สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ (ไทย อังกฤษ)
 บทนำ
ส่วนประกอบระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่
 โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
 การจำแนกความถี่
 การจัดกลุ่มความถี่
 การจัดเซลล์
 สัญญาณของช่องสัญญาณชนิดต่าง ๆ
 การเรียกเข้าและออกจากเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
 การย้ายช่องทางสื่อสาร
การปรับข้อมูลการเคลื่อนย้าย
 จดหมายเหตุ
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
    ( 470 MHz. Cellular Mobile Telephone System )

   พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร
   บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
 

  ๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เอ็นเอ็มที (Nordic Mobile Telephone System: NMT)

         ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่คิดค้นขึ้นโดยกลุ่มประเทศ แถบสแกนดิเนเวีย (ประกอบไปด้วย เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดนและฟินแลนด์) เป็นโทรศัพท์
         เคลื่อนที่ในระบบแอนะล็อก

  ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone System: CMTS)

ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ประกอบด้วยชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สถานีฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่และระบบสื่อสัญญาณ

  เซลล์ (Cell)

          พื้นที่สัญญาณ ที่มีรัศมีครอบคลุมในแต่ละสถานีฐาน แบ่งเป็นเซลล์จิ๋ว เซลล์เล็ก เซลล์มาตรฐาน เซลล์คลุม โดยมีขนาดรัศมีของพื้นที่ให้บริการ
          ประมาณ ๑-๕ ๕-๑๕ ๒๐-๕๐ และ ๒๐-๕๐ กิโลเมตร ตามลำดับ
  ๒. บทคัดย่อ up

        การนิยามและการให้ความหมายของคำว่า “โทรคมนาคม” โดยทั่วไปนั้น อยู่บนมูลเหตุพื้นฐานหลักสองด้าน คือภาษาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมสมัย
ความหมายโดยรวมของสารานุกรมโทรคมนาคมไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ คือ
       “การสื่อสาร ที่ช่วยลดระยะทางระหว่างบุคคล อุปกรณ์หรือระบบอัตโนมัติที่สร้างขึ้น เพื่อใช้สำหรับการส่ง แพร่กระจายหรือนำพาด้วยวิธีการทางกลไฟฟ้า แสง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ทางควอนตัมสำหรับการสื่อสัญญาณ ข้อความ เสียงภาพหรือสื่อประสมให้ผู้รับหรือระบบสามารถเข้าใจได้”ซึ่งวิวัฒนาการของการโทรคมนาคมนั้น เริ่มต้นจากการใช้มนุษย์เป็นผู้ส่งสารและพัฒนามาเป็นการส่งสาร ด้วยสิ่งประดิษฐ์จากธรรมชาติโดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น สัญญาณควัน สัญญาณไฟหรือสัญญาณเสียง ซึ่งมีขอบเขตจำกัดดังนั้นมนุษย์จึงได้มีการพัฒนา และคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ทางด้านโทรคมนาคมขึ้น เพื่อก้าวข้ามขอบเขตนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการสื่อสารโทรคมนาคมขึ้นมากมายซึ่งทำให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้น เริ่มต้นการพัฒนาจากการสื่อสารระหว่างบุคคล กลายเป็นการสื่อสารระดับเครือข่ายระหว่างประเทศและ
และครอบคลุมทั่วโลกในที่สุด


  Abstract
  up

       The first generation of mobile telephone system in Thailand is that the 470 MHz cellular system. Basically it is that the Nordic mobile telephone (NMT-450 MHz). After the operating first for Scandinavian Countries in 1981 by using 450 MHz band. It was then adapted to Thailand in 1986 by moving technically to available frequency 470 MHz band. This analog mobile telephone system was popular at the beginning, however, its service fades down offer the present of never digital based mobile telephone system.


