนิด ได้แก่ แบบโหมดเดี่ยว (Single mode fiber) เส้นใยนำแสงชนิดนี้แกนกลางจะมีขนาด ๙ ไมโครเมตร และมีการกระจาย(Disperse)ของแสงต่ำทำให้สามารถส่งข้อมูลไปได้ไกลและสามารถสื่อสารข้อมูลได้ด้วยอัตราความเร็วสูง เนื่องจาก มีความกว้างแถบความถี่มาก สำหรับแบบที่สองคือแบบหลายโหมด (Multimode fiber) มีขนาดของแกนกลางที่มีขนาดใหญ่กว่าเส้นใยนำแสงแบบโหมดเดี่ยว โดยมีขนาด ๕๐ หรือ ๖๒.๕ ไมโครเมตร ทำให้สามารถส่งแสงที่ความยาวคลื่นที่แตกต่างกันได้หลายความยาวคลื่น เส้นใยนำแสงในแบบหลายโหมดมีราคาต่ำกว่า เส้นใยนำแสงแบบโหมดเดี่ยว และมีการกระจายของแสงมากกว่าทำให้สัญญาณถูกลดทอนไปได้มาก และมีความกว้างแถบความถี่ที่กว้างน้อยกว่าเส้นใยนำแสงแบบโหมดเดี่ยว ทำให้เส้นใยนำแสงแบบหลายโหมดสามารถสื่อสารข้อมูลได้เป็นระยะทางที่น้อยกว่า
        โพรโทคอลหลายชนิดรวมไปถึงโพรโทคอลเครือข่ายเอทีเอ็ม สามารถสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายเส้นใยนำแสงได้ เนื่องจากมีการแปลงสัญญาณไฟฟ้าให้กลายเป็นสัญญาณแสง โดยในอดีตโพรโทคอลเครือข่ายที่เรียกว่า โครงข่ายเชิงแสงประสานเวลา หรือโซเน็ตและเอสดีเฮช (SONET/SDH) ได้มีการใช้งานบนเครือข่ายเส้นใยนำแสง แต่เนื่องจากโพรโทคอลดังกล่าวมีขีดจำกัด ในการเพิ่มอัตราการส่งข้อมูลให้สูงขึ้นและมีค่าใช้จ่ายในการขยายเครือข่ายสูง ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคนิคเพื่อเพิ่มอัตราการส่งข้อมูลขึ้นด้วยวิธีการเพิ่มจำนวนความยาวคลื่นอย่างหนาแน่นเข้าไปในเส้นใยนำแสงที่เรียกว่า ดีดับบลิวดีเอ็ม (Dense Wavelength Digital Multiplexing: DWDM) ทำให้การเพิ่มอัตราการส่งข้อมูลมีความคล่องตัวมากขึ้นและมีการขยายความจุของการโอนถ่ายข้อมูลได้แทบจะไม่จำกัดในทางทฤษฎี ซึ่งขีดจำกัดขึ้นอยู่กับความสามารถของเทคโนโลยีในการสร้างแหล่งกำเนิดของแสง [๘]
         ค) สายผู้เช่าดิจิทัล หรือดีเอสแอล(Digital Subscriber Line: DSL)เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ที่ใช้สื่อนำสัญญาณชนิดสายตีเกลียวคู่ซึ่งถูกใช้สำหรับให้บริการโทรศัพท์มาให้บริการข้อมูลโดยการส่งข้อมูลจะใช้แถบความถี่ที่อยู่เหนือขึ้นไปจากแถบความถี่เสียงพูดของบริการโทรศัพท์ โดยมีความถี่ตั้งแต่ ๒๕ กิโลเฮิรตซ์ขึ้นไป [๓] ระบบดีเอสแอลสามารถสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราความเร็วสูงในระดับเมกกะบิตต่อวินาทีซึ่งมากกว่าการสื่อสารข้อมูลด้วยอุปกรณ์โมเด็มปกติที่ทำงานในแถบความถี่เสียงและส่งข้อมูลได้ไม่เกิน ๕๖ กิโลบิตต่อวินาที ทำให้ระบบดีเอสแอลเป็นที่นิยมเนื่องจากการติดตั้งระบบดีเอสแอลที่เครื่องลูกข่ายมีความสะดวก เพราะไม่จำเป็นต้องทำการติดตั้งสายนำสัญญาณใหม่
