สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ (ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
พื้นฐานเทคโนโลยีเอทีเอ็ม
 โครงสร้างของเครือข่ายเอทีเอ็ม
 โพรโทคอลเอทีเอ็ม
ประเภทการบริการของเอทีเอ็ม
เทคโนโลยีทางเลือกชนิดอื่นๆ
 การประยุกต์ใช้งาน
 จดหมายเหตุ
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   เทคโนโลยีเอทีเอ็ม
  
( Asynchronous Transfer Mode: ATM )

   ธีรภัทร สงวนกชกร
   สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย

  ๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)

  คุณภาพการบริการ (Quality of Service: QoS)

         การควบคุมพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของระบบ เพื่อให้บริการที่มีคุณภาพ เช่น การรับประกันเวลา ที่ใช้ในการส่งข้อมูล การสูญหายของข้อมูล
         คุณภาพของสัญญาณที่ต้องการ

  แบบจำลองอ้างอิงการเชื่อมต่อระหว่างระบบเปิด (Open System Interconnection Reference Model: OSI RM)

        มาตรฐานสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างระบบที่ไม่อ้างอิงกับระบบเฉพาะระบบใดระบบหนึ่ง มาตรฐานนี้ถูกพัฒนา โดยองค์กระหว่างประเทศซึ่งทำหน้าที่
        ในการออกมาตรฐาน ในปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ. ๒๕๒๗)ซึ่งกล่าวถึงโครงสร้าง การติดต่อสื่อสาร ระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการแบ่งเป็นระดับชั้นต่างๆ
        เจ็ดชั้น คือ กายภาพ เชื่อมต่อข้อมูล เครือข่าย ขนส่ง ช่วงเวลา การนำเสนอ และงานประยุกต์

  ภาวะถ่ายโอนแบบไม่ประสานเวลา หรือเอทีเอ็ม (Asynchronous Transfer Mode: ATM)

 
       มาตรฐานสำหรับการส่งข้อมูลความเร็วสูง เพื่อส่งข้อมูลประเภทต่างๆ เช่น เสียง วิดีโอ ข้อมูล เอทีเอ็มใช้วิธีการแบ่งข้อมูลเป็นข้อมูลย่อยๆ ที่มีขนาด
        คงที่ ที่เรียกว่าเซลล์ โดยแต่ละเซลล์มีความยาว ๕๓ ไบต์ เซลล์ข้อมูลจะถูกส่งกระจาย  ไปในแต่ละข่ายเชื่อมโยง ทำให้การส่งข้อมูล เป็นไปอย่าง
        รวดเร็ว  เอทีเอ็มถูกใช้  ในการส่งข้อมูลความเร็วสูง เช่น เดียวกับเทคโนโลยี เครือข่ายเชิงแสง ประสานเวลา หรือโซเน็ต
(Synchronous Optical
        Network: SONET)

 สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(International Telecommunications Union’s Telecommunications Standardization sector:ITU-T)

        องค์กรพิเศษของสหประชาชาติ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๗ โดยใช้ชื่อสหภาพโทรเลขระหว่าง
        ประเทศ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ในปี พ.ศ . ๒๔๗๗ และกลายมาเป็นองค์กรชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ
        เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ รับผิดชอบในการจัดทำมาตรฐานการควบคุมจัดการและการพัฒนาในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของโลก

  คณะกรรมที่ปรึกษาการโทรเลขและโทรศัพท์ระหว่างประเทศ (Consultative Committee International Telegraphy and Telephony: 
  CCITT)


        องค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศ ก่อตั้งเมื่อ ปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ. ๒๕๒๕) สำนักงานตั้งอยู่ที่ กรุงเจนิวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรนี้ มีหน้าที่ใน
        การจัดทำมาตรฐานต่างๆ ทางด้านโทรคมนาคม เช่น มาตรฐานโพรโทคอล ดูแลมาตรฐานเครือข่าย บริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล (Integrated
        Services Digital Network: ISDN) เป็นต้น

  ไอพีหรืออินเทอร์เน็ตโพรโทคอล (Internet Protocol: IP)

        โพรโทคอลซึ่งใช้ ในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีลักษณะการแบ่งข้อมูลเป็นขนาดความยาวต่างๆ ซึ่งเรียกว่าแพกเก็ต เพื่อใช้ส่งข้อมูล
        กระจายผ่านเครือข่ายสวิตช์ชิ่ง
 
