สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
พื้นฐานการทำงานของระบบ
 โครงสร้างระบบตรวจสอบ
คู่สาย
 การทดสอบคู่สายพื้นฐาน
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
   ( Basic Telephone Line Testing System )

  
    กองบรรณาธิการ
 

  ๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 
  ชุมสายย่อย (Remote Concentrator Unit: RCU หรือ Remote Switching Unit: RSU)

      
ชุมสายขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่ตามชุมชนตามชานเมืองหรือชนบทเป็นต้นซึ่งทำหน้าที่สลับตัดต่อคู่สายโทรศัพท์เลขหมายต่างๆ ในพื้นที่และเพื่อเชื่อม
       ต่อไปยังชุมสายหลักหรือชุมสายอื่น ๆ

  ชุมสายโทรศัพท์แบบครอสบาร์ (Crossbar Switching)

      
ระบบหนึ่งของชุมสายโทรศัพท์แบบแอนะล็อก โดยส่วนการควบคุมการทำงาน ใช้หลอดสุญญากาศในช่วงแรกต่อมาพัฒนาเป็นการใช้วงจร
       อิเล็กทรอนิกส์แทน ยังคงมีเฉพาะส่วน ที่เป็นวงจรสลับสายหรือช่องสัญญาณที่ยังคงใช้อุปกรณ์รีเลย์ (Relay)เป็นตัวตัดต่อ ซึ่งสวิตซ์รีเลย์ถูกต่อใน
       ลักษณะของสวิตซ์แบบเมตริกซ์

  ชุมสายโทรศัพท์แบบเอสพีซี (Stored Program Control: SPC)

        ระบบชุมสายที่พัฒนาต่อจากระบบชุมสายโทรศัพท์แบบครอสบาร์ นำวงจรรวม หรือไอซี (Integrated circuit: IC)มาใช้งานในส่วนควบคุมของระบบ
        ทำให้มีขนาดเล็กประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งชุมสายโทรศัพท์ การทำงานมีความเร็ว ประหยัดพลังงาน และมีความเชื่อถือได้สูงกว่าชุมสายแบบเดิม มี
        ระบบควบคุมที่สามารถวิเคราะห์ข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นในชุมสายได้ในตัว รวมทั้งสามารถควบคุมแบบอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์

  หน่วยทดสอบปลายทาง (Remote Test Unit: RTU)

       
ฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการวัดคุณสมบัติทางไฟฟ้าของคู่สายโทรศัพท์ ซึ่งติดตั้งอยู่ในชุมสายย่อยแต่ละแห่ง มีทั้งแบบติดตั้งเดิม ภายใน
        (Internal) และติดตั้งเพิ่มเติมแบบภายนอก (External)

  ระบบบริหารเหตุเสีย (Fault Management)

        ระบบที่มีหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับเหตุเสียเพื่อป้องกันและแก้ไขเหตุเสีย อันอาจจะเกิดขึ้นกับคู่สายโทรศัพท์ เก็บรวมรวมข้อมูลประวัติ เหตุเสีย
        ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ผลทางสถิติ ซึ่งระบบที่บ่งชี้คุณภาพ โดยรวมของการให้บริการการสื่อสารทางสายโทรศัพท์        
       