  ๓. บทนำ (Introduction)up

       โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายถึง ระบบโทรศัพท์ที่ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนที่ในขณะที่ใช้โทรศัพท์ ภายในพื้นที่บริการ(Coverage area) ของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่มีอยู่หลายระบบด้วยกันสำหรับระบบแบบ NMT (Nordic Mobile Telephone System: NMT) เริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ ค.ศ. 1970 (พ.ศ. ๒๕๑๓) โดยหน่วยปฏิบัติการวิจัยเบลล์ (Bell Labs) ประเทศสหรัฐอเมริกา[๑] และเริ่มให้บริการในปี ค.ศ. 1981 (พ.ศ. ๒๕๒๔) โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT-450 เริ่มใช้งานโดยกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียประกอบไปด้วย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน[๒] ได้ใช้ความถี่ในย่าน ๔๕๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz.) จึงเรียกเป็นระบบ NMT-450 แต่สำหรับประเทศไทย ได้ใช้ความถี่ในย่าน ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์ จึงเรียกเป็นระบบ NMT-470 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางเทคนิค เกี่ยวกับความถี่วิทยุที่ใช้งานซึ่งอยู่ในย่านความถี่ ๔๗๙-๔๙๓.๕ เมกกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีรายละเอียดบางกรณีที่แตกต่างออกไป แต่อย่างไรก็ตามระบบการทำงานของทั้ง NMT-450/470 โดยภาพรวมแล้วจะเหมือนกัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT-470 ใช้เทคนิคที่เรียกว่า เซลลูลาร์ (Cellular) ในการสร้างโครงข่ายให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตลอดจนบริการเสริมอื่นๆ โดยการแบ่งพื้นที่บริการ ออกเป็นเซลล์ติดต่อกันหลายเซลล์ ในแต่ละเซลล์จะมีอุปกรณ์ รับ-ส่ง สัญญาณ ตั้งอยู่ที่สถานีฐาน สัญญาณจากสถานีฐานต่างๆ จะต่อเข้ากับชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่และต่อเข้ากับโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน (Public Switching Telephone Network: PSTN) โดยผ่านระบบสื่อสัญญาณ (Transmission system) โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT-470 เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบแอนะล็อกหรือเรียกว่า ยุคแรกของโทรศัพท์เคลื่อนที่ (First Generation) มีการใช้งานแพร่หลายในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและประเทศในยุโรปรวมทั้งประเทศไทยด้วย [๓]
        ต่อมาความนิยมในการใช้งาน ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT-470 ลดน้อยลง เนื่องจากมีเทคโนโลยีใหม่ที่มีการอำนวยความสะดวกมากกว่า      มีขนาดเล็กกว่าและมีราคาเครื่องที่ถูกกว่ามาแทนที่


  ๔. ส่วนประกอบระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone System: CMTS)
  up

        ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญอยู่สี่ส่วน คือ ชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สถานีฐาน ระบบสื่อสัญญาณ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมีหน้าที่การทำงานของแต่ละส่วน ดังนี้


 
                                                           
  รูปที่ ๔.๑ ส่วนประกอบระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่
 

         ๔.๑ ชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Telephone Exchange: MTX)
         ศูนย์กลางในการดำเนินการสลับสายต่อให้ผู้ใช้ตลอดจนควบคุมระบบ ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ควบคุมระบบทำนองเดียวกันกับชุมสายโทรศัพท์พื้นฐานแต่มีส่วนประกอบอื่นๆเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อใช้เป็นชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ชุมสายโทรศัพท์ชนิดนี้ เป็นชุมสาย SPC (Stored Program Control) โดยหนึ่งชุมสายครอบคลุมพื้นที่บริการ (Service Area: SA) หนึ่งพื้นที่ ซึ่งสามารถให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด ๖๐,๐๐๐ เครื่อง และยังมีหน่วยความจำสำหรับการปรับปรุงการบันทึกตำแหน่งของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่อีก ๑๒,๐๐๐ เครื่อง หรือ ๒๐% ของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด (Roaming Register)

         ๔.๒ สถานีฐาน
(Radio Base Station (RBS): BS)
         ศูนย์กลางสำหรับรับ-ส่งสัญญาณวิทยุและแปลงสัญญาณรับ-ส่ง กับชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Telephone Exchange: MTX) ประกอบด้วยอุปกรณ์รับ-ส่งคลื่นวิทยุ อุปกรณ์ควบคุมความถี่และอุปกรณ์แปลงสัญญาณวิทยุเป็นสัญญาณโทรศัพท์ รับ-ส่ง กับชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ MTX  โดยผ่านระบบสื่อสัญญาณซึ่งมีข้อมูลทางด้านเทคนิคของสถานีฐานดังตารางที่ ๔.๑

                            ตารางที่ ๔.๑ ข้อมูลทางด้านเทคนิคของสถานีฐาน


ข้อมูลทางด้านเทคนิคของสถานีฐาน
 


ความถี่ที่ใช้งานภาครับ
 


๔๗๙
- ๔๘๓.๕ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz.)


ความถี่ที่ใช้งานภาคส่ง
 


๔๘๙
- ๔๙๓.๕ เมกกะเฮิรตซ์


ช่องว่างแต่ละวงจร
(Channel Spacing)
 


๒๐ เมกกะเฮิรตซ์


จำนวนวงจรโทรศัพท์ทั้งหมด 
 


๒๒๕  ช่อง
(Channels)


อุปกรณ์ปรับแต่งเพื่อให้คุณภาพของเสียงดีขึ้น
 


คอมพานเดอร์
(Compander)


กำลังส่ง 
 


- ๕๐  วัตต์ (Watts)


รัศมีพื้นที่ครอบคลุม
 


- ๔๐ กิโลเมตร (km.)