        ระบบดีแอสแอลสามารถให้บริการโทรศัพท์ปกติและการส่งข้อมูลพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากมีการใช้แถบความถี่ที่ใช้ในการส่งเสียงพูด แยกจากข้อมูลทำให้รองรับบริการทั้งสองประเภทพร้อมกันในเวลาเดียวกัน[๓]และเนื่องจากดีเอสเอลเป็นการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด(point-to-point) โดยใช้สายตีเกลียวคู่ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องลูกข่ายกับระบบเครือข่าย ทำให้อัตราเร็วในการส่งข้อมูลในแต่ละเครื่องลูกข่ายมีความเร็วคงที่ เทคโนโลยีดีเอสแอลมีอัตราการส่งข้อมูล จากเครื่องลูกข่ายไปยังชุมสาย (Upstream) น้อยกว่าอัตราการส่งข้อมูลจากชุมสายกลับมาที่ลูกข่าย (Downstream) ซึ่งเหมาะกับการประยุกต์ใช้กับอินเทอร์เน็ต
        เทคโนโลยีดีเอสแอลใช้เทคนิคการผสมสัญญาณที่เรียกว่าดีเอ็มที (Discrete Multitone: DMT) [๔]ซึ่งจะทำการส่งข้อมูลดิจิตอลในแบบขนานโดยใช้ช่องสัญญาณย่อย(Subchannel) ในการส่งข้อมูล ทำให้สามารถเพิ่มอัตราความเร็วในการสื่อสารข้อมูลได้สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราความเร็ว ๕๖ กิโลบิต ของโมเด็มแบบแอนะล็อกที่ใช้ในโทรศัพท์ (Analog Modem) อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพหรืออัตราการส่งข้อมูลสูงสุดของระบบดีเอสแอลจะขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างชุมสายโทรศัพท์กับเครื่องลูกข่ายโดยเครื่องลูกข่ายอยู่ใกล้ชุมสายโทรศัพท์มากเท่าใดก็จะทำให้เกิดการลดทอนของสัญญาณน้อยทำให้สามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วเต็มที่
        ง) ระบบบรอดแบนด์บนสายนำสัญญาณไฟฟ้า (Broadband over power line: BPL) สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสายนำสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือนและอาคารทั่วไป [๖] ด้วยคุณสมบัติเด่นของอุปกรณ์เรื่องราคาและสะดวกต่อการใช้งาน โดยใช้โมเด็มของระบบบีพีแอลกับปลั๊กไฟมาตรฐานทั่วไปตามอาคารก็สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเครือข่ายได้ เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้บริษัทที่ให้บริการไฟฟ้าสามารถให้บริการเครือข่ายสำหรับใช้ในการส่งข้อมูลได้ ปัญหาที่อาจพบได้จากการใช้งานเครือข่ายบีพีแอลก็คือสัญญาณของบีพีแอลอาจไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นที่ใช้สายส่งพลังงานไฟฟ้าเดียวกัน