 
  ๒. บทคัดย่อ up
         ระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์บ้านเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานระบบบริหารเหตุเสียของโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานที่ใช้สายเป็นตัวนำสัญญาณ ซึ่งจะใช้ประโยชน์ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารเหตุเสียสำหรับการป้องกัน การตรวจสอบเหตุเสียและเพื่อการซ่อมแซมเหตุเสียที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสียทั้งงบประมาณและเวลา ระบบตรวจสอบคู่สายแบ่งออกเป็นระบบตรวจสอบคู่สายภายในและระบบตรวจสอบคู่สายภายนอก ซึ่งพื้นฐานการทำงานของระบบทั้งสองจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่บนพื้นฐานการวัดค่าทางไฟฟ้ากับการตีความเพื่อระบุเหตุเสียที่เกิดขึ้น การทดสอบคู่สายพื้นฐานโดยทั่วไปควรทำการทดสอบเบื้องต้น การทดสอบอย่างละเอียด และการทดสอบที่กระทำเป็นช่วงเวลาได้ โดยสุ่มตรวจคู่สายเพื่อการบำรุงรักษาและป้องกันเหตุเสียล่วงหน้าได้ด้วย การใช้งานทั่วไปเริ่มต้นจากการรับแจ้งเหตุเสีย โดยศูนย์รับแจ้งเหตุเสียรับเรื่องแจ้งเหตุเสียต่างๆ จากผู้เช่าเลขหมาย แล้วดำเนินการติดต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนต่างๆ เพื่อแก้ไขเหตุเสียนั้นๆ รวมทั้งนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ทดสอบเหตุเสียดังกล่าวติดต่อกลับไปยังผู้เช่าเลขหมายที่เกิดเหตุเสียต่อไป
  Abstract   up
         Line testing system (LTS), as a part of basic telephone fault management system, is used to investigate any fault that occurs and interrupts (land line) telephone operation. It is a necessary tool using to yield the quality of service. Generally, LTS is considered into two types. Those are internal and external System working in similar manner as an electrical measurement meter. Measured results over the cable lines are related to those fault types, therefore, they can be interpreted to figure out for their causes. Thus, solutions to fix each fault can be dispatched accordingly. LTS can be also used to preventively maintain the network. Pretest, routine test, or surveillance test are the instances of benefit of this system as well.
  ๓. บทนำ up

        เหตุเสียอันเกิดขึ้นกับคู่สายโทรศัพท์ที่อาจทำให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการใช้งานได้ตามปกติไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ทั้งที่มีผลมาจากอายุการใช้งานหรือผลจากปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ ความบกพร่องของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หรือเกิดจากการใช้งานผิดเงื่อนไขของผู้เช่าสายโทรศัพท์เอง อาจทำให้เกิดการสูญเสีย ทั้งงบประมาณ เวลา รวมทั้งความเชื่อถือในคุณภาพ ของการให้บริการ ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการเพื่อใช้ในการบริหารเหตุเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ซึ่งเรียกว่า “ระบบบริหารเหตุเสีย” (Fault Management) โดยระบบมีหน้าที่ป้องกันเหตุเสียอันอาจจะเกิดขึ้นในบางกรณีเพื่อลดเหตุเสียและซ่อมแซมเหตุเสียที่เกิดขึ้น ดังนั้นประสิทธิภาพของการบริหารเหตุเสียนี้เองเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพโดยรวมของการให้บริการการสื่อสารทางสายโทรศัพท์


  ๔. พื้นฐานการทำงานของระบบ
   up

       ระบบตรวจสอบคู่สาย (Line Testing System) เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารเหตุเสีย มีหน้าที่การทำงานในการตรวจสอบเบื้องต้นของคู่สายที่มีเหตุเสียเกิดขึ้น ทำการตรวจวัดค่าพื้นฐานทางไฟฟ้าของคู่สายและแสดงให้ทราบในรูปแบบต่างๆ ตามความสามารถของแต่ละระบบนั้นๆ เพื่อนำผลไปประกอบใช้ในการตัดสินใจบริหารจัดการกับเหตุเสียใดๆ ระบบตรวจสอบคู่สายทั่วไปแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ

       ๔.๑ ระบบตรวจสอบคู่สายแบบภายใน (Internal Line Testing System)

       ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งในชุมสายย่อย (Remote Concentrator Unit: RCU หรือ Remote Switching Unit: RSU) ที่ถูกสร้างเพื่อการใช้งานในแต่ละ
ชุมสายหรือระบบจากผู้ผลิตรายนั้นๆ สามารถแบ่งตามชนิดของชุมสายได้อีกคือ