         ๔.๓ ระบบสื่อสัญญาณ (Transmission System: TS)
         ส่วนที่รวบรวมสัญญาณโทรศัพท์ รับ-ส่ง ระหว่างชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ กับสถานีฐาน ประกอบด้วยอุปกรณ์มัลติเพล็กซ์ และอุปกรณ์วิทยุ (ไมโครเวฟ ยู เอช เอฟ หรือดาวเทียม) หรืออุปกรณ์เคเบิล (เคเบิลทางไกล เคเบิลพีซีเอ็ม เคเบิลโคแอคเซียล หรือเคเบิลเส้นใยนำแสง)

         ๔.๔ เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
(Mobile Station: MS)
         อุปกรณ์ปลายทางที่ใช้ติดต่อโทรศัพท์สื่อสารในขณะเคลื่อนที่ ประกอบด้วยอุปกรณ์โทรศัพท์ อุปกรณ์แปลงสัญญาณโทรศัพท์เป็นสัญญาณวิทยุ อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณวิทยุและอุปกรณ์ควบคุม ซึ่งมีข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังตารางที่ ๔.๒

                               ตารางที่ ๔.๒ ข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่


ข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
 


ความถี่ที่ใช้งานภาครับ
 


๔๘๙
- ๔๙๓.๕ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz.)


ความถี่ที่ใช้งานภาคส่ง
 


๔๗๙
- ๔๘๓.๕ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz.)


อุปกรณ์ปรับแต่งเพื่อให้คุณภาพของเสียงดีขึ้น
 


คอมพานเดอร์
(Compander)


  ๕. โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Radio Telephone Network: MTN)
  up

  


 
                                                           
  รูปที่ ๕.๑ ส่วนประกอบของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
 

        โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Radio Telephone Network: MTN) มีกระบวนการทำงานของโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการทำงานทางด้านเทคนิค ดังนี้

         ๕.๑ กระบวนการทำงานของโทรศัพท์เคลื่อนที่
         เมื่อผู้ใช้ต้องการติดต่อกับเลขหมายปลายทางผู้ใช้จะต้องกดเลขหมายบนหน้าปัทม์ ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ พร้อมทั้งกดปุ่มส่งสัญญาณ (Send)
สัญญาณจะถูกส่งจาก เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผ่านไปยังสถานีฐาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรับ-ส่งสัญญาณระหว่าง เครื่องโทรศัพท์กับชุมสายโทรศัพท์ และตั้งอยู่ตามจุดต่างๆในพื้นที่บริการ เพื่อทำการรับ-ส่งคลื่นวิทยุ พร้อมทั้งแปลงสัญญาณจากเครื่องโทรศัพท์ไปยังชุมสายโทรศัพท์ สถานีฐานแต่ละแห่งจะมีรัศมีทำการคลุมพื้นที่บริการในสถานีฐานของตัวเอง เมื่อสถานีฐานได้รับสัญญาณจากเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านคลื่นวิทยุจะแปลงสัญญาณนั้นส่งไปยังชุมสายโทรศัพท์ผ่านระบบสื่อสัญญาณ ซึ่งอาจเป็นเส้นใยนำแสงหรือไมโครเวฟ เป็นต้น เมื่อชุมสายโทรศัพท์ได้รับสัญญาณจากสถานีฐาน ก็จะ
วิเคราะห์เลขหมายที่ได้รับว่าจะให้ต่อไปที่ใด เลขหมายปลายทาง อาจเป็นเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยกันเองหรืออาจเป็นเลขหมายในโครงข่ายโทรศัพท์ PSTN หรือ ISDN ก็ได้
         ทุกครั้งที่ต่อถึงเครื่องโทรศัพท์ ของผู้ใช้ปลายทางและเครื่องปลายทางว่างผู้ใช้โทรศัพท์ต้นทางจะได้ยินสัญญาณตอบรับ (Ring Back Tone) บอกให้ทราบว่าการต่อครั้งนั้นถึงเครื่องปลายทางแล้ว ถ้าปลายทางรับสายผู้ใช้โทรศัพท์ต้นทางกับปลายทางจะสามารถสนทนากันได้

         ๕.๒ การทำงานทางด้านเทคนิค
        จากส่วนประกอบทั้งสี่ของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่จะประกอบกันขึ้นเป็นพื้นที่บริการ (Service Area: SA) ซึ่งแต่ละ SA จะมีชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่หนึ่งชุมสาย สามารถครอบคลุมพื้นที่บริการย่อย (Traffic Area: TA) ได้ถึง ๑๖ TA ซึ่งในแต่ละ TA สามารถที่จะมีจำนวนเซลล์ (Cell) ได้ตั้งแต่ ๑ เซลล์ ถึง ๖๔ เซลล์ นั้นหมายความว่า ภายใน ๑ SA จะสามารถมีจำนวนเซลล์ได้มากที่สุด ๑,๐๒๔ เซลล์ ซึ่งจำนวนเซลล์นั้น ขึ้นกับความหนาแน่นของพื้นที่คิดว่าจะมีจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่มากหรือน้อย เช่น พื้นที่มีบริษัทใหญ่ๆ ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากและมีจำนวนรถยนต์หนาแน่นมาก ก็ต้องมีจำนวนเซลล์มาก และพื้นที่รอบๆ เมืองอาจจะมีเพียงเซลล์เดียวก็เพียงพอ ส่วนสถานีฐานนั้นคือ สถานที่ๆมีเครื่องรับ-ส่งวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งสถานีฐาน ๑ สถานี อาจจะมีจำนวนเซลล์ได้ ๑ เซลล์ ๒ เซลล์ หรือ ๖ เซลล์ ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของผู้ใช้บริการในย่านธุรกิจหนึ่งๆ ส่วนจำนวนสายอากาศ (Antenna) จะเท่ากับจำนวนเซลล์ใช้งานสำหรับ Channel (CH) ภายในสถานีฐานนั้นเป็นอุปกรณ์วิทยุ ซึ่งจะกำหนดความถี่ให้เหมาะสมตามข้อกำหนดของระบบซึ่งนำวิธีการนำความถี่กลับมาใช้ใหม่ (Frequency Reused) มาใช้ ทำให้สามารถขยายวงจรได้เพิ่มขึ้น