 
                                                                  
  รูปที่ ๔.๑ โครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อในระบบการสื่อสาร
ผ่านสายไฟฟ้า

 

        หลักการทำงานของบีพีแอลคล้ายคลึงกับระบบ ดีเอสแอลคือสัญญาณของพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับจะอยู่ที่ช่วง ๕๐ ถึง ๖๐ เฮิรตซ์ แต่สัญญาณข้อมูลของ บีพีแอลจะอยู่ในช่วง ๓๐ ถึง ๕๐ เม็กกะเฮิรตซ์ ซึ่งใช้แถบความถี่คนละช่วงความถี่ เทคนิคการผสมสัญญาณหรือมอดูเลชันในบีพีแอลนั้นใช้เทคนิคที่เรียกว่า โอเอฟดีเอ็ม (Orthogonal Frequency Division Multiplexing: OFDM) ซึ่งมีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกันกับในระบบ ดีเอสแอลคือ ทำการส่งข้อมูลในลักษณะขนานในช่องสัญญาณย่อยที่ใช้ความกว้างแถบความถี่แคบ โดยแต่ละช่องสัญญาณความถี่ย่อยจะไม่รบกวนกัน [๖] ปัญหาในระบบสายส่งเนื่องจากระบบสายส่งไฟฟ้ามีการใช้หม้อแปลงไฟฟ้า(Transformer)ที่แปลงแรงดันไฟฟ้าระดับปานกลางให้เป็นไฟฟ้าแรงดันต่ำที่เหมาะสมกับการใช้งานในอาคาร ในกระบวนการนี้ทำให้สัญญาณข้อมูลของบีพีแอลหายไป วิธีการแก้ไขทำได้โดยการติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่าตัวคู่ต่อ(Coupler) ซึ่งทำการนำสัญญาณข้อมูลบีพีแอลจากสายสัญญาณข้ามตัววงจรของหม้อแปลงไฟฟ้าแล้วใส่สัญญาณกลับเข้าไปในสายไฟฟ้าแรงดันต่ำตามบ้าน