  ๒. บทคัดย่อ up  

        เทคโนโลยีเอทีเอ็มถูกออกแบบเพื่อใช้ส่งข้อมูลความเร็วสูงประเภทต่างๆ เช่น เสียง ภาพ ข้อมูล ผ่านเครือข่ายสวิตช์ ที่มีเวลาหน่วงซึ่งใช้ในการส่งข้อมูลผ่านจุดเชื่อมโยงในแต่ละสถานีย่อยเพื่อไปยังผู้รับปลายทางต่ำ ข้อมูลที่ส่งจะถูกแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ มีขนาดความยาวของข้อมูลคงที่เรียกว่าเซลล์ โดยแต่ละเซลล์มีความยาว ๕๓ ไบต์ ประกอบด้วยส่วนกำหนดค่าซึ่งใช้กำหนดรูปแบบคุณลักษณะของเซลล์มีขนาด ๕ ไบต์ (Byte) และส่วนของข้อมูล ๔๘ ไบต์ ส่วนกำหนดค่าของเซลล์จะระบุค่าเส้นทางการเชื่อมต่อเสมือนของวงจร เพื่อใช้ในการส่งต่อเซลล์ข้อมูลผ่านอุปกรณ์สวิตช์เอทีเอ็มในเครือข่ายเพื่อไปยังอุปกรณ์ ที่ผู้รับปลายทางจากการที่ระบบเอทีเอ็มไม่มีส่วน ของการตรวจสอบความผิดพลาดข้อมูล ไม่มีการดำเนินการส่งข้อมูลซ้ำ รวมทั้งการกำหนดให้เซลล์มีขนาดคงที่และประกอบด้วยส่วนกำหนดค่าเพียงเล็กน้อย ทำให้ภาระในการทำงานของอุปกรณ์ในเครือข่ายเอทีเอ็มต่ำ ส่งผลให้อัตราการส่งข้อมูลในเครือข่ายมีค่าสูงโดยมีอัตราการส่งข้อมูลในระดับเมกกะบิตต่อวินาที เทคโนโลยีเอทีเอ็มจึงถูกใช้งานและมีการพัฒนาจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ด้านโทรคมนาคม และถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ใช้ในการส่งข้อมูลที่มีความกว้างของแบนด์วิดท์สูง หรือบีไอเอสดีเอ็น (Broadband ISDN: B-ISDN) สำหรับใช้ในการส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่น เช่น โซเน็ต และเอสดีเอช (SONET/SDH) ซึ่งใช้เส้นใยนำแสงในการส่งข้อมูล
 

  Abstract  up  

      Asynchronous Transfer Mode, abbreviated ATM, provides a high-speed low-delay multiplexing and switching network to support any type of traffics such as voice, data and video applications. ATM segments and multiplexes user traffics into small and fixed-length units called cells. The cell is 53 octets, with 5 octets is reserved for the cell header. Each cell is identified by virtual circuit identifiers which contained in the cell header. An ATM network uses these identifiers to relay the traffic through high-speed switches from the sending customer premises equipment (CPE) to the receiving CPE. ATM provides no error detection operations on the user payload inside the cell. It provides no retransmission services and a few of operations are performed on the small header. These cells with minimal services are performed to implement and support multi-megabit transfer rates. The ITU-T, ANSI and the ATM Forum have selected ATM to be a part of the broadband ISDN (B-ISDN) specification to provide for the multiplexing and switching operations. ATM resides on top of the physical layer of a conventional layered protocol. The physical layer could be implemented with SONET/SDH, DS3, FDDI, CEPT4 and others. However, large public networks are usually uses SONET/SDH for physical layer.
 