ก) ระบบตรวจสอบคู่สายภายในของชุมสายแบบเก่า เช่น ชุมสายโทรศัพท์แบบครอสบาร์ (crossbar)
       มีระบบตรวจสอบคู่สายเชิงแอนะล็อกติดตั้งใช้งานเสมือนเป็นมิเตอร์วัดไฟฟ้าแบบเก่าซึ่งล้าสมัยและไม่สะดวกต่อ การใช้งาน

ข) ระบบตรวจสอบคู่สายภายในของชุมสายเอสพีซี (Stored Program Control: SPC)
       เป็นระบบที่
เข้ามาใช้แทนระบบตรวจสอบคู่สายภายในแบบเก่า มีระบบตรวจสอบคู่สายทั้งเชิงแอนะล็อกและดิจิทัล ระบบสามารถวิเคราะห์เหตุเสียเบื้องต้นที่เกิดขึ้นได้ในตัว มีขนาดเล็กลง การทำงานมีความเร็วมีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบตรวจสอบคู่สายแบบเก่า

      ๔.๒ ระบบตรวจสอบคู่สายแบบภายนอก (External Line Testing System)

      ระบบนี้เป็นส่วนที่นำมาติดตั้งเพิ่มเติมจากภายนอกแต่สามารถใช้งานเพื่อตรวจสอบคู่สายของชุมสายใดๆ ได้ โดยผ่านการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์ ซึ่งชุมสายโดยทั่วไปจะติดตั้งส่วนนี้ไว้ด้วยนอกเหนือจากระบบตรวจสอบคู่สายภายในที่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อรองรับการพัฒนาของระบบตรวจสอบคู่สายแบบภายนอกเองและการพัฒนาตัวชุมสายในอนาคต ทำให้สามารถใช้งานร่วมกันกับชุมสายจากต่างผู้ผลิตกันได้

      การทำงานของระบบตรวจสอบคู่สายประเภทต่าง ๆ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน จะต่างกันในส่วนของความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือในการวัดคุณสมบัติทางไฟฟ้า การแสดงผลและการประยุกต์ใช้งาน สำหรับพื้นฐานการทำงานของระบบทุกประเภทมีลักษณะดังรูปที่ ๔.๑ ซึ่งการตรวจสอบคู่สายดังรูปนี้เสมือนกับการวัดวงจรทางไฟฟ้า ที่มีวงจรของสายตัวนำต่ออยู่กับอุปกรณ์ปลายทาง โดยเงื่อนไขการวัดและตัวแปรที่จะแสดงผลขึ้นอยู่กับการเลือกและการวินิจฉัยตามความต้องการของผู้วัดเอง
 




                                          

  รูปที่ ๔.๑ ลักษณะพื้นฐานการทำงานของการตรวจสอบคู่สาย
 

      การใช้งานระบบตรวจสอบคู่สายจะใช้เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุเบื้องต้นของเหตุเสีย โดยการวัดค่าทางไฟฟ้า การใช้งานทั่วไปจะเป็นดังรูปที่ ๔.๒ คือ เมื่อเกิดเหตุเสียใด ๆขึ้นกับคู่สายจะมีการแจ้งไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุเสียตามเลขหมายที่ให้บริการศูนย์รับแจ้งเหตุเสียของผู้ให้บริการเช่าเลขหมายแต่ละราย ศูนย์รับแจ้งเหตุเสียจะดำเนินการใช้งานระบบตรวจสอบคู่สาย เพื่อการตรวจสอบดังกล่าว หรืออาจจะมีการใช้งานในเงื่อนไขอื่นที่ไม่ใช่จากการแจ้งเหตุเสียเช่น ใช้เพื่อบำรุงรักษาเบื้องต้นหรือการทดสอบประจำตามเวลา รายเดือนหรือรายสัปดาห์

 




                                                                           