 
                                             
  รูปที่ ๕.๒ ความสัมพันธ์ของโครงข่าย
 

         จากรูปที่ ๕.๒ แสดงให้ทราบว่า โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะประกอบด้วยหลายๆ พื้นที่บริการ (Service Area: SA) ด้วยกัน แต่ละ SA คือพื้นที่ครอบคลุมของ ๑ ชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่ง MTX แต่ละหน่วยจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ของสถานีฐาน และควบคุมการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกๆ กรณีภายใต้พื้นที่บริการของตนเอง MTX จะต้องทราบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่อยู่ของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Station:MS)ทุกๆ ตัว หรือการยกหูวางหูและอื่นๆ ดังนั้น MTX เป็นส่วนควบคุมที่สำคัญในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่ง MTX แต่ละตัวจะต้องติดต่อถึงกันได้ เพราะอาจมีการส่งข้อมูลของ MS เกี่ยวกับการโรมมิ่ง หรือเคลื่อนย้ายข้ามเซลล์ (Roaming)การคิดค่าบริการ (Charging) และสถานะภาพอื่นๆ ถึงกัน ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้ต้องส่งให้แก่กันและกันได้ ในที่นี้ได้ใช้การส่งข้อมูลแบบ Common Channel Signaling (CCITT NO.7)

         ๕.๓ องค์ประกอบของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
         โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Radio Telephone Network: MTN) มีส่วนประกอบสี่ส่วนคือ พื้นที่บริการย่อย สถานีฐาน เซลล์และช่องทางสื่อสาร

         ๕.๓.๑ พื้นที่บริการย่อย (Traffic Area: TA)

         จากรูปที่ ๕.๒ พื้นที่บริการ (Service Area: SA) จะประกอบด้วยหลายๆ พื้นที่บริการย่อย (Traffic Area: TA) ด้วยกัน แต่ละ TA จะครอบคลุม พื้นที่หลายจังหวัด
         การกำหนดออกเป็น TA นี้ มีประโยชน์สำหรับชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการติดตามตำแหน่งของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อใช้เรียกตัว MS ในกรณีที่มีโทรศัพท์เข้ามาหา MS หมายเลขนั้นๆ เนื่องจาก MS สามารถเคลื่อนที่ไปไหนก็ได้ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้น MTX จะเก็บตำแหน่งที่อยู่ของ MS ไว้ในเทอมของ SA และ TA ซึ่งการเรียก MS แต่ละตัวจะเรียกทั้ง TA หลายๆ จังหวัดพร้อมกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของ MS คือ เมื่อรู้ตัวว่าเข้าไปอยู่ในอีก TA หนึ่งแล้วหรือตนเองได้เปลี่ยน TA แล้ว ต้องแจ้งบอก MTX ทันที เพื่อ MTX จะได้แก้ไขข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ของ MS หมายเลขนั้นๆ ซึ่ง MTX จะสามารถติดตามตำแหน่งที่อยู่ของ MS ได้ตลอดเวลา
 
         ๕.๓.๒ สถานีฐาน (Base Station)

         จากรูปที่ ๕.๒ แต่ละพื้นที่บริการย่อย (Traffic Area: TA) แบ่งออกย่อยเป็นหลายๆ สถานีฐาน (Base Station: BS) ได้อีก
 
         ๕.๓.๓ เซลล์ (Cell)


 
                                                               
  รูปที่ ๕.๓ การจัดเซลล์(Cell)
 

         จากรูปที่ ๕.๓ แต่ละสถานีฐาน (Base Station: BS) ประกอบไปด้วยหลายๆ เซลล์ (Cell) โดยส่วนใหญ่แล้วจะมี BS และ ๑ เซลล์ ครอบคลุมพื้นที่ ๑ จังหวัด ดังรูปที่ ๕.๓ ก. แต่เมื่อความต้องการใช้งานโทรศัพท์มีมากขึ้น จำนวนช่องทางสื่อสาร (Channel: CH) ที่อยู่ในเซลล์นั้นๆ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเพิ่ม Cell อีก ๑ เซลล์ โดยแบ่งพื้นที่ครอบคลุมเดิมนั้นออกเป็น ๒ ส่วน ให้เซลล์ที่ ๑ ส่วนหนึ่ง และให้เซลล์ที่ ๒ อีกส่วนหนึ่ง ดังรูปที่ ๕.๓ ข. เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนช่องทางการสื่อสาร (CH)