  ๓. บทนำ (Introduction)up  

        เทคโนโลยีเอทีเอ็มถูกออกแบบเพื่อใช้ในการส่งข้อมูลความเร็วสูงประเภทต่างๆ เช่น ข้อมูลเสียง ภาพ หรือวิดีโอ ผ่านเครือข่ายสวิตช์ โดยอาศัยลักษณะการส่งข้อมูลแบบแพ็กเก็ต ซึ่งข้อมูลที่ส่งจะถูกแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ ที่มีขนาดความยาวของข้อมูลคงที่ เรียกว่าเซลล์ โดยแต่ละเซลล์มีความยาว ๕๓ ไบต์ ประกอบด้วยส่วนกำหนดค่าซึ่งใช้กำหนดรูปแบบคุณลักษณะของเซลล์ มีขนาด ๕ ไบต์ (Byte) และส่วนของข้อมูล ๔๘ ไบต์ เซลล์ข้อมูลจะถูกส่งผ่านอุปกรณ์เชื่อมโยงในเครือข่ายที่ทำหน้าที่ในการประมวลผลและส่งเซลล์ข้อมูลไปยังผู้รับปลายทาง เทคโนโลยีเอทีเอ็มสามารถรองรับการส่งข้อมูลที่ต้องการแบนด์วิดท์ในการส่งข้อมูลสูงและรองรับการส่งข้อมูลที่มีอัตราการส่งข้อมูลคงที่หรือเปลี่ยนแปลงตามชนิดหรือประเภทของข้อมูลนั้น โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัลหรือ ไอเอสดีเอ็น (Integrated Services Digital Network: ISDN) ถูกออกแบบในช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1980 (พ.ศ. ๒๕๒๓-๒๕๓๓) เพื่อใช้สำหรับการส่งข้อมูลเสียงและข้อมูลความเร็วสูงผ่านเครือข่ายแบบสวิตช์ของโครงข่ายโทรศัพท์สาธารณะ (Public Switched Telephone Network:PSTN) ซึ่งใช้ในการให้บริการโทรศัพท์แบบพื้นฐาน (Plain Old Telephone Service:POTS) อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างระหว่างโครงข่ายโทรศัพท์สาธารณะ และ ไอเอสดีเอ็น คือ ไอเอสดีเอ็นนั้น การติดต่อสื่อสารตลอดเส้นทางจากอุปกรณ์ต้นทางไปยังอุปกรณ์ปลายทางเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด ในขณะที่โครงข่ายโทรศัพท์สาธารณะ เป็นระบบดิจิทัลในส่วนของเครือข่ายระหว่างสวิตช์ แต่จากสวิตช์ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง เช่น โทรศัพท์ยังเป็นระบบแอนะล็อก
      ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 (พ.ศ. ๒๕๓๓) องค์กรซึ่งทำหน้าที่ ในการออกมาตรฐานระหว่างประเทศหรือสหภาพโทรคมนาคม ระหว่างประเทศ(International Telecommunication level: ITU) ได้เสนอเทคโนโลยีเอทีเอ็มเพื่อใช้สำหรับโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัลแถบกว้าง หรือบี-ไอเอสดีเอ็น (Broadband Integrated Service Digital Network: B-ISDN) ซึ่งใช้เครือข่ายแบบแพกเก็ต แตกต่างจากโครงข่ายโทรศัพท์สาธารณะและเทคโนโลยีไอเอสดีเอ็น ที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้เครือข่ายสวิตช์ หลังจากนั้นเทคโนโลยีเอทีเอ็ม เริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรมการสื่อสารข้อมูลของเครือข่ายคอมพิวเตอร์และในปลาย ค.ศ. 1991 (พ.ศ. ๒๕๓๔) กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเทคโนโลยีเอทีเอ็มได้ร่วมกันก่อตั้ง คณะทำงานสำหรับเอทีเอ็ม (ATM forum) เพื่อสร้างข้อตกลงในการออกแบบอุปกรณ์เอทีเอ็มให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ทำให้เทคโนโลยีเอทีเอ็มเกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายมีสมาชิกทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์ ด้านซอฟต์แวร์และ ฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในเครือข่าย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก ๔ ถึง ๙๐๐ รายภายในระยะเวลา ๕ ปี และข้อกำหนดต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยคณะทำงานดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการออกเป็นมาตรฐานต่างๆ ต่อมา

 

  ๔. พื้นฐานเทคโนโลยีเอทีเอ็ม (ATM Technology Fundamental)  up

       ในเครือข่ายเอทีเอ็มข้อมูลจะถูกแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ ที่มีขนาดคงที่เรียกว่าเซลล์ ดังรูปที่ ๔.๑ โดยแต่ละเซลล์มีความยาว ๕๓ ไบต์ ประกอบด้วยส่วนกำหนดค่า มีขนาดความยาว ๕ ไบต์ และส่วนของข้อมูลมีความยาว ๔๘ ไบต์ ด้วยการกำหนดให้เซลล์มีขนาดคงที่ การกำหนดส่วนหัวของเซลล์ที่มีตัวระบุวงจรเสมือน (Virtual Circuit Identifier: VCI) ตัวระบุเส้นทางเสมือน (Virtual Path Identifier: VPI) เพื่อใช้ในการกำหนดเส้นทางเมื่อผ่านอุปกรณ์สวิตช์เอทีเอ็ม รวมทั้งการกำหนดการควบคุมการไหลของทราฟิก ทำให้ภาระในการทำงานของอุปกรณ์ในเครือข่ายเอทีเอ็มต่ำ ส่งผลให้สามารถส่งข้อมูลผ่าน
อุปกรณ์ในเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถรองรับการส่งข้อมูลประเภทต่าง ๆ ด้วยความเร็วสูง 



 
                                                                            