  รูปที่ ๔.๒ พื้นฐานการรับแจ้งเหตุเสีย
 

      ๔.๓ ข้อเปรียบเทียบทั่วไปของระบบตรวจสอบคู่สาย

      ก) ระบบตรวจสอบภายใน

      ระบบตรวจสอบภายในของชุมสายโทรศัพท์ทั่วไป มีความเที่ยงตรงประมาณ + 5 % เป็นระบบที่ต้องสั่งการโดยผ่านระบบกลาง เพื่อส่งคำสั่งไปยังชุมสายปลายทางนั้น ให้มีการตรวจสอบคู่สายและส่งผลนั้นกลับมา การใช้งานตรวจสอบคู่สายจะต้องอยู่ในโครงข่ายของชุมสายของผู้ผลิตรายนั้น ๆ หากพื้นที่ให้บริการนั้นมีชุมสายของหลายผู้ผลิตให้บริการอยู่การบำรุงรักษาต้องดูแลควบคู่กับชุมสายย่อย ระบบฐานข้อมูลลูกค้าจะแยกตามชุมสายของหมายเลขชุมสายนั้น การแสดงผลค่าทางไฟฟ้า ค่าความต้านทาน (Resistance: R) ค่าความจุของประไฟฟ้า (Capacitance: C) ค่ากระแสไฟฟ้า (Current: I) ค่าความต่างศักย์กระแสตรง (DC Voltage) ค่าความต่างศักย์กระแสสลับ (AC Voltage) ซึ่งผู้ใช้ต้องมีประสบการณ์ในการอ่านค่าและตีความอย่างมากเพื่อตอบคำถามผู้แจ้งเหตุรวมทั้งใช้เพื่อการซ่อมแซมเหตุเสีย

      ข) ระบบตรวจสอบภายนอก

      ระบบตรวจสอบภายนอกโดยทั่วไปของชุมสายจากผู้ผลิตต่างๆ มีความเที่ยงตรงประมาณ + 5 % ถึง + 2 % เป็นระบบต่อภายนอกที่สามารถใช้งานผ่านคู่สายโทรศัพท์ สามารถใช้ตรวจสอบคู่สาย ของผู้ให้บริการใดๆ ก็ได้แม้เป็นชุมสาย จากผู้ผลิตต่างรายกัน การปรับปรุงรักษาสะดวกไม่มีผลต่อการ
ทำงานของชุมสายปลายทาง ใช้ฐานข้อมูลร่วมซึ่งมีประโยชน์และข้อดี เช่น ข้อมูลประวัติผู้เช่าประวัติเหตุเสีย ข้อมูลการชำระเงินค่าบริการ ฯลฯ ระบบฐาน
ข้อมูลร่วมนี้จะทำให้การบริหารเหตุเสียดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานระบบตรวจสอบคู่สายเพิ่มเติม ร่วมกับฐานข้อมูลร่วมดังกล่าวได้เช่น การแสดงผลประวัติข้อมูลผู้เช่าพร้อมกับ ค่าผลการทางไฟฟ้าและผลการตีความเบื้องต้น ซึ่งสะดวกต่อผู้ใช้ สามารถเรียนรู้การใช้งานได้เร็วและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก [๑]
 