         ๕.๓.๔ ช่องทางสื่อสาร (CH: Channel)
 
         รูปที่ ๕.๒ ในแต่ละเซลล์ จะมีหลายช่องทางสื่อสาร (Channel: CH) ด้วยกัน ซึ่ง ๑ CH คือ ภาคส่ง (Transmitter: Tx) และภาครับ (Receiver: Rx) การที่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Station: MS) ตัวหนึ่งยกหูขึ้นพูดก็จะใช้ไปแล้ว ๑ CH และขณะที่ MS กำลังใช้ CH ใดๆ อยู่ MS ตัวอื่นไม่สามารถใช้ CH นั้นๆ ได้ ต้องรอจนกว่าจะเลิกใช้ CH เสียก่อน MS ตัวอื่นจึงมีโอกาสใช้


  ๖. การจำแนกความถี่
  up

       จำแนกความถี่ออกเป็น ๒๒๕ ช่องทางสื่อสาร (Channel: CH) โดยประเทศไทยใช้ความถี่ในย่าน ๔๘๙ - ๔๙๓.๕ เมกกะเฮิรตซ์ สำหรับภาคส่ง ๔๗๙ - ๔๘๓.๕ เมกกะเฮิรตซ์ สำหรับภาครับ ช่วงห่างระหว่าง CH (CH Separation) ๒๐ กิโลเฮิรตซ์ (KHz.) และ ช่วงความถี่ระหว่าง Tx และ Rx (frequency Separation Between Tx and Rx) ๑๐ เมกกะเฮิรตซ์ จากการคำนวณจะได้ CH ทั้งหมด ๒๒๕ CH และมีการจัดหมายเลข CH ของ BS      ดังตัวอย่างตารางที่ ๖.๑

                                                        ตารางที่ ๖.๑ การจำแนกความถี่ ๒๒๕ CH

CH No

Rx (MHz)

Tx (MHz)

๒๒๕

๔๗๙.๐๐

๔๗๙.

๔๗๙.

๔๘๓.๔๘

๔๘๙.๐๐

๔๘๙.

๔๘๙.

๔๙๓.๔๘
 


  ๗. การจัดกลุ่มความถี่
  up

        หลังจากที่ได้แบ่งออกเป็น ๒๒๕ ช่องทางสื่อสาร (Channel: CH) ดังตารางที่ ๖.๑ แล้วจะต้องจัดกลุ่มความถี่ โดยจัด CH ทั้งหลายเข้าเป็นกลุ่ม    ดังตารางที่ ๗.๑ การจัด CH เข้าเป็นกลุ่มนี้จะมีประโยชน์สำหรับการจัดเซลล์ (Cell) และการนำความถี่มาใช้ใหม่อีกครั้ง เนื่องจากความถี่มีจำนวนจำกัด กลุ่มความถี่ที่แบ่งออกมานั้นมีอยู่ ๗ กลุ่มใหญ่คือ กลุ่ม A-G และในแต่ละกลุ่มใหญ่ยังมีกลุ่มย่อยอีก ตัวอย่างเช่น ความถี่กลุ่ม A มีอยู่ ๔ กลุ่มย่อย คือ A๑ A๒ A๓ และ A๔ ในแต่ละกลุ่มย่อยจะมีอยู่ ๘ CH

                       ตารางที่ ๗.๑ การจัดกลุ่มความถี่

A

B

C

D

E

F

G

๑๕

๒๙

๔๓

๕๗

๗๑

๘๕

๙๙

๑๖

๓๐

๔๔

๕๘

๗๒

๘๖

๑๐๐

๑๗

๓๑

๔๕

๕๙

๗๓

๘๗

๑๐๑

๑๘

๓๒

๔๖

๖๐

๗๔

๘๘

๑๐๒

๑๙๓๓

๔๗

๖๑

๗๕

๘๙

๑๐๓

๒๐

๓๔

๔๘

๖๒

๗๖

๙๐

๑๐๔

๒๑

๓๕

๔๙

๖๓

๗๗

๙๑

๑๐๕

 A

B

C

D

E

F

G

๑๑๓

…

๒๑๑

๑๑๔

…

๒๑๒

๑๑๕

…

๒๑๓

๑๑๖

...

๒๑๔

๑๑๗

...

๒๑๕

๑๑๘

...

๒๑๖

๑๑๙

...

๒๑๗

A

B

C

D

E

F

G

…

๑๐๖

…

๑๐๗

0

…

๑๐๘

๑๑

...

๑๐๙

๑๒

...

๑๑๐

๑๓

...

๑๑๑

๑๔

...

๑๑๒

A

B

C

D

E

F

G

๑๒๐

…

๒๑๘

๑๒๑

…

๒๑๙

๑๒๒

…

๒๒๐

๑๒๓

...

๒๒๑

๑๒๔

...

๒๒๒

๑๒๕

...