 
รูปที่ ๔.๑ โครงสร้างเซลล์ข้อมูลของเอทีเอ็ม
 

       เอทีเอ็มมีการจัดการการไหลหรือการจราจร (Traffic) ของข้อมูลแตกต่างกัน ผู้ใช้สามารถกำหนดความต้องการและจองทรัพยากรเครือข่ายเพื่อใช้ในการส่งข้อมูล สวิตช์เอทีเอ็มใช้ตัวระบุเส้นทางเสมือน และตัวระบุวงจรเสมือน ที่อยู่ในส่วนหัวของเซลล์ข้อมูล เพื่อใช้ในการระบุเส้นทางที่ใช้ในการส่งข้อมูลไปยังโนดถัดไป ในเครือข่ายจนกระทั่งข้อมูลถูกส่งถึงปลายทาง วงจรเสมือน (Virtual Circuit) เป็นการสร้างการเชื่อมต่อเสมือนระหว่างจุดเชื่อมต่อไปยังปลายทางโนดถัดไป สำหรับเส้นทางเสมือน (Virtual Path) เป็นการรวมวงจรเสมือนเป็นกลุ่มเพื่อใช้ในการดำเนินการกับวงจรเสมือนทั้งกลุ่ม การรวมวงจรการเชื่อมต่อเสมือนในหนึ่งเส้นทางการเชื่อมต่อเสมือนจากสถานีต้นทางไปยังสถานีปลายทางในเครือข่ายเอทีเอ็ม ทำให้สามารถลดภาระในการจัดหาเส้นทางให้กับแต่ละวงจรการเชื่อมต่อ ทำให้ทราฟิกข้อมูลในเครือข่ายถูกส่งไปยังปลายทางได้อย่างรวดเร็ว ดังรูปที่ ๔.๒



 
                                                                            
 
รูปที่ ๔.๒ วงจรเสมือน และการเชื่อมต่อเส้นทางเสมือน
 


  ๕. โครงสร้างของเครือข่ายเอทีเอ็ม (ATM Network Architecture)
 up

       มาตรฐานเอทีเอ็มได้กำหนดโพรโทคอลซึ่งถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อ ดังนี้

       ๕.๑ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ในเครือข่าย

       เครือข่ายเอทีเอ็มประกอบด้วย ผู้ใช้ปลายทาง แผงวงจรเอทีเอ็ม ที่อุปกรณ์จัดเส้นทาง (Router) และอุปกรณ์สวิตช์ (Switch) ซึ่งใช้ในการเชื่อมต่อ
ระหว่างโนด ในการส่งข้อมูล แบ่งได้เป็นสองประเภทหลัก ดังรูปที่ ๕.๑ คือ
      ก) การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่าย (User-to-network interface: UNI) ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ปลายทางของเอทีเอ็ม กับอุปกรณ์สวิตช์ในเครือข่ายเอทีเอ็มสาธารณะเปรียบเทียบกับการเชื่อมต่อของโทรศัพท์ของผู้ใช้ตามบ้านกับชุมสายโทรศัพท์ในระบบโทรศัพท์เนื่องมาจากมาตรฐานเอทีเอ็มเดิมทีถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้สำหรับเครือข่ายสาธารณะ
      ข) การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งหรือระหว่างเครือข่ายไปยังโหนด (Network-to-network interface or network-to-node interface:NNI) เป็นการเชื่อมต่อระหว่างสวิตช์ในเครือข่ายสาธารณะเดียวกันหรือเชื่อมต่อระหว่างสวิตช์ของเครือข่ายส่วนตัวหนึ่งกับสวิตช์ของอีกเครือข่ายส่วนตัว ถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างสวิตช์แต่ไม่รวมการเชื่อมต่อระหว่างสวิตช์ จากเครือข่ายสาธารณะไปยังเครือข่ายส่วนตัว 



 
                                                                            
 
รูปที่ ๕.๑ ตัวอย่างพื้นฐานการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ในเครือข่ายเอทีเอ็ม
 

        ๕.๒ การเชื่อมต่อระบบระหว่างสวิตช์ (Inter-switching system interfaces: ISSI)

        การเชื่อมเส้นทางระหว่างสวิตช์ด้วยกัน สามารถแบ่ง และแสดงได้ดังรูปที่ ๕.๒ ดังนี้
        ๕.๒.๑ การเชื่อมต่อระบบระหว่างสวิตช์ของเครือข่ายส่วนตัว (Private ISSI) เป็นการเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างสวิตช์ของเครือข่ายส่วนตัวหนึ่งกับสวิตช์ของอีกเครือข่ายส่วนตัวหนึ่ง
        ๕.๒.๒ การเชื่อมต่อระบบระหว่างสวิตช์ของเครือข่ายสาธารณะ (Public ISSI) เป็นการเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างสวิตช์ของเครือข่ายสาธารณะหนึ่งกับสวิตช์ของอีกเครือข่ายสาธารณะหนึ่ง โดยสามารถแบ่งย่อยได้ ดังนี้

        ก) การเชื่อมต่อภายในของผู้ให้บริการเดียวกัน (Intra-local access and transport area: LATA ISSI) เป็นการเชื่อมต่อเส้นทาง ระหว่างสวิตช์ของเครือข่ายสาธารณะหนึ่งกับสวิตช์ของอีกเครือข่ายสาธารณะ เป็นของผู้ให้บริการรายเดียวกัน
        ข) การเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการ (Inter-LATA ISSI, or inter-carrier interfaces: ICI) เป็นการเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างสวิตช์เอทีเอ็มของผู้ใช้บริการที่แตกต่างกัน