  ๕. โครงสร้างระบบตรวจสอบคู่สาย   up

      ระบบตรวจสอบคู่สายในโครงข่ายมีลักษณะพื้นฐานดังรูปที่ ๕.๑ ซึ่งการทำงานจะเริ่มต้นหลังจากพนักงานรับแจ้งเหตุเสีย (Operator)ได้รับแจ้งเหตุเสียจากผู้เช่าและได้ทำการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นแล้วจะดำเนินการป้อนข้อมูลเหล่านั้นเพื่อทำการทดสอบ โดยสั่งการไปยังศูนย์ข้อมูลลูกค้าในระบบและหลังจากตรวจสอบข้อมูลผู้ให้บริการเรียบร้อยแล้วดำเนินการส่งคำสั่งไปยังศูนย์ควบคุมระบบตรวจสอบคู่สายให้รับทราบถึงหมายเลขและฟังก์ชันที่ต้องการทดสอบของคู่สายนั้น ๆ เพื่อจะได้สั่งการ ต่อไปยังชุมสายปลายทางที่คู่สายนั้นมีปัญหาอยู่ โดยผ่านโครงข่ายโทรศัพท์ไปยังอุปกรณ์หน่วยทดสอบปลายทาง (RTU) ที่ติดตั้งอยู่ในชุมสายนั้น หน่วยทดสอบปลายทางนี้จะเป็นตัววัดค่าทางไฟฟ้าของคู่สายที่มีปัญหาแล้วส่งผลย้อนกลับไปประมวลค่าและตีความที่ศูนย์ควบคุม  ระบบตรวจสอบคู่สาย  หลังจากนั้น  ศูนย์ควบคุมระบบตรวจสอบคู่สาย  จะส่งผลที่ได้ในรูปของข่าวสารร่วมกับข้อมูลผู้เช่าสาย แสดงผลต่อ
ผู้ใช้งานต่อไป

 




                                            

  รูปที่ ๕.๑ ลักษณะพื้นฐานของระบบตรวจสอบคู่สาย
 

       ๕.๑ โครงสร้างทางฮาร์ดแวร์

       โครงสร้างและการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ของระบบ ตรวจสอบคู่สายซึ่งมีส่วนประกอบหลักสามส่วนคือ

ก) ศูนย์ข้อมูลลูกค้า (Data Center) เป็นระบบสนับสนุน การบริการผู้เช่าเลขหมายเก็บข้อมูลต่างๆ ของผู้เช่า เช่นประวัติเหตุเสีย ทะเบียนเลขหมาย
ประวัติผู้เช่า เป็นต้น

ข) ศูนย์ควบคุมระบบตรวจสอบคู่สาย (Test Manager) อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในศูนย์ควบคุมระบบตรวจสอบคู่สายนี้ทำหน้าที่ต่อเนื่องหลังจากรับคำสั่งมาจากศูนย์บริการลูกค้า โดยศูนย์ควบคุมระบบตรวจสอบคู่สายจะทำการประมวลผลคำสั่งที่ได้รับมาและลำดับหมายเลขที่ต้องการทดสอบ เพื่อส่งไปยังชุมสายปลายทางรวมทั้งในทางกลับกันเมื่อรับผลการทดสอบจากหน่วยทดสอบปลายทางของชุมสายนั้นๆ แล้ว จะนำค่าไฟฟ้าที่วัดได้  มาผ่านขั้นตอนการ
วิเคราะห์พิจารณาค่าคุณสมบัติทางไฟฟ้าและจัดลำดับเหตุเสียรวมทั้งแปลค่าให้อยู่ในรูปของรหัสข้อความเพื่อส่งกลับไปแสดงผลยังศูนย์ข้อมูลลูกค้าและแจ้งผลการทดสอบต่อลูกค้าผู้เช่าสายต่อไป

ค) หน่วยทดสอบปลายทาง (Remote Test Unit: RTU) คือฮาร์ดแวร์ที่จะทำหน้าที่หลักในการวัดคุณสมบัติทางไฟฟ้าของคู่สาย ซึ่งจะติดตั้งอยู่ในชุมสายย่อยแต่ละแห่ง หน่วยทดสอบนี้เปรียบเทียบการทำงานได้กับมัลติมิเตอร์ (Multimeter) โดยทั่ว ๆไปที่จะใช้ในการวัดค่าความต้านทาน (R) ค่าการเก็บประจุ(C)ค่ากระแสไฟฟ้า(I) รวมทั้งค่าความต่างศักย์ของกระแสตรงและกระแสสลับ (DCV / ACV) การวัดนี้จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ต้องการซึ่งคำสั่งการตามเงื่อนไขนั้นจะถูกส่งผ่านมาจากผู้ใช้งาน