        ๔.๒ เทคโนโลยีสื่อสารบรอดแบนด์แบบไร้สาย

        ก) เทคโนโลยีไวแมกซ์ (Worldwide Interoperability for Microwave Access: WiMAX) เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ไร้สายชนิดหนึ่งที่พัฒนาโดยสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือ ไอทริปเปิลอี (IEEE: Institute of Electrical and Electronic Engineers) โดยเรียกว่ามาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งกำหนดให้ใช้แถบความถี่วิทยุกว้างในระดับเมกกะเฮิรตซ์ในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงในระดับหลายเมกกะบิตต่อวินาที ในทางทฤษฎีไวแมกซ์มีศักยภาพในการให้บริการข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงถึงระดับ ๗๕ เมกกะบิตต่อวินาที [๕] อย่างไรก็ตามอัตราการส่งข้อมูลที่แท้จริงอาจมีค่าต่ำกว่าค่าดังกล่าวเมื่อมีการใช้งานจากผู้ใช้หลายรายพร้อมกัน ไวแมกซ์มีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมรัศมีในช่วง ๑๐ กิโลเมตรขึ้นไป นอกจากนั้นทางไอทริปเปิลอีได้กำหนดมาตรฐานหลายชุดเพื่อรองรับการใช้งานของเครื่องลูกข่ายที่ไม่เคลื่อนที่ (Fixed subscriber) และเครื่องลูกข่ายเคลื่อนที่ได้ (Mobile subscriber) ทำให้เทคโนโลยีไวแมกซ์มีศักยภาพที่จะสามารถให้บริการสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่นเดียวกัน
         เทคโนโลยีไวแมกซ์ สามารถนำมาทดแทนเทคโนโลยีดีเอสแอลได้ ในพื้นที่ชนบทที่มีความยุ่งยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง ในการติดตั้งสายเคเบิล
เทคโนโลยีไวแมกซ์สามารถใช้ความถี่ในช่วง ๒.๕ กิกะเฮิรตซ์ ไปจนถึงช่วงความถี่ ๖๖ กิกะเฮิรตซ์ แต่ลักษณะการใช้งานในแต่ละช่วงความถี่จะแตกต่างกัน นั่นคือในระบบที่ใช้ความถี่สูงมากกว่า ๑๑ กิกะเฮิรตซ์เหมาะสำหรับการใช้งานในลักษณะที่สายอากาศของเครื่องส่งและเครื่องรับไม่มีสิ่งใดมากีดขวางการเดินทางของสัญญาณ หรือมีการเดินทางของสัญญาณเป็นเส้นตรง (Line-of-sight) ในขณะที่หากต้องการให้สัญญาณสื่อสารสามารถไปถึงผู้ใช้ภายในอาคาร หรือสายอากาศระหว่างเครื่องส่งและเครื่องรับมีสิ่งกีดขวางหรือสัญญาณไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง (Non-line-of-sight) จะใช้ความถี่ที่ต่ำกว่า ๑๑ กิกะเฮิรตซ์ ช่วงความถี่ในการใช้งานจริงมีอยู่สามช่วงความถี่ได้แก่ ๒.๕๐ ถึง ๒.๖๙ กิกะเฮิรตซ์ ๓.๔๐ ถึง ๓.๖๐ กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งทั้งสองช่วงความถี่นี้จะต้องมีการขอใบอนุญาตในการใช้งาน สำหรับช่วงความถี่ ๕.๗๒๕ ถึง ๕.๘๕๐ กิกะเฮิรตซ์ เป็นช่วงความถี่สากลที่ไม่จำเป็นต้องมีการขอใบอนุญาต อย่างไรก็ตามช่วงความถี่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกฏหมายของแต่ละประเทศ
         เทคนิคที่ใช้ในการผสมสัญญาณของไวแมกซ์คือ โอเอฟดีเอ็ม ซึ่งเหมือนกับในระบบบีพีแอล แต่ไวแมกซ์เป็นการส่งสัญญาณผ่านช่องสัญญาณไร้สาย การส่งสัญญาณระหว่างสถานีฐานกับเครื่องลูกข่ายเป็นไปได้ในสองลักษณะคือในระบบการสื่อสารสองทางแบบแบ่งเวลา (Time Division Duplex: TDD) นั่นคือ สัญญาณระหว่างเครื่องลูกข่าย กับสถานีฐานจะผลัดกันส่งที่คนละเวลาบนแถบความถี่เดียวกัน หรือการสื่อสารสองทาง แบบแบ่งความถี่ (Frequency Division Duplex: FDD) ซึ่งสัญญาณระหว่างเครื่องลูกข่ายกับสถานีฐานจะส่งพร้อมกันแต่ใช้คนละแถบความถี่
       เทคโนโลยีไวแมกซ์ได้รับการบรรจุ เข้าเป็นหนึ่งในหลายมาตรฐาน เช่น ไอเอ็มที-2000(IMT-2000) ของสหพันธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union:ITU) เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งไอเอ็มที-2000 คือมาตรฐานที่กำหนดสำหรับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่สาม (3G mobile system) [๘]
       ข)เครือข่ายเซลลูลาร์บรอดแบนด์ (Broadband cellular network) เกิดจากการพัฒนาของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเดิมถูกใช้งานเฉพาะสำหรับการสื่อสารข้อมูลเสียงพูด เช่นเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่สากลตามมาตรฐานจีเอสเอ็ม (Global system for Mobile communications: GSM) หรือมาตรฐาน ซีดีเอ็มเอ (Code Division Multiple Access: CDMA) ซึ่งได้มีการพัฒนาจากเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์จนทำให้สามารถรองรับการสื่อสารข้อมูล ด้วยอัตราความเร็วสูงขึ้น รองรับการส่งข้อมูลชนิดสื่อประสม(Multimedia) มีความสามารถในการรองรับข้อมูลอัตราความเร็วสูง ถึง ๒ เมกกะบิตต่อวินาทีสำหรับเครื่องลูกข่ายที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำในระดับคนเดินเท้า และที่ความเร็ว ๓๔๘ กิโลบิตต่อวินาทีสำหรับเครื่องลูกข่ายที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เช่นอยู่บนรถไฟหรือรถยนต์ส่วนบุคคล
       เทคนิคการผสมสัญญาณสำหรับเครือข่ายเซลลูล่าร์ที่พัฒนาขึ้นมานั้น เช่น เทคโนโลยีดับบลิวซีดีเอ็มเอ
(Wideband Code Division Multiple Access: WCDMA) [๗] และซีดีเอ็มเอสองพัน(CDMA-2000)