 
                                                                            
 
รูปที่ .๒ ตัวอย่างพื้นฐานการเชื่อมต่อระบบ
ระหว่างสวิตช์เอทีเอ็ม ในเครือข่ายสาธารณะและเครือข่ายส่วนตัว
 

        ๕.๓ การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่าย

        สามารถแบ่งได้เป็นสองชนิด ดังนี้
        ก) การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่ายสาธารณะ (Public UNI) ถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้เอทีเอ็ม ซึ่งสวิตช์ที่เชื่อมระหว่างกันอยู่ในเครือข่ายสาธารณะของผู้ให้บริการรายเดียวกัน
        ข) การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่ายส่วนตัว (Private UNI) ถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้เอทีเอ็ม ซึ่งสวิตช์ที่เชื่อมระหว่างกันอยู่ในเครือข่ายส่วนตัว เช่น เครือข่ายเอทีเอ็มส่วนตัวในมหาวิทยาลัย หรือบริษัท
        การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่ายสาธารณะ ถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ซึ่งสวิตช์ที่เชื่อมระหว่างกันอยู่ในเครือข่ายสาธารณะของผู้ให้บริการรายเดียวกัน
        การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่ายทั้งสองแบบใช้ข้อกำหนดของระดับชั้นเอทีเอ็มเหมือนกัน แต่ตัวกลางที่ใช้ในการส่งข้อมูลอาจมีความแตกต่างกัน เนื่องจากความต้องการของงานประยุกต์ ที่แตกต่างกันของฟังก์ชันระหว่างเครือข่ายสาธารณะและเครือข่ายส่วนตัว สวิตช์เอทีเอ็มในเครือข่ายส่วนตัวถูกใช้เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ของผู้ใช้ซึ่งระยะทางมักจะไม่ห่างจากกันมากนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้ใช้เทคโนโลยีที่ใช้กับการเชื่อมต่อในระยะสั้น แต่สำหรับเครือข่ายสาธารณะการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์มักจะอยู่ห่างจากกันมาก ทำให้อุปกรณ์ต้องรองรับการเชื่อมต่อในระยะทางไกลได้ การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่ายแสดงดังรูปที่ ๕.๓



 
                                                                            
 
รูปที่ ๕.๓ ตัวอย่างการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่าย
 


  ๖. โพรโทคอลเอทีเอ็ม (ATM Protocol)
  up  

        แบบจำลองสำหรับโพรโทคอลเอทีเอ็มตามที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศแนะนำตามข้อกำหนด I.321 แสดงดังรูปที่ ๖.๑



 
                                                         
 
รูปที่ ๖.๑ แบบจำลองอ้างอิงโพรโทคอลเอทีเอ็ม
 

       รูปแบบจำลองอ้างอิงของโพรโทคอลเอทีเอ็ม ประกอบด้วยส่วนระดับชั้นซึ่งอยู่ล่างสุด คือ ระดับชั้นกายภาพ ในระดับชั้นนี้สามารถแบ่งเป็นระดับชั้นย่อยได้สองส่วนคือ ระดับชั้นย่อยการรวมการส่ง (Transmission Convergence Sublayer) และระดับชั้นย่อยทางกายภาพของสื่อตัวกลางอิสระ (Physical Media-dependent Sublayer) ส่วนระดับชั้นที่สองคือระดับชั้นเอทีเอ็ม และระดับชั้นที่สามคือระดับชั้นดัดแปลงให้เหมาะสม ซึ่งจะติดต่อกับงานประยุกต์ของผู้ใช้ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป โดยเมื่อเปรียบเทียบกับแบบจำลองอ้างอิงมาตรฐานการเชื่อมต่อระหว่างระบบเปิด ซึ่งแบ่งเป็น ๗ ระดับชั้นแล้ว แบ่งระดับชั้นเป็น โพรโทคอลเอทีเอ็มจะทำงานอยู่ในระดับชั้นล่างสองระดับ คือ ระดับชั้นกายภาพ และระดับชั้นการเชื่อมต่อข้อมูล ของแบบจำลองอ้างอิงมาตรฐานการเชื่อมต่อระหว่างระบบเปิด