       ๕.๒ โครงสร้างการจัดการ

       ระบบบริหารเหตุเสีย ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบศูนย์ข้อมูลลูกค้า ที่ทำการทดสอบ และบริหารงานบริการตรวจแก้ เพื่อสนับสนุนกลุ่มงานตรวจแก้แบบ
ออนไลน์ (Online) มีกลุ่มผู้ใช้ซึ่งมีหน้าที่ต่างๆ กัน โดยทั่วไปได้แก่

ก) พนักงานรับแจ้งเหตุเสีย (Operator) มีหน้าที่รับแจ้งเหตุเสียจากผู้เช่า สร้างข้อมูลเหตุเสียเข้าระบบ ทำการทดสอบเบื้องต้น หากผลการทดสอบปรากฏว่ามีเหตุเสียจริงจะส่งต่อไปยังพนักงานจ่ายงาน

ข) พนักงานทดสอบ(Tester)มีหน้าที่ติดตามคิวรอทดสอบ ทำการทดสอบอย่างละเอียด(Detail Test)เมื่อได้ผลการทดสอบพนักงานทดสอบ ทำการ
วิเคราะห์อาการเสียเพื่อทำการส่งงานต่อไป

ค) พนักงานจ่ายงาน(Dispatcher)มีหน้าที่วิเคราะห์เหตุเสียว่าควรติดต่อไปหน่วยงานใด เช่น ส่วนงานชุมสาย หรืองานข่ายสายตอนนอก  เป็นต้น เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวออกไปตรวจซ่อมและทำการรวบรวมประวัติ เหตุเสีย

ง) พนักงานวิเคราะห์และสถิติ (Analyst) มีหน้าที่ติดตามรายงานเหตุเสียดำเนินการต่อไปอย่างไร วิเคราะห์คุณภาพของรายงานเหตุเสีย อาจเป็นรายวัน สัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อจัดทำรายงานภาพรวมให้แก่ระบบบริหารเหตุเสียจนไปถึงศูนย์ข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปใช้งานด้านต่างๆ ต่อไป

จ) กองงานตรวจแก้ (Technician / Engineers) มีหน้าที่ตรวจแก้เหตุเสียซึ่งจ่ายโดยพนักงานจ่ายงาน

       ฉ) อาจมีหน่วยงานย่อยมากหรือน้อยกว่านี้ได้ เพื่อความเหมาะสมกับการจัดการเหตุเสียของระบบบริการเหตุเสียที่ดำเนินการ


  ๖. การทดสอบคู่สายพื้นฐาน
  up

       ระบบตรวจสอบคู่สายทั่วไปแบ่งการใช้งานออกเป็นสามประเภทตามเงื่อนไขการใช้งาน คือ

      ๖.๑ การทดสอบเบื้องต้น (Basic Test)

       พนักงานรับแจ้งเหตุเสีย พนักงานทดสอบ พนักงานจ่ายงาน และพนักงานวิเคราะห์สามารถทำการทดสอบเบื้องต้นได้

      ๖.๒ การทดสอบอย่างละเอียด (Detail Test)

      ซึ่งสามารถกระทำได้โดยพนักงานทดสอบ การทดสอบอย่างละเอียดนี้สามารถที่จะทำการทดสอบแต่ละส่วนของอุปกรณ์ได้ ดังเช่น

ก) การทดสอบสัญญาณพื้นฐานโทรศัพท์ (Dial Tone)
       ข) การทดสอบสัญญาณพื้นฐานโทรศัพท์ (Dial Tone) แบบต่อเนื่อง
       ค) การทดสอบการกดเลขหมายโทรศัพท์ (ทดสอบตัวเครื่องโทรศัพท์)
       ง) การทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าของคู่สาย
       จ) การทดสอบวงจรของเครื่องโทรศัพท์
       ฉ) การทดสอบระดับสัญญาณรบกวน เป็นต้น

      ๖.๓ การทดสอบที่กระทำเป็นช่วงเวลา (Routine Test)
 