  ๕. การประยุกต์ใช้งานการสื่อสารบรอดแบนด์
   up

       การใช้งานระบบบรอดแบนด์ถูกใช้ สำหรับการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ซึ่งลักษณะของการสื่อสารข้อมูลเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ สื่อที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลมีความหลากหลาย เช่น ชนิดใช้สายนำสัญญาณหรือผ่านคลื่นวิทยุในอากาศแบบไร้สาย ซึ่งอาจมีการผสมผสานสื่อต่างๆ เข้าด้วยกันในการใช้งานบรอดแบนด์ เช่น ผู้ส่งข้อมูลอยู่บนเครือข่ายไร้สายในขณะที่ผู้รับข้อมูลอาจอยู่บนเครือข่ายที่ใช้สายนำสัญญาณ
        การใช้งานโดยเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดความต้องการในการถ่ายโอนข้อมูลปริมาณมากจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ข้อมูลภาพ ข้อมูลเสียงและข้อมูลสื่อประสมต่างๆ ผ่านโปรแกรมสำหรับการท่องอินเทอร์เน็ต คือ เว็บบราวเซอร์ (Web browser) หรือโปรแกรมประยุกต์อื่นๆ เช่นการใช้งานเพื่อการศึกษาโดยการส่งข้อมูลภาพการเรียนการสอนระยะไกล (Distance learning) หรือการแพทย์ระยะไกล (Telemedicine) เช่นการให้การวิเคราะห์รักษาผู้ป่วยโดยแพทย์จากระยะทางไกลจากผู้ป่วย ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีบรอดแบนด์ได้ถูกใช้ในด้านธุรกิจ เช่นการประชุม        วีดิทัศน์ระยะไกล (Video teleconferencing) ซึ่งตารางที่  ๕.๑ ได้แสดงการเปรียบเทียบเทคโนโลยี  การสื่อสารบรอดแบนด์ชนิดต่างๆ
พร้อมทั้งชนิดของสื่อ และอัตราการส่งข้อมูล

   ตารางที่ ๕.๑ การเปรียบเทียบเทคโนโลยีสื่อสารบรอดแบนด์


เทคโนโลยี
 

ชนิดของสื่อนำสัญญาณที่ใช้

อัตราการส่งข้อมูล(หน่วยต่อวินาที)


บีไอเอสดีเอ็น

( B-ISDN)
 


ไม่เจาะจงแต่เฉพาะกลุ่มที่ใช้สาย


๑๕๕.๕๒
– ๖๒๒.๐๘ เมกกะบิต
 


เครือข่ายเส้นใยนำแสง

(Fiber Optical Network)


เส้นใยนำแสง


เมกกะบิต
– เทอราบิต (ขึ้นอยู่กับโพรโตคอล)


ดีเอสแอล
(DSL)


สายตีเกลียวคู่
(Twisted pair)


๑๒๘ กิโลบิต
– ๕๒ เมกกะบิต (เฉพาะจากชุมสายมายังลูกข่าย)
 


บีพีแอล
(BPL)


สายส่งกำลังไฟฟ้า
 


(มาตรฐานยังไม่สมบูรณ์ ในปี พ.ศ.๒๐๐๘)


ไวแมกซ์
(WiMax)
 


ผ่านอากาศ ไม่ใช้สายนำสัญญาณ


– ๗๕ เมกกะบิต


เซลลูลาร์บรอดแบนด์

(Broadband cellular network)
 


ผ่านอากาศ ไม่ใช้สายนำสัญญาณ


๓๔๘  กิโลบิต
– ๒ เมกกะบิต

        นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีบรอดแบนด์อื่น เช่นเทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม (Satellite broadband communications) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และเทคโนโลยีเคเบิลโมเด็ม (Cable modem) ซึ่งให้บริการข้อมูลความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตผ่านระบบเครือข่ายของผู้ให้บริการเคเบิลทีวี โดยส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านสายนำสัญญาณชนิดโคแอกเชียลร่วมกับสัญญาณเคเบิลทีวี (Cable TV) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถรับชมรายการทางบริการเคเบิลทีวีไปพร้อมกับการใช้งานบริการอินเทอร์เน็ต


  ๖. จดหมายเหตุ (Milestones)
   up

        เหตุการณ์ที่สำคัญของเทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ถูกรวบรวมและแสดงดังตารางที่ ๖.๑

                ตารางที่ ๖.๑ เหตุการณ์สำคัญของเทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์


..
(ค.ศ.)
 