        ๖.๑ แบบจำลองอ้างอิงโพรโทคอลเอทีเอ็มตามระดับชั้น

       การจัดการในระดับชั้น จะทำหน้าที่คอยดูแล และอำนวยความสะดวกตามความต้องการให้กับแต่ละระดับชั้น แบบจำลองอ้างอิงโพรโทคอลเอทีเอ็ม ประกอบด้วยสามระดับชั้น คือ
        ก) ระดับชั้นกายภาพ (Physical Layer) ในระดับชั้นนี้จะอธิบายเกี่ยวกับสื่อตัวกลางที่ใช้ในการส่งข้อมูล และค่าตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งข้อมูล เช่น อัตราการส่งข้อมูลคุณภาพการบริการที่ต้องการ เป็นต้น
         ข) ระดับชั้นเอทีเอ็ม (ATM Layer) ในระดับชั้นนี้จะกำหนดรูปแบบและขนาดของเซลล์ ประกอบด้วยส่วนหัวของเซลล์เอทีเอ็มที่มีขนาด ๕ ไบต์ และส่วนของข้อมูลขนาด ๔๘ ไบต์
         ค) ระดับชั้นดัดแปลงให้เหมาะสม (ATM Adaptation Layer: AAL) ในระดับชั้นนี้จะทำการดัดแปลงข้อมูลซึ่งถูกส่งต่อมาจากในระดับชั้นบนของงานประยุกต์ต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมตามความต้องการในระดับชั้นเอทีเอ็ม ในระดับชั้นนี้สามารถแบ่งประเภทย่อย ตามคุณสมบัติ ข้อมูลที่จะถูกส่งมีอัตราการส่งข้อมูลคงที่หรือแบบปรับเปลี่ยนค่าได้ (Variable/Constant bit rate) การส่งข้อมูลเป็นแบบกำหนดการเชื่อมต่อ หรือไม่กำหนดการเชื่อมต่อ (Connection/Connectionless) ข้อมูลที่ถูกส่งเป็นแบบอ้างอิงกับเวลาหรือ แบบอิสระกับเวลา (Dependent/Independent)
        เอเอแอล-1 (AAL 1) อัตราการส่งข้อมูลคงที่ การส่งข้อมูลเป็นแบบกำหนดการเชื่อมต่อ ทราฟิกข้อมูลแบบประสานเวลา เหมาะสำหรับการส่งข้อมูลเสียงที่ไม่มีการบีดอัดข้อมูล
        เอเอแอล-2 (AAL 2) อัตราการส่งข้อมูลแบบปรับเปลี่ยนได้ การส่งข้อมูลเป็นแบบกำหนดการเชื่อมต่อ ทราฟิกข้อมูลแบบประสานเวลา เหมาะสำหรับการส่งข้อมูลวิดีโอที่มีการบีบอัดข้อมูล
         เอเอแอล-3 (AAL 3/4) อัตราการส่งข้อมูลแบบปรับเปลี่ยนได้ การส่งข้อมูลเป็นแบบกำหนดการเชื่อมต่อ ทราฟิกข้อมูลแบบไม่ประสานเวลา
         เอเอแอล-5 (ALL 5) เหมือนกับ เอเอแอล 3/4  (AAL 3/4 แต่สามารถใช้กับการสื่อสาร แบบไม่กำหนดการเชื่อมต่อ นิยมใช้ในการส่งข้อมูลผ่าน  โพรโทคอลอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายเอทีเอ็ม
         แบบจำลองอ้างอิงโพรโทคอลเอทีเอ็ม นอกจากจะประกอบ ด้วยระดับชั้นสามชั้น คือ ระดับชั้นกายภาพ ระดับชั้นเอทีเอ็มและระดับชั้นดัดแปลงให้เหมาะสมแล้ว ยังสามารถมองในระดับของระนาบซึ่งเป็นแยกประเภทโดยจากกลุ่มของฟังก์ชันการทำงาน

        ๖.๒ แบบจำลองอ้างอิงโพรโทคอลเอทีเอ็มตามระนาบ

        การจัดการในระดับระนาบ จะทำหน้าที่ดูแลจัดการและประสานการทำงานทั้งระบบ สามรถแบ่งออกเป็นสามระนาบ ดังนี้
        ก) ระนาบผู้ใช้ (User Plane) มีหน้าที่เตรียมและจัดหาในการส่งข้อมูลของผู้ใช้ รวมทั้งกลไกในการตรวจแก้ความผิดพลาดของข้อมูลและการควบคุมทราฟิกข้อมูล
        ข) ระนาบควบคุม (Control Plane) มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการเชื่อมต่อ การเรียก การเตรียมและสร้างการเชื่อมต่อ การปล่อยการเชื่อมต่อและการเฝ้าติดตามการทำงาน
        ค) ระนาบการจัดการ (Management Plane) ประกอบด้วยฟังก์ชันการทำงานสองส่วน คือ การจัดการในระดับชั้น และการจัดการในระดับระนาบ โดยการจัดการในระดับระนาบนั้น ไม่ได้ถูกแบ่งเป็นระดับชั้น เพื่ออำนวยความสะดวก ให้กับการดูแลจัดการทั้งระบบ ส่วนการจัดการในระดับชั้นจะคอยดูแลแลอำนวยความสะดวกให้กับแต่ละระดับชั้น
       การทำงานของโพรโทคอลเอทีเอ็มในแต่ละระดับชั้น อธิบายได้ดังนี้ระดับชั้นเอทีเอ็มจะส่งผ่านเซลล์เอทีเอ็มในอุปกรณ์สวิตช์โดยตรวจดูที่อยู่จากส่วนหัวของเซลล์เอทีเอ็มเพื่อใช้ในการส่งผ่านไปยังวงจรสวิตช์สู่ผู้ใช้ที่สถานีปลายทางฟังก์ชันในระดับชั้นกายภาพจะทำการส่งผ่านทราฟิกของเซลล์เอทีเอ็มไปยังระดับชั้นเอทีเอ็ม เมื่อระดับชั้นเอทีเอ็มได้รับแล้วส่งผ่านไปยังระดับชั้นดัดแปลงให้เหมาะสม โดยในระดับชั้นดัดแปลงให้เหมาะสมจะทำนำส่วนของข้อมูลในเซลล์เอทีเอ็ม ส่งให้ยังงานประยุกต์ของผู้ใช้ และในทางกลับกันจะนำข้อมูลงานประยุกต์ของผู้ใช้ดัดแปลงให้เหมาะสมเพื่อส่งต่อให้กับระดับชั้นเอทีเอ็ม