      หรือการทดสอบหมายเลขบางส่วน เพื่อการบำรุงรักษาและการป้องกันเหตุเสียล่วงหน้า (Preventive Maintenance) โดยทั่วไปมีดังนี้

ก) ระบบทดสอบป้องกันเหตุเสียอัตโนมัติ (Automatic Surveillance Test) เป็นการทดสอบอัตโนมัติเพื่อการป้องกันเหตุเสียที่กระทำในช่วงเวลากลางคืนขณะที่มีผู้ใช้งานน้อย ซึ่งจะมีการสุ่มเลขหมายจำนวนหนึ่งของเลขหมายทั้งหมดขึ้นมาทำการทดสอบและรายงานผลออกมาในทุกเช้าของแต่ละวัน
      ข) ระบบทดสอบที่กระทำเป็นช่วงเวลาอัตโนมัติ (Automatic Routine Test) เป็นการทดสอบที่กำหนดขอบเขตของเลขหมายที่ยังคงติดอยู่ในรายการเหตุเสียใหญ่ (Major Breakdown) เช่น ท่อร้อยสายขาดหรือชุมสายเสีย เพื่อตรวจสอบสถานะเหตุเสียดังกล่าว
      ค) ระบบทดสอบติดตามเหตุเสียอัตโนมัติ (Automatic Follow Up Test) เป็นการทดสอบเลขหมายใด ๆ โดยกำหนดช่วงเวลาในการทำการทดสอบเพื่อติดตามอาการหรือเหตุเสียเฉพาะใดๆ เพื่อวิเคราะห์ผลต่อไป

       นอกจากนี้ อาจมีส่วนของการทดสอบล่วงหน้า (Pretest) ซึ่งจะทำการทดสอบเฉพาะเลขหมายที่ติดตั้งด้วย เพื่อให้มีคุณภาพพร้อมใช้งานหรือการทดสอบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอื่นๆ โดยการปรับปรุงซอฟท์แวร์เพิ่มเติมและระบบบริการเหตุเสียที่สอดคล้องกันได้ ทั้งนี้จะเกิดขึ้นกับระบบตรวจสอบคู่สายแบบติดตั้งภายนอกที่มีความยืดหยุ่นไม่ติดกับเงื่อนไขของชุมสายย่อยของแต่ละผู้ผลิต
 




                                                                      

  รูปที่ ๖.๑ งานในระบบบริหารเหตุเสียทั่วไป
 

      ๖.๔ เหตุเสีย

      เหตุเสียที่เกิดกับคู่สายไม่ว่ากรณีใดๆ นั้นเป็นการลดทอนประสิทธิภาพในการให้บริการ ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียกับผู้เช่าสาย และผู้ให้บริการเลขหมาย
ซึ่งเหตุเสียทั่วไปมีสามลักษณะ คือ

ก) เหตุเสียถาวร

       เหตุเสียลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างถาวรจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบให้กลับคืนดี เช่น กรณีสายขาด อุปกรณ์ในชุมสายหรือของผู้เช่าได้รับความเสียหายท่อร้อยสายขาด เป็นต้น

ข) เหตุเสียชั่วคราว/สุ่ม

       เหตุเสียลักษณะนี้ จะเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยของสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้การตรวจสอบกระทำได้ยากขึ้นเช่น เหตุที่เกิดขึ้นจากสัญญาณรบกวน (Noise) จุดเชื่อมต่อหลวม การทำงานผิดพลาดของอุปกรณ์ และเหตุเสียอื่นอีกหลายกรณีที่ไม่สามารถระบุอาการเสียได้ชัดเจน