๒๒๓

๑๒๖

...

๒๒๔
 

         สำหรับช่องทางสื่อสารภายในสถานีฐานนั้นเป็นอุปกรณ์วิทยุ ซึ่งจะกำหนดความถี่ให้เหมาะสมตามข้อกำหนดของระบบซึ่งนำวิธีความถี่กลับมาใช้ใหม่ สามารถขยายวงจรได้เพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้งานทั้งหมดภายในพื้นที่บริการ ได้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ เครื่อง 


  ๘. การจัดเซลล์ (Cell Arrangement)
  up

         โครงสร้างของเซลล์มีการจัดประเภทของเซลล์เป็นสี่ประเภท ดังแสดงในรูปที่ ๘.๑


 
                                                               
  รูปที่ ๘.๑ การจัดประเภทเซลล์
 

          เซลล์มาตรฐาน (Standard Cells) มีรัศมีของพื้นที่ให้บริการประมาณ ๒๐ - ๕๐ กิโลเมตร สำหรับให้บริการในพื้นที่ทั่วไป มีขอบเขตการให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้าง

          เซลล์เล็ก (Small Cells) มีรัศมีของพื้นที่ให้บริการประมาณ ๕ - ๑๕ กิโลเมตร สำหรับการให้บริการในพื้นที่ของเมืองใหญ่ซึ่งมีผู้ใช้หนาแน่นจำเป็นต้องจำกัดพื้นที่ให้บริการ

          เซลล์จิ๋ว (Micro Cells) มีรัศมีของพื้นที่ให้บริการ ประมาณ ๑ - ๕ กิโลเมตร สำหรับให้บริการในพื้นที่เมืองใหญ่ ซึ่งมีผู้ใช้หนาแน่นมาก

          เซลล์คลุม (Umbrella Cells) มีรัศมีพื้นที่ให้บริการเท่ากับเซลล์มาตรฐาน ใช้สำหรับเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ โดยการสร้างเซลล์ป้อนลงไปบนเซลล์มาตรฐานหรือเซลล์เล็ก

          ๘.๑ รูปแบบของการจัดเซลล์ (Cell Pattern)
         รูปแบบของการจัดเซลล์เป็นการจัดเซลล์เพื่อใช้ความถี่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยวิธีนำความถี่กลับมาใช้ใหม่ การจัดเซลล์จะแบ่งกลุ่มความถี่ตามขีดจำกัดเป็นรูปเมตริกซ์ ซึ่งอาจแบ่งเป็น ๔ ๗ และ ๑๒ การจัดรูปแบบของเซลล์ จะคำนึงถึงความต้องการและรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศ และขนาดอุปกรณ์ การจัดกลุ่มความถี่ของ ประเทศไทย ใช้รูปแบบ ๗ เซลล์


 
                                                           
  รูปที่ ๘. ตัวอย่างการจัดเซลล์ รูปแบบ ๗ เซลล์
 


  ๙. สัญญาณของช่องสัญญาณชนิดต่างๆ
  up

       ขอบเขตและคำจำกัดความต่างๆ ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บริการ พื้นที่บริการย่อย สถานีฐาน เซลล์และช่องทางสื่อสารแล้ว มีรายละเอียดของ CH อื่นๆ แบ่งแยกชนิดหน้าที่และประโยชน์ได้ดังนี้

        ๙.๑ ช่องสัญญาณเรียก
(Calling CH: CC)
        ช่องสัญญาณเรียก เป็นช่องทางสื่อสาร (Channel: CH) ที่ทุกๆ เซลล์ (Cell) จะต้องมีอยู่หนึ่ง CH และ CC นี้ต้องมีเปิดหรือมีสถานะ “ON” ตลอดเวลา เพื่อให้เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Station: MS) ทุกๆ ตัวที่เปิดเครื่อง (Stand by) อยู่ในบริเวณเซลล์นั้นได้จับจอง (Lock) อยู่ที่ CC นี้ ในเซลล์หนึ่งๆ CH ใดที่จะเป็น CC จะถูกสั่งมาโดยชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และจะควบคุมการทำงานโดยตลอด ดังตัวอย่าง CH ที่ ๒ (CH No ๑๕) ถูกสั่งให้เป็น CC CH ที่ ๒ นี้ก็จะส่งสัญญาณเรียก (Calling Signal) ออกไปตลอดเวลาเพื่อให้ MS ทั้งหลายจับจอง (Lock) อยู่ที่ CH ที่ ๒ นี้การที่จะเป็น CC นานขนาดไหนขึ้นอยู่กับเวลาที่ตั้งไว้ที่ MTX เมื่อครบเวลาแล้วซึ่ง อาจจะเป็น ๑๐ นาที ๑๕ นาที หรือครึ่งชั่วโมงก็ตามแล้วจึงจะย้าย CC ไปที่ CH อื่นๆ ที่ว่างเพื่อไม่ให้ CH ที่ ๒ รับภาระมากเกินไป แต่ถ้าไม่มี CH ใดว่างเลย CC ก็จะอยู่ที่ CH ที่ ๒ ต่อไปจนกว่าจะมี CH ว่าง ต่อมาหาก CH ที่ ๑ (CH No ๑) ว่าง เมื่อครบกำหนดเวลา CC จะย้ายไปอยู่ที่ CH ที่ ๑ MS ทุกๆ ตัวจะไล่หา (Scan) สัญญาณเรียก (Calling Signal) ใหม่ และจะไปจับจองอยู่ที่ CH ที่ ๑ ส่วน CH ที่ ๒ จะมีสถานะปล่อย (Idle) หรือ “OFF” ดังนั้น CC ต้อง “ON” อยู่ตลอดเวลาจำนวน ๑ CH