      ตารางที่ ๖.๑ ฟังก์ชันการทำงานในแต่ละระดับชั้นโพรโทคอลเอทีเอ็ม [๒]


ระดับชั้น
 


ฟังก์ชันการทำงาน


ระดับชั้นบน
 


         รวมระดับชั้นย่อย


ระดับชั้นดัดแปลงให้เหมาะสม
(ATM Adaptation Layer)
 


  -แยกและการประกอบคืนของระดับชั้นย่อย




ระดับชั้นเอทีเอ็ม
(ATM Layer)

         
   -
ควบคุมการไหลของข้อมูล

         -สร้างและแยกส่วนหัวของเซลล์ข้อมูล

         -แปลและบีดอัดข้อมูลในส่วนของตัวระบุเส้นทางเสมือนและตัวระบุวงจรเสมือนของเซลล์ข้อมูล

          -มัลติเพล็กซ์และดีมัลติเพล็กซ์เซลล์ข้อมูล
 




ระดับชั้นกายภาพ
(Physical Layer)

       
 -ควบคุมอัตราการส่งข้อมูล

        -ดัดแปลงและปรับให้อยู่รูป เซลล์ข้อมูล

         -สร้างและกู้คืนเซลล์ข้อมูลในการส่ง

         -ควบคุมเวลาในการส่งบิตข้อมูล

         -ดูแลจัดการสื่อตัวกลางที่ใช้ในการส่งข้อมูล
 

 

  ๗. ประเภทการบริการของเอทีเอ็ม (ATM Service Classes)  up  

        ผู้ใช้สามารถกำหนดความต้องการในแต่ละการเชื่อมต่อในระบบเอทีเอ็มได้ โดยสามารถแบ่งประเภทการบริการในเอทีเอ็มได้ ๕ ระดับตามข้อกำหนดของคณะทำงานเอทีเอ็ม สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ไปยังเครือข่าย ได้ดังนี้

        ก) อัตราการส่งข้อมูลคงที่ (Constant bit rate: CBR) เป็นรูปแบบการบริการพื้นฐาน โดยทราฟิกของเซลล์เอทีเอ็มจะคงที่ เช่น ใช้ในการส่งข้อมูลประเภท เสียง การประชุมทางวิดีทัศน์
        ข) อัตราการส่งข้อมูลปรับเปลี่ยนได้ แบบไม่ใช่เวลาจริง (Variable bit rate-real time: VBR-rt) สามารถส่งทราฟิกข้อมูลที่มีอัตราเร็วไม่คงที่ได้ ใช้ในการส่งข้อมูลเช่น ข้อมูลจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อประสม
        ค) อัตราการส่งข้อมูลปรับเปลี่ยนได้ แบบเวลาจริง (Variable bit rate-real time: VBR-rt) ใช้สำหรับงานประยุกต์ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเวลาหน่วงในการส่งทราฟิกข้อมูลเช่น การส่งข้อมูลวิดีโอแบบเชิงโต้ตอบที่มีการบีบอัดข้อมูล
        ง) อัตราบิตพร้อมใช้ (Available bit rate: ABR) มีการควบคุมอัตราการสูญหาย และเวลาหน่วงของทราฟิกข้อมูล ใช้ในการโอนย้ายไฟล์ข้อมูล จดหมายอิเล็กทรอนิกส์
        จ) อัตราการส่งข้อมูลแบบไม่ระบุ (Unspecified bit rate: UBR) ใช้สำหรับงานประยุกต์ที่ส่งข้อมูลแบบใช้เวลาไม่แน่นอน เช่น การส่งข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต

 

  ๘. เทคโนโลยีทางเลือกชนิดอื่นๆ (Alternative Technologies) up

         เทคโนโลยีทางเลือกอื่นซึ่งใช้ในการส่งข้อมูลความเร็วสูงสำหรับใช้ในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกับระบบเอทีเอ็ม ดังนี้