ค) เหตุเสียเทียม

       เป็นลักษณะหนึ่ง ของเหตุการณ์เสียของคู่สาย ที่มีผลต่อการใช้งานและการตรวจซ่อมคือ การใช้งานผิดเงื่อนไขปกติเช่น การวางหูโทรศัพท์ไม่สนิท การต่อใช้งานอุปกรณ์ปลายทาง หรือโทรศัพท์ที่มีคุณสมบัติผิดปกติ ซึ่งจะทำให้คุณสมบัติทางไฟฟ้าของคู่สายนั้นเปลี่ยนแปลง สร้างความสับสนให้กับการตรวจสอบอาการเสียของคู่สาย ลักษณะเหล่านี้ไม่ใช่เหตุเสียเป็นเพียงรูปแบบการใช้งานที่ผิดธรรมดาและมีผลต่อการตรวจสอบในเบื้องต้นเท่านั้น

       เหตุเสียมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการทั้งที่เกิดจากผู้ปฏิบัติงานเองรวมทั้งสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจัยลำดับหลังนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้และมีผลต่อการเกิดเหตุเสียที่หลากหลายออกไป จนไม่สามารถระบุให้ชัดเจนแน่นอนได้ ปัจจัยดังกล่าวนี้เป็นผลมาจาก อุณหภูมิ (Temperature) และความชื้น (Humidity) เป็นต้น

      ๖.๕ การวิเคราะห์ผลการทดสอบเบื้องต้น

    ผลลัพธ์จากการวัดค่าทางไฟฟ้าของคู่สายมีพื้นฐานการวิเคราะห์เหตุเสียจากการตีความสัมพันธ์ของคุณสมบัติทางไฟฟ้ากับเหตุเสียดังตารางที่ ๖.๑ ดังนี้

                     ตารางที่ ๖.๑ การวิเคราะห์คุณสมบัติทางไฟฟ้าเบื้องต้น
 

ค่าทางไฟฟ้า

การวิเคราะห์เบื้องต้น

DC

ปกติการทดสอบเพื่อวัดผลทางไฟฟ้าจะทำการเมื่อคู่สายไม่มีการใช้งานดังนั้นคู่สายนั้นจะต้องไม่มีแรงดันไฟฟ้าอยู่ ผลการทดสอบที่ได้จึงไม่ควรมี ระดับ DC ปรากฏขึ้นของเงื่อนไขการวัดใด ๆ สำหรับคู่สายที่ใช้งานได้ปกติ หากมีค่าปรากฏจะพิจารณาต่อไปว่ามีค่าสูงต่ำเพียงใด ซึ่งจะแสดงให้ทราบถึงความผิดปกติที่แตกต่างกันออกไปอันเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุเช่น คู่สายพาดผ่านคู่สายใช้งานอื่น เคเบิลรั่วหรือไฟรั่ว อุปกรณ์ชุมสายผิดปกติ เป็นต้น

AC

เช่นเดียวกันกับกรณีของ DC แต่สาเหตุอาจเกิดจากคู่สายพาดผ่านสายไฟฟ้า เกิดการเหนี่ยวนำจากไฟฟ้าแรงสูงและสัญญาณรบกวน(Noise) เป็นต้น

R

ความต้านทานของคู่สายปกติในเงื่อนไขใดๆ นั้นจะมีค่าสูงมากคือ มากกว่า ๑ ล้านโอห์ม หากมีค่าต่ำอาจ
เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น คู่สายเกิดการลัดวงจร อุปกรณ์ปลายทางผิดปกติ
เกิดการลัดวงจรกับวัตถุอื่น ๆ อุปกรณ์ชุมสายผิดปกติ เป็นต้น

C

ค่าการเก็บประจุคือ คุณสมบัติของคู่สายรวมทั้งอุปกรณ์ปลายทางจะขึ้นอยู่กับความยาวของสาย คุณภาพของสาย สภาพการใช้งานที่มีผลจากสิ่งแวดล้อมและชนิดของอุปกรณ์ปลายทาง
ดังนั้นค่า C จะแตกต่างกันในแต่ละคู่สาย เป็นต้น


  ๗. บรรณานุกรม
  up

[๑] Roger L. Freeman, Telecommunication system engineering. United States of America: John Wiley & Sons, 2004