เหตุการณ์

๒๕๐๓
(1960)
 
 


เริ่มต้นการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ผ่านโมเด็มสายโทรศัพท์ในประเทศสหรัฐอเมริกา

๒๕๑๓
(1970)
 


ครั้งแรกในการสื่อสารข้อมูลด้วยแสงผ่านเส้นใยนำแสง


๒๕๒๓

(1980)
 
 


หลักการทั่วไปของเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลดิจิทัลของเสียงและข้อมูลที่เรียกว่าไอเอสดีเอ็น (
ISDN) ได้รับการพัฒนาขึ้น
 


๒๕๒๗
-๒๕๓๑
(1984-1988)
 
 


มาตรฐานไอซีรีย์ (
I-series) ของไอเอสดีเอ็น (ISDN) ได้รับการประกาศโดยซีซีไอทีที (CCITT) หรือ ที่เปลี่ยนมาเป็นไอทียู-ที (ITU-T)
 


๒๕๓๑

 (1988)
 


เทคโนโลยี เอดีเอสแอล
(ADSL) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย โจ เลเชลเดอร์ (Joe Lechleider)
จากบริษัทเบลคอร์ (
Bellcore) (และได้เปลี่ยนชื่อเป็น เทลคอร์เดียร์เทคโนโลยี (Telcordia Technologies)
 


๒๕๔๐

 (1997)
 


มาตรฐานแรกของโพรโตคอลเครือข่ายเอทีเอ็ม(
ATM )ซึ่งเป็นเครือข่ายสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงที่รองรับคุณภาพของการบริการ (QoS) ได้รับการกำหนดโดยเอทีเอ็มฟอรัม(ATM Forum)
 


๒๕๔๔
(2001)
 


มาตรฐานแรกของเคเบิลโมเด็ม
(DOCCIS 1.0)ได้รับการพัฒนาขึ้น


๒๕๔๗
(
2004) 
 


มาตรฐานไวแมกซ์
(WiMAX) ได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับใช้งานในช่วงความถี่ ๑๑-๖๖ กิกะเฮิรตซ์


๒๕๔๘

(2005)
 
 


คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร
(FCC) ของประเทศสหรัฐอเมริการอนุญาตให้มีการให้บริการบรอดแบนด์ผ่านเครือข่ายไฟฟ้ากำลัง

 
๒๕๕๑
(
2008) 


มาตรฐานไวแมกซ์
IEEE802.16a-2003 ได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในช่วงความถี่  ๒ - ๑๑
กิกะเฮิรตซ์  และมาตรฐานไวแมกซ์
IEEE802.16e พัฒนาสำหรับเครื่องลูกข่ายที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและสามารถสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงได้ในขณะเดียวกัน
 

 

  ๗. บรรณานุกรม   up

[๑] W. Stallings, ISDN and Broadband ISDN with Frame Relay and ATM, New Jersey, Prentice-Hall, 3rd Ed., 1995.

[๒] C.M. Akujuobi and M.N.O. Sadiku, “The present and future of broadband communications,” IEEE Potentials , vol. 24, no. 4, pp. 12-16,
Oct.-Nov. 2005.

[๓]K. Maxwell, “Asymmetric Digital Subscriber Line: Interim Technology for the Next Forty Years,” IEEE Communications Magazine, vol. 34, no. 10, pp. 100-106, October 1996.

[๔]W.Y. Chen ,“The Development and Standardization of Asymmetrical Digital Subscriber Line,” IEEE Communications Magazine, vol. 37, no. 5 , pp. 68-72, May 1999.

[๕]S.J. Vaughan-Nichols, “Achieving wireless broadband with WiMAX,” IEEE Computer, vol. 37, no. 6, pp. 10-13, Jun. 2004.

[๖] News Briefs, “Is broadband over power lines about to take off?,” IEEE Computer, vol. 37, no. 6, pp. 18, Jun. 2004.

[๗] H. Honkasalo, K. Pehkonen, M.T. Niemi, A.T. Leino, “WCDMA and WLAN for 3G and beyond,” IEEE Wireless Communications, vol. 9, no. 2, pp. 14-18, April 2002.

[๘] T. Li, “Advances in Optical Fiber Communications: An Historical Perspective,” IEEE Journal on Selected Area in Communications, vol. 1, no.3, pp. 356-372, Apr. 1983.
 
[๙] Halid Hrasnica, Abdelfatteh Haidine, Ralf Lehnert, Broadband Powerline Communications: Network Design. USA., Wiley, 2004.