         ๘.๑ เฟรมรีเลย์
(Frame relay)

         เทคโนโลยีการส่งข้อมูล มีลักษณะการแบ่งข้อมูลเป็นเฟรม เช่นเดียวกับระบบเอทีเอ็มเฟรมในระบบเอ็มมีขนาดความยาวคงที่ เรียกว่าเซลล์เอทีเอ็ม สำหรับขนาดความยาวเฟรมในเฟรมรีเลย์มีความยาวซึ่งแปรผันได้ เฟรมรีเลย์นิยมใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายท้องถิ่น(Local Area Network: LAN) กับเครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network: WAN) เฟรมรีเลย์มีอัตราการส่งข้อมูลหลายอัตราเช่น เมื่อใช้รูปแบบการส่งสัญญาณเชื่อมต่อแบบ T-1 มีอัตราการส่งข้อมูล ๑.๕๔๔ เมกกะบิตต่อวินาที

         ๘.๒ โซเน็ตและเอสดีเอช
(SONET/SDH)

         เทคโนโลยีการส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านเส้นใยนำแสง สามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงเช่นมาตรฐานเอสทีเอ็มวัน(STM-1) มีอัตราการส่งข้อมูล ๑๕๕.๕๒ เมกกะบิตต่อวินาที จนถึงระดับกิกะบิตสำหรับมาตรฐาน OC-92/STM-6

 

  . การประยุกต์ใช้งาน (Applications) up  

        การนำเทคโนโลยีเอทีเอ็มนำมาประยุกต์ใช้งานสำหรับการส่งข้อมูลความเร็วสูง ดังนี้

        ๙.๑ เครือข่ายหลักสำหรับอินเทอร์เน็ต
(Internet backbone)
        เทคโนโลยีเอทีเอ็มถูกใช้เป็นเครือข่ายพื้นฐานหลัก ในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายท้องถิ่นและเครือข่ายวงกว้างเพื่อให้บริการส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่ต้องการความเร็วสูงเช่น การส่งข้อมูลวิดีโอ

        ๙.๒ เครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่
(Mobile infrastructure network)
        ใช้เป็นโครงข่ายในการเชื่อมต่อ เพื่อส่งข้อมูลระหว่างสถานีฐาน (Base Station: BS) และศูนย์สลับสายบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Circuit Switching Center: MSC)

        ๙.๓ เครือข่ายส่วนตัว
(Private network)
        เครือข่ายเพื่อส่งข้อมูลความเร็วสูงเฉพาะกลุ่ม เช่น ในการเชื่อมต่อระหว่างคณะและหน่วยงานในมหาวิทยาลัย การเชื่อมต่อระหว่างสาขาต่างๆ ของบริษัท หรือใช้สร้างเครือข่ายเฉพาะกลุ่มอื่นๆ


 

  . จดหมายเหตุ up  

       ลำดับเหตุการณ์สำคัญของเทคโนโลยีเอทีเอ็มแสดงดังตารางที่ ๑๐.๑

           ตาราง ๑๐.๑ แสดงลำดับเหตุการณ์สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเอทีเอ็ม


ปี พ.ศ.
(ค.ศ.)
 

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ


๒๕๒๓
(1980)
 


เทคโนโลยีการส่งข้อมูลแบบแบ่งข้อมูลเป็นแพกเก็ต
(packet) สำหรับโครงข่ายบริการสื่อสารร่วม
ระบบดิจิทัลแถบกว้าง มีการนำมาใช้งานและพัฒนาเช่น มาตรฐาน
X.25  เฟรมรีเลย์


๒๕๓๓
(1990)
 


สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือไอทียู ได้เสนอเทคโนโลยีเอทีเอ็ม
เพื่อใช้สำหรับ
โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัลแถบกว้าง


๒๕๓๔
 (1991)
 


ก่อตั้งคณะทำงานสำหรับเอทีเอ็ม
(ATM forum) เพื่อกำหนดมาตรฐาน ความเข้ากันได้
และส่งเสริมการใช้งานเอทีเอ็ม


๒๕๓๗
(1994)
 


มาตรฐานการเชื่อมต่อทางกายภาพด้วยสายตีเกลียวคู่
(Twisted pair) สำหรับเอทีเอ็ม
ซึ่งมีอัตราการส่งข้อมูล ๑๕๕ เมกกะบิตต่อวินาที


 

  . บรรณานุกรม up  

[๑] Mohammad A. Rahman, Guide to ATM systems and technology, Artech House, 1998.

[๒] Timothy Kwok, ATM: the new paradigm for Internet, Intranet and Residential Broadband Services and Applications, Prentice Hall, 1998.

[๓] Uyless Black, ATM Foundation for Broadband Networks. Vol. I, 2nd Edition, Prentice Hall, 1999.