        ๙.๒ ช่องสัญญาณว่าง
(Free-traffic CH: FTC)
        ช่องทางสื่อสารนี้ในทุกๆเซลล์จะต้องมีสถานะ “ON” ตลอดเวลาเช่นเดียวกับ CC แต่ FTC อาจจะอยู่ในช่วง ๑ ๒ หรือ ๓ ก็ได้ใน ๑ เซลล์ Cell ซึ่งขึ้นกับจำนวนการจราจรในเซลล์นั้นๆ FTC จะส่งสัญญาณช่องสัญญาณว่าง (Free-traffic signal) จากชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกไปตลอดเวลา เพื่อให้เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ทราบว่า CH นี้เป็น CH ที่ว่าง และพร้อมที่จะให้ MS เรียกออก (Originate Cell) ได้

         ๙.๓ ช่องสัญญาณใช้งาน
(Traffic CH: TC)
         เป็นช่องทางสื่อสาร (Channel: CH) ที่มีสถานะไม่ว่าง ถูกใช้งานอยู่ โดยที่ช่องสัญญาณนี้จะไม่พร้อมให้มีการใช้งานของคู่สายอื่นที่เข้ามา

         ๙.๔ ช่องสัญญาณว่าง (Idle CH)
         ช่องทางสื่อสารที่ว่าง ยังไม่มีการใช้งาน
 
         ๙.๕ ช่องสัญญาณข้อมูล (Data CH)
         ช่องทางสื่อสาร ที่ใช้ในการส่งข้อมูลระหว่างชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่กับหน่วยตรวจสอบความแรงสัญญาณ (Signal Strength unit: SR) ซึ่งจะใช้งานในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อตรวจวัดความแรงของสัญญาณ


  ๑๐. การเรียกเข้าและออกจากเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
  up

        ขั้นตอนต่างๆ ในการเรียกเข้าและเรียกออกจากเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่จำเป็นต้องอาศัยการส่งผ่านข้อมูลติดต่อกันระหว่าง MS กับชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อให้ MTX ได้รับรู้ว่าเมื่อใดที่ MS ยกหู เมื่อใดที่ MS วางหู และเมื่อใดที่ MS ส่งเลขหมาย เป็นต้น  องค์ประกอบหลักของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ มี MTX BS และ MS แต่ข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในติดต่อนั้น มักเป็นข้อมูลที่ส่งระหว่าง MTX กับ MS โดยมี BS หรือเซลล์ เป็นทางผ่านของข้อมูล ข้อมูลที่ติดต่อระหว่าง MTX กับสถานีฐานนั้นมักใช้เฉพาะในการเปิด/ ปิด “ON/OFF” ช่องทางสื่อสาร (Channel: CH) ต่างๆ ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นนั้นจะอยู่ในรูปของเฟรม (Frame)ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ตัวอย่างจากรูปที่ ๑๐.๑ เป็นการส่งเฟรม (Frame)จากชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปให้เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยผ่านสถานีฐานหรือเซลล์ เฟรมดังกล่าวนั้นส่งผ่านทาง CC ช่องทางสื่อสาร (CH) ที่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกๆ ตัวจับจองอยู่ หากเฟรมนั้นเป็นการเรียกออก “CALL” (เรียก MS เลขหมายของ MS ที่ถูกเรียกจะต้องถูกส่งออกไปด้วย)


 
                                                                                              
  รูปที่ ๑๐.๑ ขั้นตอนการเรียกเข้าและออก
 

          ๑๐.๑ การเรียกเข้าหาเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
          การเรียกเข้าหาเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่นี้ แสดงว่าได้มีสัญญาณเรียกเข้า (Incoming Call) เข้ามาที่ ชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้ MTX ทราบว่าต้องการติดต่อกับ MS ตัวใด และทราบต่อไปอีกว่า MS นั้นอยู่ในพื้นที่บริการย่อยใด MTX จึงจะได้สั่งให้ทุกๆเซลล์ ภายใน TA นั้นๆ ทำการเรียก MS โดยรียกผ่านทาง CC ของแต่ละ เซลล์

          ๑๐.๒ การเรียกออกจากเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
          เดิมที MS จับจอง (Lock) อยู่ที่ CC แต่เมื่อใดก็ตามที่ MS ต้องการเรียกออกจะคลายจาก CC แล้วไปไล่หา FTC เมื่อพบแล้วจะใช้ FTC นั้นเป็น TC ในการเรียกออกจากรูปที่ ๑๐.๒ ซึ่งได้แสดงถึงขั้นตอนต่างๆ ในการเรียกออกจาก MS


 
                                              
  รูปที่ ๑๐.๒ ผังตัวอย่างแสดงสัญญาณในการเรียกเข้าหา MS
 


 


 
                                              
  รูปที่ ๑๐.๓ ผังตัวอย่างแสดงสัญญาณในการเรียกออกจาก MS
 


  ๑๑. การย้ายช่องทางสื่อสาร (Switching Call in Progress)
  up

         อาจจะเรียกการย้ายช่องสัญญาณนี้ว่า Hand off หรือ Hand over ได้ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่กำลังสนทนาอยู่ในเซลล์ ๑ ได้เคลื่อนที่ ออกไปทางเซลล์ ๒ ดังรูปที่ ๑๑.๑ ทำให้ความแรงของสัญญาณ ณ ช่องทางสื่อสาร (Channel:CH) ที่กำลังใช้งานอยู่นั้นต่ำลง จึงสมควรที่จะมี
ย้าย CH ไปใช้เซลล์ที่ ๒ เพื่อให้การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น


 
                                                               
  รูปที่ ๑๑.๑ การย้าย CH
 

 

  ๑๒. การปรับข้อมูลการเคลื่อนย้าย (Roaming Updating)  up

        เมื่อเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ถูกเปิดไว้โดยไม่ได้มีการเรียกออกใช้งานจะเรียกว่า MS ขณะนั้นอยู่ในสภาวะพร้อม (Standby) ณ สภาวะนี้ MS จะจับจอง (Lock) อยู่ที่ CC ตลอดเวลา เพื่อรอรับการเรียกเข้าหาตัวเอง และตรวจเช็คว่าค่าพื้นที่บริการย่อย (Traffic Area: TA) ที่เก็บอยู่ในตัว MS เองกับค่า TA ที่ส่งมาทางสัญญาณเรียก (Calling Signal) ตรงกันหรือไม่ซึ่งก็ควรตรงกัน แต่หากไม่ตรง MS ต้องส่งสัญญาณไปบอกชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อขอทำการปรับข้อมูลการเคลื่อนย้าย (Roaming Updating)MTX จะต้องทราบตำแหน่งที่อยู่ของ MS ตลอดเวลา เพื่อจะได้เรียกตามตัว MS ได้อย่างถูกต้อง MTX จะทราบตำแหน่งที่อยู่ของ MS ในเทอม TA เพราะฉะนั้นการที่ MTX จะเรียกตัว MS แต่ละตัวจะเรียกผ่านทุกๆ เซลล์ ภายใน TA ที่ MTX ได้มีการบันทึกเอาไว้ เมื่อ MS ได้เปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่ โดยวิ่งจาก TA หนึ่งไปยังอีก TA หนึ่ง MS จะทราบได้โดยตรวจสอบจากสัญญาณเรียก (Calling Signal) ดังกล่าวข้างต้น หน้าที่ MS จะต้องบอกให้ MTX แก้ไขตำแหน่งที่อยู่ TA (เดิม) เป็น TA (ใหม่) (การ Roaming Updating) เพื่อที่การเรียก MS ในครั้งต่อไป MTX จะได้ไปเรียกใน TA (ใหม่) โดยข้อมูลการแก้ไขหรือการปรับนี้จะเก็บไว้ในหน่วยความจำของตนเองเพื่อการเปรียบเทียบในครั้งต่อๆ ไปของการเคลื่อนย้าย


  ๑๓. จดหมายเหตุ
  up
         ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz.) มีลำดับเหตุการณ์สำคัญ แสดงดังตารางที่ ๑๓.๑

               ตารางที่ ๑๓.๑ เหตุการณ์สำคัญ

ปี พ..
(..)

เหตุการณ์การณ์สำคัญ

๒๕๑๓
(.. 1970)

แนวคิดทางด้านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูลาร์ (Cellular) ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกโดยหน่วยปฏิบัติการวิจัยเบลล์ (Bell Labs) ประเทศสหรัฐอเมริกา

๒๕๒๔
(.. 1981)

ระบบ NMT-450 (Nordic Mobile Telephone) ให้บริการในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกโดยกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย

๒๕๒๙
(.. 1986)

ประเทศไทยให้บริการในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ NMT-470(Nordic Mobile Telephone) หรือระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz.) เป็นครั้งแรก

 
  ๑๔. บรรณานุกรม  up

[๑] Anttalainen Tarmo. Introduction to telecommunication network engineering, USA: Artech House, 2003.

[๒]
Korhonen Juha. Introduction to 3G mobile communication, USA: Artech House, 2003.

[๓] ศูนย์การฝึกอบรม องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย.คู่มือช่าง โทรศัพท์เคลื่อนที่ Cellular Mobile Telephone System (เล่มที่ ๑,๒,๓)